ทั้งนี้ ในรายงานของ ศ.ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ผู้อำนวยการวิจัยนโยบายหลักประกันทางสังคม และ จิราภรณ์ แผลงประพันธ์ นักวิจัยอาวุโสนโยบายด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ-TDRI) ซึ่งมีการวิเคราะห์ไว้ถึง “สิ่งที่น่ากังวล” ของสถานการณ์นี้ว่า… ไม่ได้มีเพียงแค่จำนวนตัวเลขผู้สูงอายุที่อายุยืนเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของ…
“รูปแบบการอยู่อาศัย” ของผู้สูงอายุกลุ่มนี้
จะอยู่อย่างไร?…ในกรณีไม่มีครอบครัวดูแล
หรืออาศัยอยู่กับคู่แบบลำพังโดยไร้ลูกหลาน


ศ.ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ / จิราภรณ์ แผลงประพันธ์
ทั้งนี้ นักวิชาการของ TDRI ผู้จัดทำรายงานชินนี้ ได้แก่ ศ.ดร.วรวรรณ และ จิราภรณ์ ได้ฉายภาพว่า… เมื่อพิจารณาดูสถิติจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่ต้องใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังคนเดียวโดยไม่มีใครอยู่ด้วยเลย ที่ปัจจุบันมีตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 2.2 ล้านคน ซึ่งกำลังเป็นเรื่องที่นักประชากรศาสตร์กำลังแสดงความเป็นห่วง โดยถ้าลองจินตนาการถึงภาพผู้ชราจำนวนกว่าสองล้านคนที่ต้องตื่นนอน ทานข้าว และใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างไร้เงาของลูกหลานหรือญาติพี่น้อง ในกรณีที่เกิดเจ็บป่วยฉุกเฉินหรือเกิดอุบัติเหตุภายในบ้าน กรณีนี้จะมีใครรับรู้หรือยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือได้ทันท่วงทีหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้อาจกลายเป็น “ฝันร้ายของคนวัยเกษียณ” จำนวนไม่น้อย ที่การอยู่อาศัยแบบลำพังของผู้สูงอายุนั้น ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความเหงากับความโดดเดี่ยว…
แต่มีเรื่องของ “คุณภาพชีวิต” เข้ามาประกอบ
ที่เป็นปัญหาที่คนวัยเกษียณของไทยเผชิญอยู่
ทั้งสองนักวิชาการของ TDRI ยังสะท้อนไว้อีกว่า… เมื่อได้ทำการวิเคราะห์เรื่องนี้ ทำให้พบว่า… ปัจจัยที่ทำให้เกิดการอยู่อย่างโดดเดี่ยว มาจากหลายสาเหตุที่เกี่ยวพันกัน ประการแรกคือ มาจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่บีบคั้น ทำให้คนรุ่นลูกจำเป็นต้องย้ายถิ่นฐานจากต่างจังหวัดเข้ามาหางานทำและสร้างอนาคตในเมืองใหญ่ ประการต่อมาคือ ค่านิยมเรื่องความเป็นอิสระส่วนตัว ทำให้การแยกครอบครัวออกมาจากพ่อแม่ของลูก ๆ เพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และประการสุดท้ายเป็นผลจาก อัตราการเกิดใหม่ที่ลดลง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ผู้สูงอายุยุคนี้มีจำนวนลูกหลานที่จะคอยมาสับเปลี่ยนเวียนกันดูแลน้อยลงกว่าในอดีต ยิ่งผนวกกับการขยายตัวของเมืองทำให้ราคาที่อยู่อาศัยพุ่งสูงเกินกว่าที่ครอบครัวขยายจะสามารถซื้อเพื่ออยู่รวมกันหลายรุ่นได้อีกต่อไป… เหล่านี้เป็น “ปัจจัยกระตุ้น” จนทำให้… ผู้สูงอายุจำเป็นต้องอาศัย “อยู่อย่างโดดเดี่ยว”
“ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของรูปแบบสถาบันครอบครัวไทยครั้งใหญ่ จากเดิมที่เป็นครอบครัวขยาย ที่มีคนหลากหลายรุ่นอาศัยอยู่ร่วมกัน ก็ได้กลายสภาพไปสู่การเป็นครอบครัวขนาดเล็ก ที่เหลือเพียงพ่อแม่ลูก หรือเป็นครัวเรือนเดี่ยวที่มีเพียงผู้สูงอายุเฝ้าบ้าน เพราะสภาพสังคมบีบบังคับให้ลูกหลานต้องแยกตัวออกไปทำงานเพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ ทำให้ผู้สูงอายุไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเผชิญหน้าชีวิตบั้นปลายเพียงลำพัง หรือพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันกับคู่สมรสภายใต้สภาพร่างกายที่เสื่อมถอยลง”
นี่เป็น “ภาพสะท้อน” ที่นักวิชาการฉายภาพไว้

