ทั้งนี้ ว่าด้วย “ระบบสปริงเกลอร์” ที่เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งใน “ระบบดับเพลิงอัตโนมัติ” ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับดับเพลิงที่ทุกคนก็น่าจะคุ้นตาและคุ้นหูกับชื่ออุปกรณ์ชนิดนี้ อย่างไรก็ตาม แต่รู้ไหมอุปกรณ์ที่เรียกว่า… สปริงเกลอร์ (Sprinkler)นั้น

กลับมีบทบาทสำคัญมากเมื่อเกิดอัคคีภัย

โดยเฉพาะใน “ช่วงเริ่มต้นที่เกิดเพลิงไหม้”

เกี่ยวกับรายละเอียดของ “อุปกรณ์ดับเพลิงอัตโนมัติ” หรือ ระบบสปริงเกลอร์ (Sprinkler) ที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อเป็นชุดข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ใน เฟซบุ๊กชมรมวิศวกรออกแบบระบบป้องกันอัคคีภัย เรื่อง “การเลือกออกแบบประเภทหัวสปริงเกลอร์ (Sprinkler) สำหรับระบบป้องกันอัคคีภัย” ที่ทางชมรมดังกล่าวจัดทำขึ้นมา เพื่อเผยแพร่ข้อมูลและทำความเข้าใจถึง… ความหมาย หลักการทำงาน พื้นที่ใช้งาน ข้อจำกัด รวมถึง แนวทางเลือกหัวสปริงเกลอร์ ให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และความต้องการใช้งานระบบนี้ เนื่องจาก “หัวสปริงเกลอร์” นี้ มีหลายรูปแบบ และแต่ละแบบก็มี “การใช้งานที่ต่างกัน” เพื่อใช้เป็นคู่มือสำหรับวิศวกรผู้ออกแบบ และผู้เกี่ยวข้องกับงานความปลอดภัยในอาคาร โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้…

แหล่งข้อมูลนี้ อธิบายว่า… ระบบสปริงเกลอร์อัตโนมัติ (Automatic Sprinkler System) เป็น “ระบบป้องกันอัคคีภัยเชิงรุก” ที่มีบทบาทสำคัญในการ ควบคุม หรือ ลดความรุนแรงของไฟไหม้ระยะเริ่มต้น โดยเป็นเสมือนเกราะป้องกันด่านแรก ที่มีความสำคัญต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างยิ่ง ซึ่งก่อนจะเลือกประเภทหัวสปริงเกลอร์มาใช้งานนั้น สิ่งแรกที่ต้องคำถึงและต้องกำหนดให้ชัดเจนเสียก่อน ก็คือ “วัตถุประสงค์ของระบบป้องกันอัคคีภัย” ว่า… เจ้าของสถานที่ หรืออาคารนั้น ๆ ต้องการอะไรเป็นสิ่งแรกจากระบบนี้ เช่น เพื่อปกป้องชีวิต เพื่อควบคุมการลุกลามของเพลิง หรือเพื่อการดับเพลิงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ทั้งนี้ ตามมาตรฐานสากลสามารถแบ่งแนวคิดการป้องกันไฟออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้… 1.เน้นปกป้องชีวิต (Life Safety) มุ่งเน้นลดอุณหภูมิ ลดความหนาแน่นควันไฟ ชะลอการเกิดเพลิงไหม้รุนแรงฉับพลัน เพื่อเพิ่มเวลาให้ผู้ใช้อาคารอพยพได้อย่างปลอดภัยที่สุด, 2.เน้นควบคุมเพลิง (Control Fire) เน้นควบคุมการลุกลามเพลิงไหม้ให้อยู่ในพื้นที่จำกัด เพื่อรักษาโครงสร้างอาคารและรอให้หน่วยดับเพลิงเข้ามาจัดการต่อ และ 3.เน้นดับหรือกดเพลิง (Suppress Fire) มุ่งเน้นดับเพลิงตั้งแต่ระยะเริ่มต้นอย่างรวดเร็ว โดยการจ่ายน้ำปริมาณมหาศาลเพื่อเอาชนะแรงของไฟโดยตรง…และนี่เป็นเป้าหมาย 3 กลุ่ม

