ทั้งนี้ ความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นของสองเหตุการณ์ข้างต้น เรื่องนี้กำลังเป็นวิกฤติใหญ่ของประเทศไทย หลังจากไทยมีอัตราเด็กเกิดใหม่ลดลงไปเรื่อย ๆ โดยเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา ไทยมีเด็กเกิดใหม่ลดลงต่ำกว่า 5 แสนคนติดต่อกันเป็นปีที่ 2 จากปี 2567 จนส่งผลให้มีเด็กเกิดใหม่ทั้งปีอยู่ที่เพียง 416,574 คนเท่านั้น โดยตัวเลขนี้ ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ลดลงธรรมดา แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึง…
“โครงสร้างสังคมไทย” ซึ่งกำลังเปลี่ยนผ่าน
เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุขั้นสุดยอดแบบรวดเร็ว
จากการไม่สามารถ “จูงใจคนไทยให้มีบุตร”

รศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์
เกี่ยวกับความกังวลนี้ทำให้ทาง สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ติดตามและเฝ้าจับตาสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิดว่า… สถานการณ์ในปี 2569 นี้ จะสามารถประคับประคองและรักษาระดับการเกิดให้อยู่เหนือเส้น 4 แสนคนตลอดทั้งปีได้หรือไม่ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่บีบคั้นครอบครัวไทยรุ่นใหม่ให้ชะลอหรือยกเลิกการมีบุตร อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของ “วิกฤติเด็กเกิดใหม่ลดลง” นั้น รศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันฯ ได้วิเคราะห์ และสะท้อนผ่านบทความเรื่อง “สัญญาณประชากรไทยครึ่งปีแรก 2569 กับภาพสะท้อนจาก Demographic Futures Survey 2026” ซึ่งเผยแพร่อยู่ใน เว็บไซต์เดอะประชากร.คอม โดยชี้ว่า… หากพิจารณาเชื่อมโยงกับรายงานระดับสากลอย่าง Demographic Futures Survey 2026 จะพบมิติน่าสนใจว่า… ปัญหาเกิดต่ำเป็นเทรนด์ร่วมสังคมเมืองสมัยใหม่
รศ.ดร.เฉลิมพล ผอ.สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล ยังสะท้อนไว้เพิ่มว่า… จากแนวโน้มจำนวนการเกิดที่ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องนี้สะท้อนถึงความท้าทายและความซับซ้อนของความพยายามในการกระตุ้นการเพิ่มประชากรของประเทศไทย ที่ถึงแม้จะมีนโยบายต่าง ๆ ออกมา ทั้งการสนับสนุน การส่งเสริม รวมถึงการกระตุ้นให้คนไทยปัจจุบันตัดสินใจมีลูกเพิ่มขึ้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ และดูเหมือนว่า… นโยบายและมาตรการที่มีอยู่จะยังไม่ประสบความสำเร็จ ในการจูงใจให้คนไทยอยากมีบุตร… อย่างไรก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า… ไทยไม่จำเป็นต้องมีนโยบายหรือมาตรการส่งเสริมการเกิดอีกต่อไป เพราะเรื่องนี้ยังคงเป็นสิ่งที่ควรดำเนินการ เพียงแต่การคาดหวังให้นโยบายที่มีจะสามารถกระตุ้นการเกิดให้เพิ่มขึ้นและเห็นผลชัดเจนนั้น
อาจเป็นเรื่องยากและต้องใช้เวลามากกว่านี้
และยังต้องหาจุดที่จะทำให้คนอยากจะมีลูก
ในบทความ รศ.ดร.เฉลิมพล ยังสะท้อนเรื่องนี้ว่า… การหาจุดคานงัดที่จะดึงดูดหรือสอดรับกับความต้องการของคนไทย จนนำไปสู่การเกิดความต้องการอยากที่จะมีบุตรนั้นเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะตราบใดที่มาตรการต่าง ๆ ยังไม่สามารถเข้าถึง “จุดคานงัด” ที่จะทำให้คนไทยมีทั้ง “ความต้องการ” และ “ความพร้อม–ความมั่นใจ” มากพอที่จะตัดสินใจมีลูกเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดยมุมมองส่วนตัวแล้วมองว่า… จุดคานงัดที่สำคัญของเรื่องนี้ น่าจะอยู่ที่การสนับสนุนให้ผู้คนมีความพร้อมและความมั่นใจเพราะการกระตุ้นให้คนที่ไม่ต้องการมีลูกเปลี่ยนมาต้องการมีลูกน่าจะไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนเกินกว่าที่นโยบาย หรือมาตรการของรัฐที่เกี่ยวข้องจะเข้าไปมีบทบาทได้มากนัก ด้วยเหตุนี้ คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า… จะทำอย่างไรให้คนอยากมีลูกมากขึ้น แต่ควรถามว่า… จะทำเช่นไรให้คนที่อยากมีลูกมีลูกได้ตามที่ต้องการ?

ผอ.สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ยังอ้างอิงถึงรายงานระดับโลกสำคัญ ชื่อ “Lives, Choices and Futures” หรือแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า… “ชีวิตทางเลือก และอนาคต” ซึ่งกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) มีการเปิดตัวและนำเสนอข้อค้นพบจากการสำรวจ Demographic Futures Survey 2026 หรือ “การสำรวจอนาคตทางประชากร ปี 2569” ไว้ เมื่อต้นเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งพบประเด็นน่าสนใจจากการเก็บข้อมูลทางออนไลน์จากประชากรชายและหญิงอายุ 18-39 ปี ใน 73 ประเทศทั่วโลก โดยมีกลุ่มตัวอย่างรวมประมาณ 109,000 คน ซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่เข้าร่วมการสำรวจนี้ ที่มีกลุ่มตัวอย่างคนไทยตอบแบบสำรวจทั้งสิ้น 1,738 คน โดยในแบบสำรวจนี้มีคำถามที่ครอบคลุม ทั้งเงื่อนไขก่อนการมีลูก เหตุผลหรือแรงจูงใจที่ต้องการมีลูก ตลอดจนอุปสรรคที่ทำให้คนไม่สามารถมีลูกได้ตามที่ต้องการ ซึ่งมีข้อค้นพบน่าสนใจหลายประเด็น ดังต่อไปนี้…
ในภาพรวมทั่วโลก พบว่า… แนวคิดมีลูก 2 คนยังเป็นจำนวนบุตรในอุดมคติที่คนรุ่นใหม่ต้องการที่สุด โดยยกเว้นแค่ทวีปแอฟริกา ส่วนอีกข้อค้นพบที่น่าสนใจเช่นกัน นั่นก็คือ กลุ่มตัวอย่างอายุ 35–39 ปี มีจำนวนลูกในความเป็นจริงต่ำกว่าจำนวนในอุดมคติที่ต้องการ โดยเมื่อพิจารณาเฉพาะคนในช่วงอายุนี้ที่ยังไม่มีลูก พบว่า… ผู้ชายร้อยละ 79.5 และผู้หญิงร้อยละ 71.7 ไม่ได้เลือกที่จะไม่มีลูกด้วยความตั้งใจ แต่เป็นเพราะ “ความต้องการมีลูกยังไม่บรรลุผล” ซึ่งข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนให้เห็น “ช่องว่าง” ระหว่างความต้องการกับความเป็นจริงในเรื่องการมีบุตร ซึ่งเกิดขึ้นจากข้อจำกัดและเงื่อนไขความไม่พร้อมในด้านต่างๆ โดยเงื่อนไขสำคัญอันดับแรกคือ “ความมั่นคงทางการเงิน” และอันดับสองคือ “การมีงานทำที่มั่นคง” รวมถึง “ความพร้อมทางจิตใจและอารมณ์” ที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญก่อนตัดสินใจมีลูก…
ส่วนปัจจัยแรงกระตุ้น หรือ “เหตุผลทำให้ต้องการมีลูก” ปัจจัยแรกคือ ความสุขที่เด็กจะนำมาให้แก่ครอบครัว ปัจจัยที่สองคือ การมีความสัมพันธ์กับคู่ชีวิตที่มั่นคงขึ้น และปัจจัยที่สาม ได้แก่ ความคาดหวังทางสังคมและวัฒนธรรม ขณะที่ “ปัจจัยเชิงนโยบาย” เป็นปัจจัยที่อยู่ในระดับต่ำที่สุด ที่คนรุ่นใหม่ใช้เป็นเหตุผลตัดสินใจที่จะมีลูก โดยอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าปัจจัยข้างต้น …และสำหรับ “อุปสรรคของการมีบุตร” นั้น พบอุปสรรคสำคัญสามอันดับแรก ได้แก่ 1. ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย 2.การขาดคู่ครองหรือคู่ชีวิตที่เหมาะสม3.ความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของตนเอง อย่างไรก็ดี แม้รายงานฉบับนี้จะไม่ได้นำเสนอผลสำรวจหรือบทวิเคราะห์ของประเทศไทยไว้อย่างละเอียด แต่ข้อมูลที่มีก็เพียงพอจะทำให้เห็นว่า… ไทยมีช่องว่างระหว่างจำนวนลูกในอุดมคติกับจำนวนลูกในความเป็นจริงค่อนข้างสูง และเป็นการบ้านข้อใหญ่ของรัฐ
“อัตราเกิดที่ลดลงของไทยในปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะคนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก แต่มีปัจจัยจากอุปสรรคเชิงโครงสร้าง ทั้งเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ ความไม่มั่นคงทางการงาน การดำเนินชีวิต ตลอดจนความไม่พร้อมต่าง ๆ จนทำให้พวกเขาไม่สามารถมีบุตรได้ตามที่ตนเองต้องการ ดังนั้นสถานการณ์เกิดต่ำของไทยจึงไม่ใช่เพียงปัญหาที่คนไม่อยากมีลูก แต่เป็นปัญหาที่ความต้องการมีลูกยังไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้มากกว่า เพราะขาดทั้งความมั่นคง ความพร้อม และความมั่นใจ” …เป็นการสะท้อนในบทความนี้ โดย รศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ ผอ.สถาบันวิจัยประชากรและสังคม
ที่ชี้ว่าการสร้างความมั่นใจให้ผู้คนรู้สึกเชื่อมั่น
เป็นปัจจัยสำคัญที่จะกระตุ้นให้คนอยากมีลูก
ปุจฉาคือรัฐ–สังคมจะทำให้เกิดปัจจัยนี้ได้ไหม.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