ในรายงานดังกล่าวได้มีการเน้นย้ำว่า… ข้อมูลที่ถูกสะท้อนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สังคมไทยเกิดความเข้าใจ และไม่ได้ต้องการทำให้เกิดการตราหน้าหรือตีตราว่า… “ลูกหลานไทยปัจจุบันทอดทิ้งพ่อแม่” แต่ต้องการสะท้อนภาพน่าเจ็บปวดของ “โครงสร้างระบบเศรษฐกิจ” และ “โครงสร้างสังคมไทย” ในเวลานี้ ที่มีความเหลื่อมล้ำและกดดันอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการต้องย้ายถิ่นฐานเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพ ปัญหาค่าครองชีพในเมืองที่สูงลิ่ว หรือการที่คนรุ่นใหม่มีบุตรน้อยลงอย่างมาก เพื่อเน้นย้ำปัญหาในเรื่องนี้ว่า… คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่สังคมต้อง “ร่วมกันคิด–ร่วมกันแก้ปัญหา”
อย่างไรก็ดี ในรายงานนักวิชาการของ TDRI ยังวิเคราะห์ว่า… นอกเหนือจากความเงียบเหงาและความโดดเดี่ยวในแง่ของจิตใจและรูปแบบการอยู่อาศัยแล้ว ผู้สูงอายุไทยวันนี้ยังต้องเผชิญกับ “มิติทางด้านเศรษฐกิจและการเงิน” ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยข้อมูลเกี่ยวกับ “ค่าใช้จ่ายต่อหัวต่อเดือนของผู้สูงอายุไทย” ที่เคยมีการสำรวจพบว่า… ประชากรวัยเกษียณยุคนี้ต้องใช้จ่ายเงินมากกว่าผู้สูงอายุเมื่อ 30 ปีก่อน โดยจากเดิมปี 2537 รายจ่ายรวมเฉลี่ยของผู้สูงอายุอยู่ที่ 1,726 บาทต่อคนต่อเดือน แต่มาถึงปี 2567 รายจ่ายนี้ก็พุ่งสูงขึ้นเป็น 7,334 บาทต่อคนต่อเดือน แม้ตัวเลขนี้จะเป็นมูลค่าเงินแต่ละปีที่นำเอาปัจจัยเงินเฟ้อและค่าเงินที่เปลี่ยนไปมารวมอยู่ด้วย แต่ก็ยังสามารถสะท้อนได้ชัดเจนว่า… การดำรงชีวิตของคนวัยชรายุคปัจจุบัน มีรายจ่ายที่หลากหลายและแพงขึ้น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดย “รายจ่ายที่สูงขึ้น” นี้ ประกอบไปด้วย…
รายจ่ายในหมวด “อาหารและเครื่องดื่ม” โดยตัวเลขอยู่ที่ 30-40% ของรายจ่ายทั้งหมด ที่สะท้อนว่า… รายจ่ายส่วนนี้เป็น “ค่าครองชีพขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิต” ของผู้สูงอายุส่วนใหญ่ ในการประทังชีวิตให้อยู่รอดในแต่ละวัน และเป็นภาระแกนหลักของวัยสูงอายุไทยทุกคน รองลงมาคือรายจ่ายเกี่ยวกับ “ค่าที่อยู่อาศัย“ ถึงแม้ในเชิงสถิติจะยังคงรักษาสถานะความเป็นรายจ่ายหลักในลำดับต้น ๆ ของผู้สูงอายุ แต่เมื่อพิจารณาดูสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ในโครงสร้างค่าใช้จ่ายทั้งหมดกลับพบแนวโน้มปรับตัวลดลงเล็กน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลในอดีต ซึ่งการลดลงตรงนี้ไม่ได้หมายความว่า… ราคาค่าเช่าบ้านหรือค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยลดราคาลง แต่บ่งชี้ว่า…ปัจจุบันมีรายจ่ายในหมวดอื่น ๆ ที่จำเป็นกับวิถีชีวิตยุคใหม่ของผู้สูงอายุในยุคนี้
นี่เป็น “รายจ่ายสำคัญในชีวิต” ผู้สูงอายุไทย
นอกจากรายจ่ายเกี่ยวกับ “อาหาร-เครื่องดื่ม” และ “ที่อยู่อาศัย” แล้ว ในการศึกษายังพบ “รายจ่ายอื่น ๆ” ที่น่าสนใจเช่นกัน คือในหมวด “การเดินทาง“ รวมถึงหมวด“การสื่อสาร” เช่น ค่าโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตที่มีการปรับตัวสูงขึ้นในแทบทุกกลุ่มครัวเรือนของผู้สูงอายุ แสดงให้เห็นว่า…โครงสร้างการใช้ชีวิตภายนอกบ้านของผู้สูงวัยไทยเปลี่ยนไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง และ “เทรนด์การใช้ชีวิตของผู้สูงอายุยุคใหม่” ไม่ใช่การใช้ชีวิตเงียบ ๆ อยู่แต่ในบ้านเหมือนคนรุ่นก่อน ๆ แต่มีความเชื่อมโยงกับโลกภายนอก ทำให้ต้องมีการเดินทาง ติดต่อสื่อสาร และเทคโนโลยีดิจิทัลในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น จนส่งผลให้มีรายจ่ายในชีวิตเพิ่มขึ้น และอีกหนึ่งหมวดที่เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีมานี้แบบมีนัยสำคัญคือ “ค่าใช้จ่ายในการจ้างคนดูแล“ ที่เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุตอนปลาย อายุตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไป ซึ่งรายจ่ายเหล่านี้สะท้อนถึง “ภาระค่าครองชีพ”
ที่ผู้สูงอายุในปัจจุบันต้องแบกรับภาระเรื่องนี้
ที่อายุปีที่ยืนยาวมาพร้อมกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
เกิดเป็นความเสี่ยงโครงสร้างสังคมมิติต่าง ๆ
เสี่ยงอะไร? เสี่ยงแค่ไหน? ต้องมาดูต่อพรุ่งนี้.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



