ทีม “วิถีชีวิต” จะพาไปรู้จักกับ “ฮั้ว–ณชเล” คนนี้ ในฐานะ นักกิจกรรมด้านสิทธิคนข้ามเพศ นักขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ นักทำงานภาคประชาสังคม หนึ่งในเสียงสำคัญของขบวนการ LGBTQIA+ ในประเทศไทย ที่มีเส้นทางการทำงานยาวนานกว่า 20 ปี ทั้งในไทย สหรัฐอเมริกา และในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก…

ฮั้ว-ณชเล บุญญาภิสมภาร ประธานมูลนิธิซิสเตอร์ (Sisters) รองประธานมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน และประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะคนข้ามเพศ (คขพ.) พื้นแพเป็นชาวจังหวัดแพร่ โดยเธอเป็นลูกคนกลาง มีพี่สาว 1 คน และน้องสาว 1 คน ครอบครัวทำธุรกิจส่วนตัวเป็นร้านขายวัสดุก่อสร้างที่จังหวัดแพร่ เธอเรียนปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) ซึ่งช่วงที่ยังเรียนอยู่เธอชอบทำกิจกรรมมาก โดยเป็นรองประธานรุ่น และทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับชมรมนักเรียนจังหวัดแพร่ แต่เธอก็สามารถจบการศึกษาในเวลา 3 ปีครึ่ง จากนั้นก็เข้าเรียนต่อปริญญาโท คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงย้ายเข้าอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งการเรียนต่อนี้แม้จะเรียนครบตามหลักสูตร (Coursework) แต่เธอก็เรียนไม่จบเพราะไม่ได้ทำวิทยานิพนธ์ เนื่องเพราะ ทุ่มเทเวลาให้กับการทำงาน NGO
“จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเราเข้ามาเกี่ยวข้องกับงานด้าน HIV/AIDS และสิทธิของกลุ่มหลากหลายทางเพศ เพราะได้เป็นอาสาสมัครในงานประชุมนานาชาติด้าน HIV/AIDS ที่กรุงเทพฯ เมื่อปี 2547 และได้รู้จักกับสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เราได้มองเห็นโลกของภาคประชาสังคมอย่างใกล้ชิด ได้เห็นผู้คนที่ทำงานอย่างจริงจังเพื่อให้คนที่ถูกผลักไปอยู่ชายขอบได้มีสิทธิ มีเสียง และมีชีวิตที่ปลอดภัยขึ้น”

จากความสนใจในวันนั้น ทำให้เธอเริ่มเข้าทำงานกับโครงการ HIV ในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย แต่ไม่นานนักเธอก็พบข้อจำกัดสำคัญของระบบงานในเวลานั้น นั่นคือ “คนข้ามเพศ” โดยเฉพาะผู้หญิงข้ามเพศ มักถูกนับรวมอยู่ภายใต้กรอบของ “MSM” หรือชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย ทั้งที่ในความเป็นจริง คนข้ามเพศมีอัตลักษณ์ ประสบการณ์ชีวิต ความต้องการด้านสุขภาพ บริบททางสังคม ที่แตกต่างกันไป การถูกนับรวมในกรอบที่ไม่สอดคล้องกับตัวตนจึงไม่ใช่เพียงประเด็นทางภาษา แต่ส่งผลต่อการออกแบบบริการ งบประมาณ นโยบาย และคุณภาพชีวิตจริง ๆ ของผู้คน
“คำถามนี้กลายเป็นแรงผลักสำคัญในชีวิตการทำงานของเรา เริ่มเห็นชัดว่าหากไม่มีคนข้ามเพศเข้าไปมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายและบริการของตนเอง ความต้องการของชุมชนก็อาจถูกมองข้ามซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากจุดนั้นความสนใจของเราจึงค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่น และความมุ่งมั่นนั้นก็กลายเป็นเส้นทางการทำงานด้านสิทธิคนข้ามเพศอย่างเต็มตัว” …ทาง ฮั้ว–ณชเล บอกเล่าไว้ และขยายความอีกว่า… หนึ่งในบทเรียนสำคัญของเธอเกิดขึ้นเมื่อเธอทำงานที่พัทยากับโครงการซิสเตอร์ (ต่อมาจดทะเบียนเป็นมูลนิธิซิสเตอร์) ซึ่งเป็นโครงการแรก ๆ ด้านป้องกันการติดเชื้อ HIV ในประเทศไทย ที่ทำงานเฉพาะกับผู้หญิงข้ามเพศ โดยประสบการณ์ที่ซิสเตอร์นั้นไม่ได้สอนเธอเพียงเรื่องการบริหารโครงการ การทำงานภาคสนาม หรือการให้ความรู้ด้านสุขภาพเท่านั้น แต่ยังสอนให้เธอเข้าใจว่า “ชุมชนคือหัวใจของการเปลี่ยนแปลง”