ในการป้องกันอัคคีภัย หรือเมื่อเกิดเพลิงไหม้

แหล่งข้อมูลเดิมได้อธิบายเพิ่มเติมว่า… การออกแบบระบบดับเพลิงอัตโนมัติ วิศวกรผู้ออกแบบต้องวิเคราะห์ปัจจัยรอบด้าน ทั้งประเภทอาคาร ประเภทเชื้อเพลิง รูปแบบการจัดเก็บสินค้า ความสูงของเพดาน และความสามารถของปั๊มน้ำดับเพลิง ได้แก่ ปริมาณน้ำ แรงดันน้ำ ขนาดถังเก็บน้ำ ปั๊มดับเพลิง และขนาดท่อเมน. ซึ่งหัวสปริงเกลอร์ในแต่ละประเภทจะถูกพัฒนาขึ้นภายใต้ปรัชญาการออกแบบที่แตกต่างกันสิ้นเชิง โดยในแต่ละชนิดนั้น หัวสปริงเกลอร์จะมีคุณลักษณะเฉพาะ ดังนี้…

Residential Sprinkler ถูกออกแบบมา เพื่อพื้นที่พักอาศัยโดยเฉพาะ เช่น คอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ หอพัก และห้องพักโรงแรม ซึ่งมีจุดเด่นคือ จะมีรูปแบบการกระจายน้ำที่เน้นฉีดพ่นละอองน้ำไปยังผนังและเพดานส่วนบน เพื่อลดอุณหภูมิห้องให้เร็วที่สุด และเพื่อชะลอการเกิดเพลิงรูปแบบ Flashover ที่มีเป้าหมายก็คือ “เพื่อซื้อเวลาให้ผู้อพยพ” หรือเพื่อให้คนในห้องที่เกิดไฟไหม้นั้น มีเวลาหนีเอาชีวิตรอดจากกองเพลิง ซึ่งหัวฉีดชนิดนี้จึงมุ่งเน้นเพื่อการปกป้องชีวิตเป็นหลัก…

CMDA (Control Mode Density Area เป็นหัวสปริงเกลอร์ที่ใช้หลักคำนวณอัตราการจ่ายน้ำตามความหนาแน่นต่อพื้นที โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อควบคุมขอบเขตไม่ให้ไฟลุกลาม แต่หัวสริปงเกลอร์แบบนี้ก็มีข้อควรระวัง คือ หากนำไปใช้ในคลังสินค้าที่มีการจัดเก็บสูง หัวสปริงเกอลณ์แบบนี้อาจมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ ทำให้ต้องติดตั้งหัวสปริงเกลอร์ในชั้นวางสินค้าร่วมด้วย…

Large Drop Sprinkler หรือ “หัวกระจายน้ำหยดโต” ที่เน้นควบคุมเพลิงด้วยมวลน้ำ โดยเมื่อเพลิงไหม้ในกองสินค้ามีความรุนแรง กรณีนี้จะเกิดกระแสลมร้อนลอยขึ้นสูง ซึ่งหัวสปริงเกลอร์มาตรฐานทั่วไปมักจะเสียเปรียบเพราะหยดน้ำเล็กเกินไปจนระเหยกลายเป็นไอ หรือโดนลมร้อนพัดกระจายไปทางอื่น ทำให้วิศวกรจึงได้พัฒนาหัวสปริงเกลอร์รูปแบบนี้ขึ้นมาเพื่อสร้างหยดน้ำที่มีขนาดใหญ่และมีมวลมากกว่าปกติ ทำให้น้ำมีแรงกระแทกจนสามารถทะลุผ่านกระแสลมร้อน หรือ Fire Plume ลงไปถึงพื้นผิวของเชื้อเพลิงที่เป็นต้นตอได้โดยตรง โดยหัวแบบนี้ เหมาะสำหรับคลังสินค้าความสูงปานกลาง อย่างไรก็ดี การใช้งานต้องตรวจสอบเงื่อนไขความสูงสินค้า ความสูงเพดาน ประเภทสินค้า และข้อกำหนดของหัวรุ่นนั้นอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานผู้ผลิต…

