หลังจากหาตัวแทนอยู่นาน ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ส ก็ได้ตัว อังเก ปอสเตโคกลู คนที่จะเข้ามาเป็นกุนซือคนใหม่ของพวกเขาในฤดูกาลหน้า แต่ก็กลับสร้างความไม่พอใจให้แฟนบอลสเปอร์สซะงั้น เพราะพวกเขาคิดว่า ทำไมถึงไปเอากุนซือโลว์ โปรไฟล์แบบนี้มาคุมทีมหลังจากใช้เวลาหาอยู่นาน

วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับกุนซือวัย 57 คนนี้ให้มากขึ้น ว่าเขามีความเป็นมาอย่างไร

เดิมทีครอบครัวของเขาเป็นชาวกรีกที่อพยพมายังออสเตรเลีย ย้ายมาอยู่โดยไม่มีอะไรเลย ทั้งเงิน ทั้งบ้าน อีกทั้งยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้อีกด้วย ทำให้ “จิม ปอสเตโคกลู” พ่อของอังเก ต้องทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงชีพให้ครอบครัว

ในวันอาทิตย์ สองพ่อลูกปอสเตโคกลู มักจะไปที่ สโมสรเซาท์ เมลเบิร์น สโมสรที่ตั้งขึ้นสำหรับผู้อพยพชาวกรีกในประเทศออสเตรเลีย การที่พวกเขาเป็นเหมือนคนนอก ฟุตบอลอาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ที่จะทำให้พวกเขาเข้าสังคมได้

อังเก เริ่มเล่นให้กับทีมเยาวชนของ เซาท์ เมลเบิร์น ตั้งแต่ปี 1978 จนถึงปี 1983 จากนั้นในปี 1984 เขาก็ได้ก้าวขึ้นมาเล่นกับชุดใหญ่ของทีม โดยเล่นในตำแหน่งกองหลัง

ในยุคที่มีกุนซือคือ เฟเรนซ์ ปุสกัส ตำนานผู้ล่วงลับของ เรอัล มาดริด และเขาได้ติดทีมชาติ ออสเตรเลีย 4 นัด ก่อนจะโดนอาการบาดเจ็บเล่นงาน จนต้องหันไปเป็นโค้ชแทน ตั้งแต่อายุเพียง 27 ปี

อังเก เริ่มต้นจากการคุมทีมเซาธ์ เมลเบิร์น ทีมที่เขาเติบโตมา และก็ขยับไปคุมทีมชาติ ชุดเยาวชนของออสเตรเลีย หลังจากนั้นก็ถูกปลดออกจากตำแหน่ง

จากนั้น ระหกระเหินไปคุมทีมพานาไชกิ ในประเทศบ้านเกิดที่กรีซ ซึ่งอยู่ได้เพียงปีเดียว อังเก ก็ย้ายกลับมายังแดน “จิงโจ้” อีกครั้ง ในการเข้ามาคุมทีม บรุนสวิค ยูเวนตุส เอฟซี

อังเก ย้ายทีมอีกครั้ง โดยย้ายไปคุมทีม บริสแบน โรว์ ซึ่งเขาพาทีมคว้าแชมป์ เอ-ลีก ได้อีกด้วย ในฤดูกาล 2010/11 และเขาก็ได้ขยับขึ้นไปคุมทีมที่ใหญ่ขึ้นอย่าง เมลเบิร์น วิคตอรี่

ต้องบอกว่าอังเกเป็นกุนซือที่มีของอยู่ในตัว เขายกระดับตัวเองขึ้นไปเป็นกุนซือ ทีมชาติออสเตรเลีย ชุดใหญ่ ผลงานในช่วงปี 2013 – 2017 คือการพาทัพ “จิงโจ้” ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายได้ ในฟุตบอลโลก 2014 และยังพาทีมเป็นแชมป์ เอเอฟซี เอเชียน คัพ ได้ในปีต่อมา

อังเก ย้ายไปคุมทีมโยโกฮาม่า เอฟ มารินอส ในเจ ลีก พาทีมคว้าแชมป์ได้เป็นครั้งแรก ในรอบ 15 ปี หลังจากนั้น ย้ายไปคุมทีมเซลติก ในประเทศสกอตแลนด์ โดยผลงานล่าสุดคือการพาทีม คว้า 3 แชมป์ ในฤดูกาลเดียว ก่อนโบกมือลามารับงานที่สเปอร์ส

ปรัชญาคุมทีมของ อังเก คือการบุกแหลก และไม่คิดเปลี่ยนสไตล์เป็นตั้งรับหรืออะไรทั้งสิ้น แม้แต่จะเจอกับทีมใหญ่ๆของยุโรป ซึ่งเขาเชื่อว่า “ทีมที่คุมเกมได้ คือทีมที่ดีกว่า การเอาชนะทีมที่เหนือกว่ากว่า เป็นวิธีเดียวที่จะประสบความสำเร็จในระยะยาว และความเชื่อมั่นจะทำให้เราไม่กลัว”

ระบบโปรดของอังเกคือ 4-3-3 ซึ่งเป็นแผนที่เน้นให้ทีมบุกแหลกไม่มีหยุด ส่วนหนึ่งในการมีปรัชญาการทำทีมแบบนี้ มีรากฐานมาจากความสัมพันธ์กับพ่อของเขา ซึ่งเขาพูดถึงการเล่นแบบนี้ว่า น่าจะเป็นแผนการเล่น ที่พ่อผู้ล่วงลับของเขาชอบ