“ในความรู้สึกของเรา คือ ซิสเตอร์ไม่ใช่แค่องค์กร แต่เป็นเหมือนครอบครัว เป็นพื้นที่ที่สมาชิกแต่ละคนมีความสำคัญเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ก่อตั้ง ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ภาคสนาม หรือเพื่อนในชุมชนที่เข้ามาใช้บริการ ทุกคนต่างเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจเดียวกัน นั่นคือการทำให้คนข้ามเพศมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีพื้นที่ปลอดภัยมากขึ้น และได้รับการมองเห็นในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่เพียงกลุ่มเป้าหมายของโครงการใดโครงการหนึ่ง”
ตลอดช่วงเวลาที่ทำงานกับซิสเตอร์ เธอได้เห็นภาพอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับความรุนแรง และการเลือกปฏิบัติที่คนข้ามเพศต้องเผชิญ ตั้งแต่การถูกตีตราในครอบครัว โรงเรียน ที่ทำงาน สถานพยาบาล ไปจนถึงความไม่ปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เธอตระหนักว่า การทำงานด้านสุขภาพเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากโครงสร้างทางสังคมและกฎหมายยังไม่รับรองศักดิ์ศรีของคนข้ามเพศอย่างแท้จริง…“นี่คือที่มาของการร่วมก่อตั้งเครือข่ายเพื่อนกะเทยไทย ซึ่งต่อมาได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน หรือ ThaiTGA ในปี 2553 ร่วมกับเพื่อนนักกิจกรรมคนข้ามเพศ การก่อตั้ง ThaiTGA ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของขบวนการคนข้ามเพศในประเทศไทย เพราะในเวลานั้นองค์กรที่นำโดยคนข้ามเพศเองยังมีอยู่อย่างจำกัด การมีองค์กรที่คนข้ามเพศเป็นผู้กำหนดทิศทางเอง จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการตั้งหน่วยงานใหม่ แต่คือการประกาศว่า ไม่ควรมีใครพูดแทนเรา โดยไม่มีเราอยู่ในห้องนั้น”

หลังทำงานในไทยหลายปี เธอตัดสินใจไปสหรัฐอเมริกาเพื่อเรียนรู้โลกที่กว้างขึ้น และไปศึกษาต่อด้านสาธารณสุขและสุขภาพชุมชนที่ Trinity Washington University และใช้ชีวิตที่สหรัฐเป็นเวลาหลายปี โดยช่วงเวลานั้นไม่ใช่เพียงการเรียนในห้องเรียน แต่เป็นการเรียนรู้ชีวิตในอีกระบบสังคมหนึ่ง เธอทำงานและเป็นอาสาสมัครองค์กรที่เกี่ยวข้องกับพนักงานบริการ (sex workers) ผู้ใช้สารเสพติด คนเอเชียที่อยู่ร่วมกับ HIV/AIDS รวมถึงคนข้ามเพศ และนอนไบนารี ที่ต้องการเข้าถึงบริการสุขภาพ
“ฮั้วทำงานกับ APICHA Community Health Center เป็นผู้ประสานงานด้านการดูแลผู้ติดเชื้อ HIV/AIDS และได้เป็นที่ปรึกษาด้านบริการสุขภาพของคนข้ามเพศและนอนไบนารี งานเหล่านี้ทำให้เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า การเข้าถึงบริการสุขภาพที่ยืนยันอัตลักษณ์ทางเพศไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย ไม่ใช่บริการพิเศษ ไม่ใช่สิ่งที่ควรถูกมองว่าเป็นทางเลือกส่วนบุคคล แต่เป็นสิทธิด้านสุขภาพ เป็นส่วนหนึ่งของการมีชีวิตที่ปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ ประสบการณ์ที่ติดอยู่ในใจเราคือ การทำจดหมายให้ผู้รับบริการคนข้ามเพศและนอนไบนารีก่อนเข้ารับการผ่าตัดเพื่อการยืนยันเพศ มีประโยคหนึ่งว่า This procedure is medically necessary หรือกระบวนการนี้เป็นความจำเป็นทางการแพทย์ ซึ่งมีความหมายมาก เพราะเปลี่ยนสถานะบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศ จากเรื่องที่สังคมมองว่าเป็นความต้องการส่วนบุคคล ให้กลายเป็นความจำเป็นด้านสุขภาพที่ระบบประกันและระบบสาธารณสุขต้องรับผิดชอบ”