CMSA (Control Mode Specific Application) เป็นหัวสปริงเกลอร์ที่ถูก ใช้เพื่อควบคุมเพลิงเฉพาะงานสำหรับคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า ซึ่งออกแบบมาเพื่อจ่ายหยดน้ำขนาดใหญ่ ที่สามารถแทรกทะลุผ่านกระแสลมร้อนและเปลวไฟที่รุนแรงลงไปถึงต้นตอของเชื้อเพลิงได้โดยตรง ข้อควรระวัง คือ หัวสปริงเกอลร์แบบนี้มักต้องการปริมาณน้ำและแรงดันขั้นต่ำที่ค่อนข้างสูง วิศวกรจึงต้องตรวจสอบขีดความสามารถของระบบน้ำดับเพลิงอย่างละเอียด

ESFR (Early Suppression Fast Response) เป็นหัวสปริงเกลอร์ชนิดตอบสนองเร็วพิเศษ ที่ออกแบบมาเพื่อดับหรือกดเพลิงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เนื่องจากเป็นหัวสปริงเกลอร์มีการตอบสนองเร็วมาก และมี K-Factor สูง โดยจะทำหน้าที่พ่นน้ำปริมาณมหาศาลลงมาดับไฟทันทีที่จับความร้อนได้ แต่ก็มีข้อควรระวังของหัวฉีดน้ำดับเพลิงแบบนี้คือ ต้องใช้น้ำปริมาณมาก และแรงดันมหาศาล ดังนั้นระบบปั๊มน้ำดับเพลิงและถังสำรองน้ำจึงต้องมีศักยภาพสูง อีกทั้งยังไวต่อสิ่งกีดขวางใต้หัวสปริงเกลอร์ เช่น ท่อลมปรับอากาศ หรือโคมไฟ ที่าหากมีอะไรไปบังทิศทางน้ำ ประสิทธิภาพจะลดลงทันที

แหล่งข้อมูลเดิมยังให้ข้อมูลน่าสนใจถึง “ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย” ในการเลือกใช้งาน “หัวสปริงเกลอร์” ว่า… ปัญหาการเลือกใช้งานไม่เหมาะสมที่พบนั้น ได้แก่ เลือกจากราคาหรือความคุ้นเคย โดยไม่ได้คำนวณประเภทสินค้า และความสูงจัดเก็บจริง จนทำให้ระบบไม่สามารถดับไฟได้เมื่อเกิดเหตุ, ใช้หัวสปริงเกลอร์ทั่วไปในคลังสินค้าสูง ที่มักลืมตรวจสอบข้อกำหนดมาตรฐาน และไม่ได้ติดตั้ง In-Rack Sprinkler ส่งผลให้น้ำจากเพดานลงไปไม่ถึงด้านล่าง, เกิดจากความเข้าใจผิด เช่น เข้าใจว่าระบบ ESFR ใช้ได้กับทุกคลังสินค้า แต่ลืมพิจารณาว่ามีข้อจำกัดเรื่องความสูงเพดาน รูปแบบชั้นวาง สิ่งกีดขวาง, ละเลยสิ่งกีดขวางใต้เพดาน เช่น ติดตั้งหัวสปริงเกลอร์ใกล้กับท่อปรับอากาศหรือโคมไฟเกินไป จนขัดขวางทิศทางการกระจายของน้ำ และ ไม่ตรวจสอบขีดความสามารถของปั๊มน้ำ อาทิ เลือกใช้หัวที่ต้องการน้ำและแรงดันสูงแต่ปั๊มน้ำเดิมจ่ายแรงดันไม่เพียงพอ…

เหล่านี้เป็นข้อมูลโดยสังเขปที่ควรรู้ไว้ใช่ว่า

ว่าด้วย “หัวสปริงเกลอร์” ตัวช่วยดับไฟไหม้

ที่นอกจากต้องมีแล้ว ต้องเลือกใช้ให้ถูกด้วย.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์