หนึ่งในนั้นคือการออกมาเคลื่อนไหว เพื่อให้“องค์กรการเมือง”มีมาตรฐานกำกับดูแล และจัดการจริงจัง ผ่าน 6 ข้อเสนอ องค์กรด้านสิทธิผู้หญิง เด็ก และความเท่าเทียมทางเพศ ได้แก่
1.ประกาศนโยบายและมาตรการ ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาการคุกคาม และล่วงละเมิดในองค์กร 2. จัดให้มีกลไกรับเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย ยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง 3.กำหนดขั้นตอนและการตอบสนองข้อร้องเรียน ที่มีกรอบเวลาชัดเจน มีแนวทางการเยียวยา และมีมาตรการลงโทษ
4.มีมาตรการคุ้มครองผู้เสียหาย ผู้แจ้งเหตุ และพยาน 5.มีมาตรการเชิงรุกป้องกันปัญหาภายในองค์กร และ6.ควรริเริ่มและผลักดันให้ออกกฎหมายเฉพาะด้าน
“ทีมข่าวอาชญากรรม”สอบถามเพิ่มเติมถึงการขยับปัญหาคุกคามทางเพศในปัจจุบันกับ นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เผยประสบการณ์จากการทำงาน มองการคุกคามทางเพศเป็นรากลึกของปัญหาอำนาจแบบชายเป็นใหญ่ เคสที่เคยเข้าไปช่วยเหลือยอมรับว่ามักเป็นการกระทำโดยคนใกล้ชิด เช่น พ่อ พ่อเลี้ยง ญาติผู้ใหญ่ ครู พระ จึงยากกับการมองเห็นเพราะอยู่ในที่มืด และการจะพามาที่สว่างไม่ง่าย เนื่องจากอำนาจที่เหนือกว่าทำให้มีความซับซ้อน เด็กไม่กล้าพูด คิดว่าเป็นผู้มีบุญคุณ หรือเป็นระบบอุปถัมภ์ที่ลึกซึ้ง
อย่างไรก็ตาม ในอดีตต่างจากปัจจุบันโดยเฉพาะพฤติกรรมของระดับผู้มีอำนาจมากๆ อย่างนักการเมือง ข้าราชการ เหตุการณ์ล่าสุดนักการเมืองอยู่ที่สว่าง เป็นบุคคลสาธารณะที่ถูกจับจ้องได้ง่าย มองว่าจุดนี้กลายเป็นโอกาสของสังคมที่จะช่วยกันสอดส่องหากมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมก็มีสิทธิถูกตรวจสอบได้ไม่ยาก เป็นจุดแตกต่างกับบางกลุ่มที่อยู่ในที่มืด
โดยเฉพาะหากบทบาทของพรรคการเมืองนั้นชูนโยบายความเท่าเทียมทางเพศ จะยิ่งถูกตรวจสอบได้ง่ายและหนักขึ้น เมื่อประกาศออกมาแล้วแต่สมาชิกในพรรคยังทำไม่ได้ ยิ่งถูกจับตาและมีแนวโน้มถูกร้องจากผู้ไม่เกรงกลัวอำนาจที่เหนือกว่า
อย่างไรก็ตาม หนึ่งข้อกังวลประเด็นคุกคามทางเพศคือความพยายาม“เบี่ยงเบน”ประเด็นไปให้น้ำหนักในอีกเรื่องหนึ่ง เพื่อ“ลดทอน”ความสำคัญของพฤติกรรมคุกคามทางเพศที่ไม่เหมาะสม เช่น ในบางกลุ่มคนที่ทำงานเคลื่อนไหวอาจมองว่าบุคคลนั้นๆทำงานเป็นนักต่อสู้เพื่อสังคม เพื่อประชาชน เรื่องบางเรื่องอาจหย่อนยานไปบ้าง ทั้งที่ในความเป็นจริงการเป็นนักการเมือง การเป็นผู้นำเรื่องนี้เป็นมาตรฐานสำคัญ