ร่วมกิจกรรม LGBTQIA+ ในต่างประเทศ
ต่อมาเมื่อเธอเดินทางกลับเมืองไทย ปี 2563 ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ฮั้ว–ณชเล บอกว่า… เธอไม่ได้กลับมาพร้อมคำตอบทั้งหมด แต่กลับมาพร้อมภารกิจที่ชัดเจนขึ้น เพราะเธอตั้งใจจะนำประสบการณ์จากการทำงานด้านสุขภาพคนข้ามเพศในสหรัฐกลับมาคิดต่อกับบริบทไทย โดยเฉพาะคำถามที่ว่า ทำอย่างไรให้บริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศของคนข้ามเพศในประเทศไทยถูกมองเป็นสิทธิด้านสุขภาพ ไม่ใช่ภาระส่วนบุคคลที่แต่ละคนต้องแบกรับเอง
“ก็ได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานและภาคีที่เคยทำงานด้วยกัน และในที่สุดโครงการข้ามเพศมีสุขก็ได้ดำเนินงานเมื่อปี 2564 โดยได้รับการสนับสนุนจาก สสส. เป้าหมายคือการผลักดันนโยบายสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศ โดยเฉพาะฮอร์โมน เพื่อการยืนยันเพศและการให้คำปรึกษา ให้ถูกพัฒนาเป็นชุดสิทธิประโยชน์ในระบบสุขภาพของรัฐ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ นโยบายเหล่านี้ต้องไม่ถูกออกแบบโดยปราศจากเสียงของคนข้ามเพศ ซึ่งฮั้วและทีมงานเชื่อว่า คนข้ามเพศต้องไม่เป็นเพียงผู้รับบริการ หรือกลุ่มเป้าหมาย ของระบบสุขภาพ แต่ต้องเป็นเจ้าของประสบการณ์ เจ้าของปัญหา และเจ้าของข้อเสนอเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเอง”
ฮั้ว–ณชเล ยังอธิบายไว้ว่า… โครงการข้ามเพศมีสุข ให้ความสำคัญกับกลุ่มที่มักถูกมองไม่เห็นในขบวนการและระบบสุขภาพ ได้แก่ ผู้ชายข้ามเพศคนข้ามเพศสูงอายุ และคนข้ามเพศในต่างจังหวัด เพราะงานสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับคนข้ามเพศในไทยมักถูกเชื่อมโยงกับงานHIV และมักมองเห็นผู้หญิงข้ามเพศมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ โครงการนี้จึงตั้งใจเปิดพื้นที่ใหม่ เพื่อฟังเสียงของคนที่อยู่ไกลจากศูนย์กลางนโยบาย และทำให้ประสบการณ์ของพวกเขากลายเป็นฐานของข้อเสนอเชิงระบบ ในเฟสแรก ระหว่างปี 2564–2566 โครงการข้ามเพศมีสุขทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมจำนวน 52 กลุ่ม ในพื้นที่เชียงใหม่, ลำพูน, ขอนแก่น, ชลบุรี, สงขลา, ตรัง และกรุงเทพฯ รวมถึงองค์กรและหน่วยงานด้านสุขภาพอีกหลายแห่ง

เคยมีบทบาทในคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ
“หนึ่งในภาคีสำคัญคือ คลินิกเพศหลากหลาย หรือ GEN V Clinic ของโรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งร่วมเดินทางกับโครงการตั้งแต่ต้นทาง บนความเชื่อเดียวกันว่า ระบบบริการสุขภาพไทยสามารถพัฒนาให้มีมาตรฐาน มีคุณภาพ เป็นมิตร และไม่เลือกปฏิบัติต่อคนข้ามเพศได้ นอกจากนี้เรายังลงพื้นที่เพื่อพูดคุยกับคนข้ามเพศ 40 คน ทั้งชายข้ามเพศวัยรุ่น และคนข้ามเพศอายุ 45 ปีขึ้นไป เพื่อทำความเข้าใจอุปสรรคในการเข้าถึงบริการสุขภาพ และบริการเพื่อการยืนยันเพศ เสียงสะท้อนทำให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่แค่การไม่มีบริการ แต่อยู่ที่ความกลัวต่อสายตา, คำถาม, การถูกเรียกชื่อหรือคำนำหน้าที่ไม่ตรงกับตัวตน, การถูกตีตรา และการต้องอธิบายตัวเองซ้ำ ๆ ในระบบที่ยังไม่เข้าใจคนข้ามเพศ ซึ่งเห็นชัดว่า งานนโยบายจะมีความหมายก็ต่อเมื่อเริ่มจากชีวิตจริงของผู้คน ประสบการณ์ของคนข้ามเพศจึงไม่ใช่เพียงเรื่องเล่า แต่เป็นหลักฐานสำคัญของการออกแบบระบบสุขภาพที่เป็นธรรม”
นอกจากงานด้านสุขภาพแล้ว ฮั้ว–ณชเล คนนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการผลักดันสมรสเท่าเทียม โดยเคยดำรงตำแหน่งในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมทั้งในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งความสำเร็จของสมรสเท่าเทียมถือเป็นหมุดหมายประวัติศาสตร์ของขบวนการ LGBTQIA+ไทย แต่สำหรับเธอคนนี้ กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม หากเป็นเพียงประตูบานหนึ่งที่เปิดออก โดยเธอย้ำไว้เสมอว่า…หลังสมรสเท่าเทียม สังคมไทยต้องเดินหน้าต่ออีกหลายเรื่อง เช่น การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพตามกