นายกิลเบอร์โต ทีโอโดโร รมว.กลาโหมฟิลิปปินส์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนการดังกล่าว หลังเกิดเหตุการณ์ที่เรือของจีน ขัดขวางและเฉี่ยวชนกับเรือของฟิลิปปินส์ 2 ลำ ในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาท ว่าเหตุการณ์อันตรายอาจส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ เต็มใจเข้าร่วมการต่อสู้มากขึ้น

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 22 ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งทีโอโดโรประณามหลังจากนั้นไม่นาน ว่าเป็นการกระทำที่ “ใช้กำลังรุนแรง” และ “ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้ง” นั้น เกิดขึ้นบริเวณแนวสันดอนโธมัสที่สอง ใกล้กับหมู่เกาะสแปรตลีย์ ในทะเลจีนใต้ ซึ่งอยู่ภายในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (อีอีแซด) ห่างจากกรุงมะนิลาประมาณ 200 ไมล์ทะเล

อนึ่ง การกระทำของจีนถือเป็นความพยายามครั้งล่าสุดในการป้องกัน ไม่ให้ฟิลิปปินส์ส่งเสบียงให้แก่กองทหารมะนิลา ซึ่งประจำการอยู่ที่ซากเรือ “บีอาร์พี เซียร์รา มาเดร” ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กลายเป็นฐานปฏิบัติการบนแนวสันดอนโธมัสที่สอง และยังเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง นับตั้งแต่ต้นปีนี้

ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายเกี่ยวกับการปะทะกันในทะเลจีนใต้ โดยรัฐบาลปักกิ่งกล่าวโทษว่า เรือของฟิลิปปินส์ “รุกล้ำ” เข้าไปในดินแดนของจีน และเรียกร้องให้รัฐบาลมะนิลา “เลิกยั่วยุ” และ “หยุดสร้างปัญหา” ในทะเลจีนใต้

อีกด้านหนึ่ง ทีโอโดโร ระบุว่า หน่วยยามชายฝั่งของจีน “คุกคาม” และ “จงใจเฉี่ยวชน” เรือของฟิลิปปินส์ 2 ลำ โดยอธิบายว่าการกระทำข้างต้นเป็น “การยกระดับกิจกรรมผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง” ซึ่งดำเนินการโดยรัฐบาลของจีน ในทะเลฟิลิปปินส์ตะวันตก โดยไม่สนใจบรรทัดฐานหรืออนุสัญญาของกฎหมายระหว่างประเทศใด ๆ ทั้งสิ้น

ต่อมา การกระทำของจีนก็เรียกเสียงประณามจากประเทศพันธมิตรใกล้ชิดของฟิลิปปินส์ รวมถึงสหรัฐ ซึ่งเน้นย้ำว่า รัฐบาลวอชิงตันมีข้อผูกพันตามสนธิสัญญาที่จะปกป้องฟิลิปปินส์ ในกรณีที่เกิดการโจมตีด้วยอาวุธในทะเลจีนใต้

นอกจากนี้ ทีโอโดโรยังวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลปักกิ่ง จากการกล่าวหาว่าฟิลิปปินส์เป็นหุ่นเชิดของสหรัฐ ตลอดจนการกล่างอ้างว่า การที่รัฐบาลมะนิลาสามารถพูดอย่างตรงไปตรงมามากขึ้น เกี่ยวกับประเด็นทะเลจีนใต้นั้น เป็นส่วนหนึ่งในแผนการของสหรัฐ ที่ต้องการควบคุมจีน ซึ่งทีโอโดโรมองว่า คำกล่าวหาข้างต้นถือเป็น “การดูหมิ่น”

อันที่จริง มันไม่มีความย้อนแย้งเลยแม้แต่น้อยในความจริงที่ว่า การยกระดับความเคลื่อนไหวในทะเลจีนใต้ของฝ่ายจีน ช่วยผลักดันการเสริมสร้างความเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงระหว่างสหรัฐกับฟิลิปปินส์ อย่างรวดเร็วไปแล้ว ซึ่งสิ่งนี้รวมถึงการขยายข้อตกลงส่งเสริมความร่วมมือด้านกลาโหม (อีดีซีเอ) ปี 2557 ตลอดจนการเจรจาเกี่ยวกับการลาดตระเวนในทะเลจีนใต้ร่วมกับสหรัฐ, ญี่ปุ่น และประเทศพันธมิตรอื่น ๆ ของฟิลิปปินส์

ทั้งนี้่ ตราบใดที่จีนยังคงกดดันฟิลิปปินส์ต่อไป มันมีแต่จะทำให้ฟิลิปปินส์หันไปพึ่งพาพันธมิตรที่ทรงพลัง เพื่อขอรับการสนับสนุนมากขึ้นเท่านั้น.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AFP