วันนี้ “คอลัมน์ตรวจการบ้าน” จึงต้องมาสนทนากับ “จตุพร พรหมพันธุ์”อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ว่า การเมืองไทยนับจากนี้จะไปต่ออย่างไร  

โดย“จตุพร” เปิดประเด็นว่า นับจากนี้การชุมนุมจะเพิ่มเรื่อยๆ แต่ว่าวันใดที่มันสมบูรณ์นั้น เราลองดูว่าในอดีตความจริงพรรคเพื่อไทยจะต้องทบทวน ตอนเป็นพรรคพลังประชาชนคุณสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เพียงแค่ 7 เดือนเท่านั้น แล้วก็คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี 2 เดือนครึ่ง ไม่มีโอกาสเหยียบทำเนียบฯแม้แต่เพียงวันเดียว นั่นขนาดได้รับเสียงเลือกตั้งเกือบถึงครึ่งไม่มีใครพูดเรื่องคำมั่นสัญญาให้ไว้กับประชาชนอย่างไร เหมือนกับที่พรรคเพื่อไทยบอกว่าจะไม่จับมือกับพรรคพลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ ไล่หนู ตีงูเห่า เพราะฉะนั้นนี่คือเป็นการเริ่มต้นสตาร์ทที่ไม่ชอบธรรมมากที่สุดในการจัดตั้งรัฐบาล โอกาสรอดทางการเมืองลักษณะอย่างนี้ยากที่สุด  

@อะไรคือจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่จะทำให้การชุมนุมมีพลังเหมือนในยุคของนปช.หรือพธม. ในอดีต  

จุดเปลี่ยนการเมือง คือ บทเรียนเรื่องการตระบัดสัตย์ปี 2535 ทุกคนก็มากันเอง เรื่องปรากฏการณ์สุดซอยตอนรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. เขาเดินสายปลุกผ่านรายการผ่าความจริง ที่เขาเดินสายจัดรายการ ผ่าเป็นปีคนก็ไม่ติดนะ แต่สุดซอยลักหลับภายใน 4 วัน หลังจากผ่านสภา คนก็เต็มบ้านเต็มเมือง

เพราะฉะนั้นอย่าไปท้าทายอะไรประชาชน ถ้าประชาชนรู้สึกว่ามันใช้ไม่ได้ รวมทั้งมวลชนที่เลือกพรรคเพื่อไทยที่ดีงาม นักต่อสู้ที่มีใจเป็นธรรมทั้งหลายรับไม่ได้หรอก แล้วเรื่อง 2 มาตรฐานนั้น ต้องไม่เว้นแม้กระทั่งพวกตัวเอง ไปปฏิบัติในสิ่งที่ไม่ชอบ เราต้องไม่เห็นด้วยมิฉะนั้นการต่อสู้มันจะเป็นความสูญเปล่า มันไม่ได้สู้ด้วยหลักการ สู้เพื่อนักการเมืองที่จะกระทำการตระบัดสัตย์อย่างไรก็ได้ ซึ่งผมเชื่อว่าไอ้ที่คิดว่าเหลืองแดงจะจับมือเพื่อล้มส้มไม่มี แต่ทุกฝ่ายจะจับมือเพื่อจัดการกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมีแน่นอน  

@มองว่าเวลานี้นปช. หรือคนเสื้อแดงมีสถานะอย่างไร  

ความเป็นเสื้อแดงไม่ได้อยู่ที่คนใส่เสื้อแดง แต่ว่า อยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ผมเชื่อว่าแค่พรรคร่วมรัฐบาล คนเสื้อแดง ถ้าไม่เสียสติกัน หรือคนแค่เสื้อแดงอะไรก็ได้ มันไม่มีใครรับกันได้หรอก  ส่วนพวกเข้าขั้นติ่ง ในอดีตไม่ได้อยู่ในสนามการต่อสู้ที่เห็นความตายของประชาชนเห็นความสูญสิ้น ก็อาจจะเป็นติ่งที่ให้กำลังใจกันได้ แต่คนที่ผ่านการร่วมเป็นร่วมตายกันมานั้นยากที่จะรับได้ เพราะฉะนั้นมีหลายเงื่อนไข คือ อย่าอ้างเรื่องประเทศเดินหน้า การที่ประเทศเดินหน้าเราก็ต้องได้ผู้นำที่มีเกียรติที่จะไปแก้ไขปัญหา หนึ่ง สอง สาม สี่ แต่ว่าใช้วิธีการที่ไม่ชอบธรรมที่สุด จะไปแก้ไขให้สิ่งต่างๆ มันเป็นธรรมได้อย่างไร

ส่วนมวลชนเสื้อแดงที่เปลี่ยนมาเป็นสีส้มและเลือกพรรคก้าวไกลเยอะหรือไม่นั้น ก็มีเป็นจำนวนมาก ผลการเลือกตั้งเป็นเครื่องเปรียบเทียบ ทำให้เห็นแล้วว่าประชาชนไม่ได้เป็นของตายให้กับพรรคการเมือง ถ้าไม่ซื่อตรงต่อเขา ๆ ก็มีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยน และผมเชื่อว่า จากเดิมหายไปเป็นครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งที่เหลือก็จะไปอีก คือท้ายที่สุดมนุษย์ปกติ ที่ผมบอกว่าการตระบัดสัตย์ทางการเมือง พูดอย่างหนึ่งแต่ทำอีกอย่างหนึ่ง อย่าว่าแต่เป็นคนเสื้อสีไหนเลย เป็นคนยังไม่ได้เลย  