อังเก เคยร่วมงานกับ “อุ้ม” ธีราทร บุญมาทัน ดาวเตะทีมชาติไทย สมัยค้าแข้งที่ โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส เขาเป็นคนที่เปลี่ยนแปลงวิธีการเล่นของ “โก๋อุ้ม” จากวิงแบ็ก ให้ขยับมาเล่นตรงพื้นที่ตรงกลางมากขึ้น หรือที่เรียกกันว่า “Inverted Full-Back” จนนำไปสู่ความสำเร็จของ มารินอส ในการคว้าแชมป์ เจ ลีก 2019

อุ้ม เคยกล่าวถึงเขาว่า “เขาเป็นโค้ชที่ขรึม ดุมาก ไม่ว่าคุณจะมาจากประเทศไหน ถ้าคุณเล่นตามที่เขาต้องการไม่ได้ เขาจะดุหมดเลย โดยไม่สนว่าคุณเป็นใคร”

“เขาจะจริงจังในการซ้อม มันทำให้ทุกคนอยู่ในแท็คติก ไม่เล่นนอกแท็คติก”

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า อังเก เป็นโค้ชที่พร้อมบวกกับนักเตะทุกคน ราวกับเปป กวาร์ดิโอลา หากนักเตะทำไม่ได้ตามที่เขาต้องการ เขายังเป็นกุนซือที่มีการสื่อสารกับลูกทีมได้ดี ช่วยปรับปรุงทัศนคติ กระตุ้นลูกทีม และวิจารย์ลูกทีมอย่างตรงไปตรงมา

ปัญหาหลักของสเปอร์สในฤดูกาลที่ผ่านมา คือ ผู้เล่นทัศนะคติแย่ ขาดความกระหายชัยชนะอย่างชัดเจน อันโตนิโอ คอนเต กุนซือคนก่อนของไก่เดือยทอง ยังออกมาด่าแหลกกลางสื่อถึงลูกทีมว่า นักเตะไร้ความกระหาย เล่นกันไม่เป็นทีม มีทัศนคติที่ย่ำแย่ และทุกคนคิดถึงแต่ตัวเอง

คอนเต ยังพาดพิงไปถึงบอร์ดบริหาร ถึงแดเนียล เลวี่ ประธานสโมสร ด้วยการตั้งคำถามว่า 20 กว่าปีที่ผ่านมา ทำไมไม่ได้แชมป์อะไรเลย (ที่จริงได้หนึ่งแชมป์ ถ้วยลีกคัพในปี 2008) มันเป็นความผิดเจ้าของทีม หรือความผิดผู้จัดการทีม

คอนเต้ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ ก่อนจะแตกหัก ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า วัฒนธรรมการทำงาน คือปัญหารากเน่าที่แท้จริงของสเปอร์ส ตลอด 20 ปี ตั้งแต่เลวี เข้ามาเป็นประธานสโมสร สเปอร์สเปลี่ยนโค้ชไปแล้วถึง 10 คน

อีกทั้งยอดโค้ชอย่างโชเซ มูรินโญ ที่เคยคุมสเปอร์ส ก่อนถูกไล่ออกไป เคยกล่าวว่า “ที่โรมา พวกเขาไม่ได้ปลดผมก่อนเกมนัดชิงฯ (คอนเฟอเรนซ์ ลีก ปี 2022) ใน ติรานา, ที่ สเปอร์ส พวกเขาปลดผมก่อนนัดชิงฯ ที่ เวมบลีย์ โรมาให้โอกาสผมพาทีมคว้าแชมป์ ที่ท็อตแนม ผมไม่ได้รับโอกาสนั้น”

มูรินโญ พาสเปอร์สเข้าไปถึงรอบชิง คาราบาวคัพ ที่จะเจอกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่ก็อยู่ไม่ถึงนัดชิง โดนเด้งไปซะก่อน อีกทั้งสเปอร์สยังพลาดแชมป์รายการนี้อีกด้วย

ในสารคดี “All or Nothing” ของสเปอร์ส มีฉากหนึ่งที่ แดนนี โรส อดีตแบ็กซ้ายของทีม กำลังมีปัญหากับ มูรินโญ ก่อนจะพูดคำหนึ่งขึ้นมาว่า “ผมจะไปหาแดเนียล” หรือหมายถึง จะไปฟ้องประธานสโมสร

สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมการทำงานภายในของสเปอร์ส ว่าไม่มีความทะเยอทะยาน ถอดใจง่าย สร้างบรรยากาศและทัศนะคติที่แย่ส่งต่อมา และการเปลี่ยนผู้จัดการทีมบ่อยๆ มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ดี ซึ่งมันทำให้ไม่มีการวางรากฐานของทีมที่ชัดเจน

ซึ่งการมาของ อังเก เลวี่ได้กล่าวถึงกุนซือคนใหม่คนนี้ว่า “อังเก นำมาซึ่งความคิดเชิงบวก และรูปแบบการเล่นที่รวดเร็ว เขามีประวัติที่ดี ทั้งในเรื่องของการพัฒนาผู้เล่น และเข้าใจถึงความสำคัญของการเรียนรู้ ทั้งสองอย่างเป็นสิ่งที่สำคัญต่อสโมสรของเรา เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ตัวเขามาคุมทีม”

ต้องรอดูกันว่า การมาของอังเก จะแก้ปัญหารากเหง้าที่แท้จริงของไก่เดือยทองได้หรือไม่ และเลวี จะสนับสนุนเขามากแค่ไหน หรือจะลงเอยเหมือนกุนซือคนก่อนๆที่ผ่านมา

ด้วยความทะเยอทะยานของเขา เขาจะพาทีมไปได้ไกลแค่ไหน ในฤดูกาลหน้าที่กำลังจะมาถึง ซึ่งแฟนบอลคงต้องรอชมผลงานของกุนซือหน้าใหม่คนนี้กันต่อไป.

เปรมโชค พันเดช