ทั้งนี้ สำหรับคำศัพท์ “เลม่อน” (Lemon) นั้น ถูกนำมาใช้เป็น “คำสแลง” เพื่อเรียก “สินค้าที่มีตำหนิ” หรือ “สินค้าย้อมแมว” ที่แผงไปด้วยความชำรุดบกพร่อง โดยเริ่มนำมาใช้แพร่หลายในตลาดรถยนต์มือสองของสหรัฐอเมริกา เพื่อเปรียบเปรยรถสภาพแย่ที่ถูกนำมาขายเป็นเสมือน “ส้มอมเปรี้ยวที่ภายนอกดูดี แต่ข้างในเน่า” ก่อนที่คำสแลงนี้จะถูกใช้เป็น “ชื่อกฎหมาย”

ที่ “หัวใจสำคัญ” ของกฎหมายเลมอนลอว์นั้น

เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคที่ตกเป็นเหยื่อถูกหลอก

ให้ซื้อสินค้าย่อแมมว ไม่ตรงปก ไม่ได้คุณภาพ

สำหรับ “กฎหมายเล่มอนลอว์” ลักษณะนี้ปัจจุบันมีการประกาศใช้งานกันในหลายประเทศทั่วโลก ส่วนในภูมิภาคแถบอาเซียนนั้น ที่เด่น ๆ ก็มีอาทิ ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีการประกาศใช้กฎหมายในลักษณะนี้เช่นกัน ขณะที่ในส่วนของ ประเทศไทย เพิ่งมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบและให้ไฟเขียวผ่านร่างกฎหมายลักษณะนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งร่างกฎหมายดังกล่าวมีชื่อเรียกร่างกฎหมายดังกล่าวมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า… ร่าง พ... ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.. ….” ซึ่งได้รับการผลักดันอย่างจริงจังจาก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

เพื่อช่วยอุดรูรั่วกฎหมายผู้บริโภคฉบับเดิม

ที่ใช้มานานมากว่าสี่ทศวรรษตั้งแต่ปี 2522

ผศ.ดร.เอมผกา เตชะอภัย

ทั้งนี้ หลังจากร่างกฎหมายดังกล่าว หรือในชื่อที่มักจะถูกนำมาใช้เรียกกันอย่าง “กฎหมายเลม่อนลอว์” นั้น เกี่ยวกับ “เสียงสะท้อน” ต่อกฎหมายดังกล่าว มีมุมวิเคราะห์น่าสนใจ รวมถึงข้อเสนอแนะเพื่อให้การบังคับใข้กฎหมายฉบับนี้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดกับผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน โดยเป็นทัศนะของ ผศ.ดร.เอมผกา เตชะอภัย อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ที่ได้สะท้อนมุมมองว่า… คือหมุดหมายสำคัญที่จะช่วยลดข้อพิพาทระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย เนื่องจาก กฎหมายฉบับเดิมไม่มีมาตรการเยียวยาหรือกรอบเวลาที่ชัดเจน ทำให้เมื่อเกิดปัญหาสินค้าพังหรือใช้งานไม่ได้ หน่วยงานรัฐจึงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือผู้บริโภคได้ไม่เต็มที่ เพราะไม่มีฐานกฎหมายรองรับสิทธิ์การเคลมสินค้า

แต่ในร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้ สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาจากกฎหมายฉบับเดิมคือ ได้มีการติดอาวุธให้ผู้บริโภคอย่างชัดเจนใน 4 ด้านสำคัญ ดังต่อไปนี้ กล่าวคือ เรื่องแรก การกำหนดสิทธิ์เยียวยาอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิ์ส่งซ่อม เปลี่ยนตัวใหม่ ยกเลิกสัญญา หรือกระทั่งเรียกค่าสินไหมทดแทน เรื่องที่สองคือ ข้อสันนิษฐานความชำรุด เพื่อให้ผู้ซื้อใช้เป็นหลักฐานยืนยันได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องแบกภาระพิสูจน์ฝ่ายเดียว ส่วนเรื่องที่สาม ได้แก่ การแบ่งหมวดหมู่ประเภทสินค้าอย่างเหมาะสม ทั้งสินค้าทั่วไป ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และไอที และเรื่องสุดท้ายที่สำคัญมากในยุคปัจจุบัน คือ การกำหนดหน้าที่ของสถาบันการเงินหรือผู้ให้เช่าซื้อ ในการเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบสินค้ามูลค่าสูง โดยร่างกฎหมายใหม่ได้เปิดช่องให้ผู้บริโภคสามารถขอขยายเวลา หรือหยุดผ่อนชำระค่างวดได้ชั่วคราว ระหว่างที่สินค้าต้องเข้าอู่ซ่อม…ผศ.ดร.เอมผกา ชี้