ทั้งนี้ ต้องเข้าใจว่าการคุกคามทางเพศไม่ใช่แค่การแตะเนื้อต้องตัว หรือล่วงละเมิด แต่รวมถึงสายตา วาจา ไปจนทางออนไลน์ พร้อมสะท้อนความล่าช้าของการผลักดันการแก้ปํญหาส่วนหนึ่งมาจากการ“ไม่มี”กฎหมายคุ้มครองการคุกคามทางเพศโดยเฉพาะเพื่อเอาผิด
“เดิมคนอาจมองพฤติกรรมหมาหยอกไก่ ผิวปาก ชอบพูดหรือเข้าไปประชิดตัว เห็นหุ่นเซ็กซี่ก็พูดออกมาโดยไม่ระวัง เป็นเรื่องธรรมดาชายไทย แต่ปัจจุบันสังคมไทยเริ่มรับไม่ได้ เราไปไกลแล้ว และแม้จะมีคุณสมบัติเป็นนักต่อสู้กับประชาธิปไตยหรือเผด็จการไม่เป็นธรรม แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่ที่ละเลยไม่ได้ เพราะเป็นคุณสมบัติที่ควรมีทั้งนักการเมืองและคนทั่วไป”
สำหรับมุมมองโทษเหยื่อ ย้ำว่ารากปัญหาไม่ใช่“ผู้ถูกกระทำ”หรือ“ผู้ได้รับผลกระทบ”แต่มาจากปัญหาการใช้อำนาจเหนือกว่าแบบชายเป็นใหญ่ ดังนั้น โจทย์จะไปแก้ผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ได้ เพราะไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการแต่งตัว การเอาตัวไปอยู่ในที่ไม่เหมาะสม หรือไปเดินที่เปลี่ยว แต่อยู่ที่วิธีคิดและการใช้อำนาจ ซึ่งเห็นว่าสังคมกำลังเริ่มเรียนรู้และค่อยๆปรับตัว
ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ชี้ถึงความสำคัญของการมีนโยบายทั้งในระดับชาติที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ควรเป็นเจ้าภาพผลักดันการรณรงค์ที่จริงจังในระดับครอบครัว และระบบการศึกษา รวมถึงการปฏิรูปสื่อที่ไม่ควรนำผู้หญิงมาใช้เป็นเครื่องมือ
ขณะที่เดียวกันระดับองค์กรขนาดใหญ่อย่างพรรคการเมือง หน่วยงาน ควรต้องมีนโยบายไม่ใช่แค่กระแส ที่ผ่านมายอมรับว่าในช่วงเลือกตั้งที่หลายพรรคการเมืองหยิบยกเป็นประเด็นหาเสียง จนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นรูปธรรมใดที่ชัดเจน พร้อมเรียกร้องให้มองประเด็นดังกล่าวสำคัญไม่แพ้ปัญหาเศรษฐกิจ หรือโครงสร้างทางการเมือง
เนื่องในวันยุติความรุนแรงสตรีสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 25 พ.ย.ของทุกปี ปีนี้ธีมการรณรงค์ไม่ได้อยากนำเสนอแค่มีสถิติฆ่า หรือทำร้ายร่างกายกันเพียงอย่างเดียว แต่ต้อง“หยุดความรุนแรง”ได้ด้วย เพราะเหตุรุนแรงเหล่านี้มี“สัญญาณ”ที่สังเกตได้ก่อน เมื่อพบเจอแล้วควรนำตัวออกจากปัญหา หรือควรรู้ว่าจะจัดการอย่างไร
“เรื่องคุกคามทางเพศคนเริ่มพูดถึง เพราะเริ่มรับไม่ได้ ข้อกังวลคือควรมีกฎหมายจริงจัง รวมถึงนโยบายระดับองค์กร” ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ทิ้งท้ายโจทย์ท้าทายที่ควรเดินหน้า.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน





