ความเชื่อมั่นในคุณค่าและศักยภาพมนุษย์เป็นแรงผลักดันให้ “ดร.สุดา สุวรรณรักษ์” ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาผู้ต้องขัง เรือนจำกลางชลบุรี สังกัดกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ผู้เปลี่ยนนิยามของคำว่า “คุมขัง” ให้กลายเป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” เพื่อสร้างคนดีคืนสู่สังคมไทยอย่างแท้จริง ทั้งนี้ เมื่อย้อนเวลากลับไปสู่จุดเริ่มต้นของชีวิต ดร.สุดา เล่าให้ฟังว่า เป็นชาวอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เติบโตมาในครอบครัวข้าราชการ โดยมีคุณพ่อ พี่ชาย และพี่สาวอีก 3 คนล้วนรับราชการทั้งหมด โดยเธอเป็นลูกคนสุดท้องที่อายุห่างจากพี่ ๆ ถึง 22 ปี ทำให้เธอเป็นไข่ในหินที่ทุกคนรักและเป็นห่วง และด้วยความเป็นลูกหลานข้าราชการ

จากเด็กต่างจังหวัด เธอก็ถูกส่งเข้าสู่เมืองหลวงเพื่อเรียนตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเธอถูกส่งมาเรียนที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ชั้นป.1 โดยเริ่มต้นที่ โรงเรียนวัดบางเตย ก่อนย้ายไปเรียนต่อชั้น ป.2. ที่ โรงเรียนพระมารดานิจจานุเคราะห์ จนเมื่อก้าวเข้าสู่ชั้น ป.5 ด้วยความที่แก่นแก้วตามประสาเด็กต่างจังหวัด คุณแม่จึงตัดสินใจส่งเธอไปเรียนในโรงเรียนประจำเพื่อดัดนิสัยและสร้างระเบียบวินัย ก่อนที่ในช่วงมัธยมศึกษา เธอมาเรียนต่อที่ โรงเรียนนวมินทราชูทิศ ซึ่งช่วงนี้เองที่เธอหันกลับมาตั้งใจเรียนอีกครั้ง โดยเลือกเรียนสายวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ ในหลักสูตรพิเศษที่อัดแน่น โดยเธอสามารถจบการศึกษาได้ในเวลา 2 ปี ก่อนจะเลือกสอบเข้า คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามความคาดหวังของครอบครัว และล่าสุดเธอก็เพิ่งเรียนจบและคว้า ปริญญาเอกด้านอาชญาวิทยาและบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต มาได้สำเร็จ

เอาจริง ๆ หลังจบ ม.6กลายเป็นว่าเรากลับชอบศิลปะและคิดไว้แล้วว่าจะสอบเข้าคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ช่วงนั้นจำได้แม่นเลยว่ายอมนั่งรถเมล์ไปศิลปากรทุกวันเสาร์อาทิตย์ เพื่อไปให้รุ่นพี่ที่นั่นสอนวาดรูป” ดร.สุดา เผยความลับเรื่องนี้ให้ฟังก่อนจะเล่าอีกว่า แต่สุดท้ายสอบไม่ติด ทว่าด้วยความอยากเรียนศิลปะ จึงไปหาที่เรียนในสาขาคล้ายกัน คือด้านออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร แต่เรียนไปได้เทอมเดียวก็ต้องลาออกตามคำสั่งเด็ดขาดของคุณแม่ ก่อนจะกลับมาฮึดสู้อีกครั้งจนสอบเข้าคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ได้สำเร็จ

ส่วนเส้นทางนักสังคมสงเคราะห์นั้น ดร.สุดา บอกว่า เริ่มต้นจากปฝึกงานที่ กองสวัสดิการสังคม กรุงเทพมหานคร ซึ่งทำให้ได้ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านกลุ่มคนในชุมชนแออัด ทำให้ได้เห็นโลกอีกใบที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก โครงสร้างสังคมที่บิดเบี้ยว และโอกาสที่ไม่เท่าเทียมกัน ทำให้เธอตั้งคำถามถึงความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นรอบตัว และเริ่มซึมซับบทบาทการเป็น “ผู้ให้” ตามหลักสังคมสงเคราะห์ศาสตร์อย่างแท้จริง โดยเธอบอกว่า หลังเรียนจบปริญญาตรี ตอนแรกไม่ได้มีความคิดจะรับราชการ ประกอบกับช่วงนั้นเห็นเพื่อน ๆ เดินทางไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกาและทำงานไปด้วย ทำให้เธออยากไปเผชิญโลกกว้างที่ต่างประเทศบ้าง แต่ทว่าทางบ้านไม่อนุมัติ และยื่นคำขาดให้สอบราชการเท่านั้น จึงไปสอบเข้าทำงานได้ที่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ทว่าทำอยู่ได้เพียง 10 เดือน เธอก็ตอบรับความท้าทายใหม่ด้วยการสอบเข้าบรรจุใน “กรมราชทัณฑ์” ในเวลาต่อมา ที่ถือเป็น “ก้าวแรกในแดนสนธยา” ภายใต้บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์

ดร.สุดา บอกว่า บทบาทนี้เริ่มต้นขึ้นครั้งแรกที่ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ซึ่งเป็นเรือนจำชายล้วนที่ควบคุมผู้ต้องขังในคดียาเสพติดโดยเฉพาะ ซึ่งเธอยังจำได้แม่นยำว่า วันแรกที่เดินเข้าประตูหลังกำแพงสูงไป ยอมรับเลยว่ากลัวมาก และคิดในใจว่าเราจะต้องอยู่ในนี้จริง ๆ เหรอ แล้วเราจะรอดปลอดภัยไหม? ดร.สุดา สารภาพถึงความรู้สึกแรกที่เต็มไปด้วยความกังวลใจมากมายในสถานที่ทำงาน และท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ปิดสนิทและแปลกใหม่สำหรับผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง เธอก็เริ่มมีความเข้าใจในบริบทของพื้นที่ แต่ก็ตั้งมั่นบนความไม่ประมาทและระวังตัวเสมอ โดยเธอบอกว่า ความท้าทายในช่วงเริ่มต้นคือการที่เข้ามาทำงานโดยไม่มีความรู้ด้านกระบวนการยุติธรรมหรือระเบียบงานราชทัณฑ์มาก่อนเลย ทำให้ต้องรับแรงกดดันเรื่องความถูกต้องของหนังสือราชการและคำศัพท์เฉพาะ แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ พยายามเรียนรู้ตามคำแนะนำของผู้บังคับบัญชาที่ให้ยึดระเบียบและทำงานทุกอย่างด้วยลายลักษณ์อักษรเพื่อความปลอดภัย

ฝึกอาชีพให้กับผู้ต้องขัง เพื่อสร้างโอกาส

และนอกจากระเบียบราชการที่ต้องแม่นยำแล้ว การปฏิบัติงานท่ามกลางผู้ต้องขังชายนับพันคน ก็เป็นบททดสอบจิตใจที่สำคัญ เช่น การถูกลองดีหรือถูกแซวจากผู้ต้องขังชายในบางครั้งซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เธอเลือกใช้หลัก “ใจดีสู้เสือ” ด้วยการวางตัวให้เหมาะสม มีระยะห่างที่พอดี และใช้ความจริงใจ โดยจากประสบการณ์การทำงานร่วมกับผู้ต้องขังชายยาวนานกว่า 25 ปีทำให้เธอตกผลึกวิธีการทำงานและเรียนรู้ศาสตร์การเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง

ครั้งหนึ่งได้รับมอบหมายให้ไปเคลียร์เหตุทะเลาะวิวาทในแดนความมั่นคงสูง ซึ่งแดนนี้เต็มไปด้วยผู้ต้องขังโทษหนักและเป็นสายแข็งที่มีระบบหัวหน้าบ้านหรือพ่อบ้านคุม จนเรียกว่าในจุดที่การสั่งการตามปกติของควบคุมแดนใช้ไม่ได้ผล จึงจำเป็นต้องใช้นักสังคมสงเคราะห์เข้าไปเป็นคนกลางในการพูดคุยไกลเกลี่ยคลี่คลายปมปัญหา โดยตอนนั้นเราต้องใช้ศาสตร์และศิลป์แห่งการเจรจา และต้องทำให้เขายอมเปิดใจพูดคุยจนกระทั่งสามารถทำให้พวกเขากลับมาสมานฉันท์ได้” ดร.สุดา พูดถึงหนึ่งในภารกิจสำคัญที่อยู่ในความทรงจำมาถึงทุกวันนี้

ด้วยความที่ไม่ชอบหยุดพัฒนาตัวเอง จึงตัดสินใจรับทุนไปศึกษาดูงานด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ต้องขังเยาวชนและการพัฒนาพฤตินิสัยที่ประเทศมาเลเซีย รวมถึงได้รับทุนรัฐบาลจีนให้ไปศึกษาภาษาและวัฒนธรรมที่เมืองเซียเหมิน สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นเวลา 1 ปีเต็ม ทำให้ได้เห็นนวัตกรรมและการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดในต่างแดน ซึ่งเธอได้นำความรู้นั้นกลับมาปรับใช้กับงานราชทัณฑ์ในประเทศไทยเพื่อยกระดับระบบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จนในเวลาต่อมาเธอได้ย้ายไปทำงานที่ เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่งทำให้ได้เจอผู้ต้องขังหลากหลายรูปแบบมากขึ้น โดยเธอได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ และหัวหน้าฝ่ายพัฒนาจิตใจและเสริมสร้างสมรรถนะ จึงมีโอกาศงได้ทำงานร่วมกับผู้ต้องขังที่มีชื่อเสียงและนักโทษคดีการเมืองต่าง ๆ

กับคุณพล ตัณฑเสถียร ที่มาฝึกอบรมการทำขนมให้ผู้ต้องขัง

เคยทำรายการ “เรื่องเล่าชาวเรือนจำ” ร่วมกับคุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา อยู่เป็นเวลา 2-3ปี จนกระทั่งสอบเลื่อนระดับเป็นระดับชำนาญการพิเศษ (C8) จึงได้ย้ายมาดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาผู้ต้องขัง อยู่ที่เรือนจำกลางชลบุรี” ดร.สุดา เล่าเรื่องนี้ ก่อนจะบอกว่า หลังจากย้ายมา เรือนจำกลางชลบุรี เธอได้รับมอบหมายให้ดูแลทั้งด้านการศึกษาและการฝึกวิชาชีพ ซึ่งเธอก็ได้ผลักดันโครงการสำคัญ ๆ อย่างการศึกษาทางเลือก ตั้งแต่ระดับผู้ไม่รู้หนังสือไปจนถึงขั้นปริญญาตรี เพื่อให้ผู้ต้องขังที่อยากเรียนได้รับโอกาส โดยมีการสร้างแรงจูงใจให้พวกเขาตระหนักว่าวุฒิการศึกษาที่ได้รับสามารถนำไปต่อยอดในการสมัครงานหรือศึกษาต่อในสังคมภายนอก เพื่อสร้างอนาคตใหม่ได้ และไม่เพียงแต่งานวิชาการเท่านั้น แต่เธอยังย้ำเรื่องการฝึกวิชาชีพเชิงรุก เพื่อให้ผู้ต้องขังเป็นมืออาชีพและเป็นที่ยอมรับ ผ่านการออกแบบหลักสูตรต่าง ๆ อาทิ หลักสูตรทำเบเกอรี่มืออาชีพ ร้านกาแฟ และการทำเกษตรอัจฉริยะ รวมถึงการผลักดันแนวคิด “เรือนจำอุตสาหกรรม” โดยร่วมมือกับภาคเอกชนสร้างโรงงานชั่วคราวในเรือนจำ เพื่อให้ผู้ต้องขังมีงานรองรับในทันทีหลังพ้นโทษ

บางทีผู้ประกอบการที่เขาไม่เคยได้เข้ามาสัมผัสกับผู้ต้องขัง เวลาผู้ต้องขังที่พ้นโทษไปสมัครงานเขาก็จะไม่รับ แต่ถ้าเขาได้รู้จักก่อน ได้ศึกษาและได้ลองทำงานร่วมกันก่อนเขาก็จะพบว่าผู้ต้องขังนั้นขยันและคุยง่ายกว่าพวกแรงงานต่างด้าวอีก ดร.สุดาพูดถึงความสำเร็จที่เกิดขึ้น พร้อมขยายความแนวทางนี้ให้ฟังเพิ่มเติมว่า ตอนตั้งไข่โครงการนี้เธอต้องไปดีลกับทางโรงงาน เพื่อสร้างเครือข่ายและสร้างโอกาสให้ผู้ต้องขัง ซึ่งการสนับสนุนจากสังคมภายนอกเป็นสิ่งที่สำคัญกับผู้ต้องขังเหล่านี้มาก ขณะที่ในส่วนของผู้ต้องขัง เธอก็จะย้ำเสมอว่า เมื่อได้โอกาสแล้วต้องรักษาไว้ให้ดี

