ขณะที่การแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ดึงความตื่นเต้นไปทั้งหมด เขตการเลือกตั้งหลายร้อยแห่งทั่วประเทศ จะเป็นตัวกำหนดว่า ผู้นำคนใหม่จะได้รัฐบาลที่เป็นปึกแผ่น ซึ่งอุทิศตนเพื่อดำเนินการตามวาระที่ต้องการ หรือรัฐบาลที่ทำให้เกิดทางตันในระบบราชการ
“การเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรส มีความสำคัญเทียบเท่ากับการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เนื่องจากสภาคองเกรส มีหน้าที่ร่างและผ่านกฎหมายต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนโดยตรง ซึ่งสาธารณชนควรให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด เพราะการควบคุมสภาคองเกรส จะกำหนดทิศทางของประเด็นสำคัญ เช่น บริการดูแลสุขภาพ, การศึกษา และนโยบายสภาพอากาศ ซึ่งมักจะมีผลทันที และเร็วกว่าการตัดสินใจของประธานาธิบดี” นางคอร์ริน ฟรีแมน จากองค์กร “ฟิวเจอร์ โคอะลิชัน” ซึ่งสนับสนุนนักเคลื่อนไหวเยาวชนทั่วสหรัฐ กล่าว
อาคารรัฐสภาสหรัฐ ในกรุงวอชิงตัน แบ่งออกเป็นสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ และวุฒิสภาสหรัฐ ประกอบด้วยสมาชิก 435 คน และ 100 คน ตามลำดับ ซึ่งนอกจากหน้าที่ในการออกกฎหมาย และการตรวจสอบฝ่ายอื่น ๆ ของรัฐบาล ทั้งสองสภายังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกิจการระดับโลก, การกำหนดงบประมาณด้านกลาโหม, การควบคุมการค้าและภาษี ตลอดจนการจัดสรรความช่วยเหลือในต่างประเทศ
อนึ่ง พรรคเดโมแครต และพรรครีพับลิกัน พยายามแย่งชิงการควบคุมสภาคองเกรสกันอย่างคู่คี่สูสี ก่อนถึงศึกตัดสินในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งะมีขึ้นในวันที่ 5 พ.ย. นี้
แม้การควบคุมสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐยังคงไม่แน่นอน จนไม่สามารถฟันธงได้ว่า พรรคไหนจะครองเสียงข้างมาก แต่ในขณะเดียวกัน วุฒิสภาสหรัฐมีแนวโน้มพลิกกลับมาเป็นของพรรครีพับลิกัน “อย่างฉิวเฉียด” เนื่องจากพรรคเดโมแครต ต้องเผชิญกับแผนที่การเลือกตั้งที่ท้าทาย โดยเฉพาะในรัฐที่มีการแข่งขันกันอย่างขับเคี่ยว ซึ่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่างไม่กลัวที่จะเปลี่ยนใจไปโหวตให้อีกฝ่าย เมื่อถึงฤดูกาลเลือกตั้ง
ด้านฟรีแมนกล่าวว่า แม้เธอคาดหวังว่า พรรครีพับลิกันจะชิงเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้สำเร็จ และสภาผู้แทนราษฎรจะสูสีกัน อย่างไรก็ตาม เธอมองว่า พรรคเดโมแครตยังคงมีความเป็นไปได้ที่จะ “คว้าชัยชนะมาครอง” ทั้งในสภาคองเกรส และทำเนียบขาว
ทั้งนี้ การแข่งขันในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ถือเป็นการทดสอบความรู้สึกทางการเมืองของชาวอเมริกัน ที่น่าเชื่อถือกว่าการแข่งขันในวุฒิสภา เนื่องจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐทุกคน ต้องได้รับการเลือกตั้งใหม่ทุก ๆ 2 ปี ส่วนวุฒิสมาชิกสหรัฐ มีวาระการดำรงตำแหน่งที่นานถึง 6 ปี
ขณะที่ นายคีธ แกดดี ศาสตราจารย์ด้านการเมือง จากมหาวิทยาลัยเทกซัสคริสเตียน กล่าวว่า การควบคุมสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ อยู่ในกำมือของพรรคเดโมแครต แต่เขาก็ไม่ได้เดิมพันหมดหน้าตัก ว่าพรรคเดโมแครตจะครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐแน่นอน
“ความจริงคือ อะไรก็เกิดขึ้นได้ในแง่ของการควบคุม ซึ่งเราจะไม่รู้จริง ๆ จนกว่าการลงคะแนนเสียง และการดำเนินคดีจะสิ้นสุดลง เพราะการฟ้องร้อง เป็นการกระทำครั้งสุดท้ายของการเลือกตั้งในทุกวันนี้” แกดดี กล่าวทิ้งท้าย.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