ข้อดีที่เพิ่มเติมเข้ามา” ในร่างกฎหมายใหม่

ที่เพิ่มสิทธิคนซื้อ และบวกผู้รับผิดชอบเพิ่ม

อาจารย์นิติศาสตร์คนเดิมยังกล่าวเพิ่มเติมถึงข้อดีของร่างกฎหมายนี้ว่า… การเพิ่มเรื่องนี้เข้าไปในร่างกฎหมายใหม่จะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อผู้ซื้อหรือผู้บริโภค โดยเฉพาะกรณีที่กำลังเป็นประเด็นตอนนี้เกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมักพบปัญหาจุกจิกทางเทคนิคบ่อยครั้งเพิมขึ้นในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม นักวิชาการ มธ. ระบุว่า… แม้กฎหมายจะดี แต่ยังมีข้อกังวล เนื่องจากร่างนี้ได้ถูกยื้อและผลักดันมานานกว่า 10 ปีแล้ว จึงอาจจะทำให้รายละเอียดบางจุดนั้น อาจจะยังไม่ก้าวทันกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ที่อาจจะกลายเป็น “จุดบอด” ของร่างกฎหมายฉบับนี้ได้

ส่วนตัวที่มองคือจุดบอดในเรื่องซอฟต์แวร์และการตีความทางกายภาพ เช่น กลุ่มสินค้าไฮเทคหรือสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน ที่หลายครั้งไม่ได้พังที่ฮาร์ดแวร์ภายนอก แต่เกิดจากระบบปฏิบัติการภายในที่ไม่ได้รับการอัปเดตจนใช้งานไม่ได้ ซึ่งร่างกฎหมายของ สคบ. ฉบับนี้ยังไม่ได้เขียนครอบคลุมถึงระบบปฏิบัติการดิจิทัลเหล่านี้ นอกจากนี้ภาษาทางกฎหมายยังมีความซับซ้อนและเข้าใจยากเกินไป” …เป็นมุมมองของ ผศ.ดร.เอมผกา

อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เกิดการตีความที่สับสน จนนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งระหว่างร้านค้าและประชาชนไม่จบสิ้น ผศ.ดร.เอมผกา จึงเสนอแนะว่า… ในชั้นการพิจารณาสภาผู้แทนราษฎรควรนำร่างกฎหมายอีก 2 ฉบับ ที่ร่างโดยสภาองค์กรผู้บริโภค และอนุกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภคชุดก่อนมารวมพิจารณาควบคู่ไปด้วยกันเลย เพื่อผสานจุดเด่นของแต่ละร่างเอาไว้ด้วยกัน เพราะร่างคู่ขนานทั้งสองฉบับนั้น มีการปรับปรุงถ้อยคำและภาษาให้เข้าใจง่ายเป็นมิตรกับประชาชน อีกทั้งยังอุดช่องว่างทางเทคโนโลยีได้อย่างเท่าทัน ซึ่งจะช่วยสร้างความพร้อมในการรองรับสินค้าประเภทใหม่ ๆ ในอนาคต ซึ่งถ้าหากรวมร่างเหล่านี้สำเร็จ ประเทศไทยก็จะมีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคที่ทรงพลังและทันสมัยที่สุดฉบับหนึ่งในภูมิภาคอาเซียนเลยทีเดียว… นี่เป็นข้อเสนอแนะจากอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ.

เพื่อช่วย “อุดจุดบอด” ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้อาจารย์ท่านเดิมยังกล่าวว่า… เมื่อหันมองสากล กฎหมายเลม่อนลอว์ในต่างประเทศนั้นได้ก้าวข้ามไปอีกขั้นแล้ว โดยเฉพาะในสหภาพยุโรป (EU) ที่หันไปเน้นเรื่องความยั่งยืน ด้วยการออกข้อบังคับให้ผู้ผลิตต้องออกแบบสินค้าให้ “ซ่อมแซมง่ายและพังยากขึ้น” เพื่อบังคับให้แบรนด์ต่าง ๆ ต้องใช้วัสดุที่มีความคงทนสูง ไม่ใช่ผลิตสินค้าที่ตั้งเวลาพังเพื่อให้ผู้บริโภคต้องซื้อใหม่เรื่อย ๆ ซึ่งแนวคิดก้าวหน้าของ EU นอกจากจะปกป้องเงินในกระเป๋าประชาชนแล้ว ยังเป็นกลไกในการลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ล้นโลกอีกด้วย ซึ่งปัจจุบัน สคบ. ของไทยได้เล็งเห็นความสำคัญของแนวทางนี้ จึงมอบหมายให้คณะนิติศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มธ. ร่วมกันทำวิจัยต่อยอดแล้ว

สำหรับฝั่งผู้ประกอบการที่กังวลว่ากฎหมายนี้จะเป็นการไปเพิ่มต้นทุน หรือสร้างภาระผูกพันทางธุรกิจนั้น อยากให้ปรับมุมมองใหม่ว่ากฎหมายนี้คือเครื่องมือยกระดับมาตรฐานสินค้าไทย และการมีกฎหมายรองรับความปลอดภัยก็จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในตราสินค้า และทำให้แข่งขันในตลาดโลกได้ดีขึ้น” …ผศ.ดร.เอมผกา ย้ำถึงฝั่งผู้ประกอบการของไทย..

เพื่อชี้ว่าไม่อยากให้มองกฎหมายนี้แง่ลบ

แต่อยากให้มองเป็น “โอกาสช่วยยกระดับ”

คุณภาพมาตรฐานระยะยาว” ให้สินค้าไทย

แถมยังเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภคด้วย.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์