@กลไกฝ่ายอำนาจจะดำเนินการอย่างไรกับพรรคก้าวไกล  

ไม่ว่าจะอย่างไรพรรคก้าวไกลอยู่ในจุดที่เขาจะต้องรับได้ทุกเหตุการณ์อยู่แล้ว ไม่ว่าจะสถานการณ์ยุบพรรค สถานการณ์หรือเหตุการณ์อื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นก็ตาม ซึ่งไม่ว่าจะเป็นมุมใด พรรคก้าวไกลไม่ได้เป็นพรรคการเมืองของคนในอดีต แต่เป็นพรรคการเมืองเรื่องของอนาคต และเวลาก็จะสะสมบทเรียนให้เขาตามลำดับ แล้วก็เติบโตตามลำดับ  

@ สิ่งที่เกิดขึ้นกับพรรคก้าวไกล ดูเหมือนเคยเกิดกับพรรคพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน พรรคเพื่อไทย และนปช.ในอดีตมาแล้ว  

มันเรียงมาตั้งแต่ไหนแต่ไร คือ วันนี้สิ่งที่ พรรคเพื่อไทย ไปกระทำดูย้อนแย้งกับการต่อสู้ ความสง่างามมันหมดสิ้นเลย ประวัติเหล่านี้มันเคยเกิดขึ้น ดังนั้นแค่ตอบในแต่ละพรรคมันเดินไม่ง่ายหรอก เพราะการต่อสู้นี้มันมีคนตายมันมีคนเจ็บ มันมีคนสูญสิ้นอิสรภาพ มีเรื่องร้าวรานกันมายาวนาน แต่พรรคเพื่อไทยก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  ส่วนหากในอนาคตมีม็อบต่อต้านรัฐบาลเกิดขึ้น มองว่าพรรคเพื่อไทยหรือรัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไรนั้น ปัญหาหลักคือคนที่จะออกมาล้วนแต่เป็นคนที่เคยเลือกพรรคเพื่อไทยมาแล้วทั้งสิ้น จะไหวหรือ ถามว่ารู้สึกอย่างไร คือ คิดดีๆ เวลาคิดได้มันง่าย แต่ผลลัพธ์มันไม่ได้ง่ายเหมือนที่คิดได้ หากถึงวันนั้น คือ ผมเชื่อว่าเอาไม่อยู่หรอก  

@ คณะก้าวหน้าที่มีการเปิดหลักสูตรเยาวชนก้าวหน้าในพื้นที่ต่างๆ จะเป็นการปลุกการเมืองบนท้องถนนและทำให้ฝ่ายความมั่นคงหวาดระแวงหรือไม่  

ฝ่ายความมั่นคงต้องมีหน้าที่จ้องพรรคก้าวไกล และคณะก้าวหน้าอยู่แล้ว เขาก็ต้องสะสมบทเรียนว่าแต่ละตอนเขาโดนเรื่องอะไรมาๆ แล้วท้ายที่สุดบทเรียนที่ไปทำให้เขาคิดได้นั้นมีอะไรบ้าง คือ บทเรียนมันไปสอนใครไม่ได้ ยกเว้นว่าจะสอนตัวเองในแต่ละเหตุการณ์ เพราะฉะนั้นฝ่ายความมั่นคงเขารับมือต่อสู้กันมาทุกฟากฝ่ายในช่วง 20 กว่าปีมานี้ หรือจะถอยไปยุค 14 ต.ค.2516 ยุค 6 ต.ค. 2519 หรือพฤษภา 2535 จนกระทั่งสงครามสีเสื้อ หรือแม้กระทั่งสงครามกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย คือ ไม่มีอะไรที่เขาไม่รู้ เพียงแต่ว่า ยุคสมัยอาจจะเปลี่ยนแปลงไป คนที่ทำหน้าที่ในการรับมือเหล่านี้เขาก็รับกันเป็นช่วงๆ ซึ่งจะแตกต่างจากขบวนการประชาชน ที่อาจไม่มีความต่อเนื่อง ซึ่งในมุมนี้มันไม่รอดสายตาฝ่ายความมั่นคงอยู่แล้วในข้อเท็จจริง  

@ สุดท้ายมองว่าพรรคก้าวไกลต้องปรับตัวหรือลดเพดานในเรื่องมาตรา 112 หรือไม่  

พรรคก้าวไกลไม่มีใครบอกอะไรพรรคก้าวไกลได้ ยกเว้นจะต้องรู้ตัวเองว่าจะต้องเดินทางต่อไปนี้อย่างไร บทเรียนระหว่างทางตั้งแต่อนาคตใหม่ถึงก้าวไกล ก็เห็นอยู่แล้วว่าอะไรเกิดขึ้นมาบ้าง เพราะฉะนั้นหลักที่สำคัญที่สุดของบรรดานักเคลื่อนไหว หรือขบวนการใดๆ ก็ตามนั้น คือ การสะสมบทเรียนสั่งสมบทเรียนไม่ให้เป็นเหมือนเดิมที่ผ่านมา หลักของนักเคลื่อนไหวที่สำคัญก็มักจะพูดว่า มีเหตุผล ได้ประโยชน์ รู้ประมาณ ผมเชื่อว่า เขาย่อมรู้ดี เพราะว่า พรรคนี้ก็เต็มไปด้วยนักคิดจำนวนมากรู้ว่าที่ผ่านมานั้นได้เดินมาอย่างไร ผลลัพธ์ออกมาอย่างไร แล้วต่อไปจะต้องเดินอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดผลลัพธ์เหมือนเดิม ถ้าเดินแบบเดิมผลลัพธ์ก็ไม่แตกต่างจากเดิม  นี่เป็นบทเรียนของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม แต่เป็นคุณสมบัติของบรรดานักเคลื่อนไหวหรือพรรคการเมืองต้องคิดอย่างนี้ แต่สำหรับพรรคเพื่อไทยก็ได้ฆ่าตัวตายอย่างสมบูรณ์ที่สุดแล้ว.