กับครอบครัว

เมื่อพูดถึงการทำงานกับผู้ต้องขังแล้ว “ทีมวิถีชีวิต” จึงอยากรู้ “ชีวิตคนทำงานเรือนจำ” โดย ดร.สุดา บอกว่า การทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ย่อมต้องอยู่ภายใต้ความกดดันและความรับผิดชอบที่สูง เพราะต้องทำงานท่ามกลางผู้ต้องขังที่มีจำนวนมากและความเสี่ยงรอบด้าน จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าอาชีพนี้เป็นงานที่เครียด เพราะงานราชทัณฑ์เป็นงานที่ต้องพร้อมรับเหตุฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง หรือบางครั้งต้องนอนไม่เป็นเวลา ซึ่งสร้างความเหนื่อยล้ากายและใจค่อนข้างมาก แต่ก็สามารถ “รักษาสมดุลชีวิต” หรือ Work-Life Balance ได้ โดยยึดหลักแยกแยะเวลางานและครอบครัวออกจากกันให้เด็ดขาด

ก่อนจบบทสนทนา “ดร.สุดา สุวรรณรักษ์” บอกกับ “ทีมวิถีชีวิต” ด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังว่า เธอยังคงเชื่อมั่นว่าทุกคนพัฒนาได้และเชื่อว่าทุกคนเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ถ้าได้รับโอกาส และสามารถจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ซึ่งอดีตที่ผิดพลาด ไม่ได้แปลว่าอนาคตเราจะผิดพลาดไปด้วย ซึ่งทุกย่างก้าวของชีวิตนั้น ทุกก้าวที่เดินไปจะต้องมีสติ ก็จะทำให้เรามีความสุขในการใช้ชีวิตในทุกวัน โดยทาง ดร.สุดา ผอ.ส่วนพัฒนาผู้ต้องขังแห่งเรือนจำกลางชลบุรี ได้ทิ้งท้ายว่า “ความเหนื่อยยากลำบากใด ๆ ในการทำงาน แต่ถ้าสุดท้ายแล้วเราได้เห็นว่าคน ๆ หนึ่งเขาเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นได้...มันก็ทำให้เราหายเหนื่อย”.

ยึดหลักช่วยด้วย ‘ปรัชญาเครื่องซักผ้า’

ในมุมมองส่วนตัว ดร.สุดา นั้น มองว่า กรมราชทัณฑ์เปรียบเสมือนเป็นเครื่องซักผ้า ที่เป็นด่านสุดท้ายของกระบวนการยุติธรรมที่สังคมคาดหวังมากว่า เครื่องซักผ้าเครื่องนี้จะสามารถซักผ้าสีดำที่เปรอะเปื้อนให้ออกมาเป็นผ้าที่ขาวสะอาดทุกผืน แม้ความเป็นจริงผ้าบางผืนจะไม่สามารถกลับมาขาวสะอาดได้เต็มร้อย แต่เธอก็ยึดมั่นที่จะทำหน้าที่เป็นเครื่องซักผ้าเครื่องหนึ่งให้ดีที่สุดเท่าที่จะได้ในบทบาทของตัวเอง เพราะทุกครั้งที่เห็นว่าผู้ต้องขังที่ช่วยเหลือกลับตัวกลับใจเป็นคนดีได้ เธอจะรู้สึกดีใจและภูมิใจ เช่น มีกลุ่มผู้ต้องขังที่พ้นโทษไปแล้วส่งข่าวกลับมาบอกว่าไปเปิดร้านกาแฟของตัวเอง หรือบางคนได้เข้าไปทำงานในโรงงานตามที่ได้รับฝึกฝนมาตอนอยู่ในเรือนจำ หรือมีผู้ต้องขังที่เธอผลักดันให้เรียนจบปริญญาตรีด้านนิติศาสตร์ได้ จนหลังกพ้นโทษออกไป นักโทษรายนี้ก็สามารถประกอบอาชีพเป็นทนายความได้สำเร็จ ซึ่งเป็นเคสที่เธอภูมิใจที่สุด “ทุกครั้งที่ได้รับจดหมายขอบคุณจากอดีตผู้ต้องขังที่เคยให้โอกาส..แค่นี้ก็เป็นแรงใจให้เราทำงานต่อแล้ว” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน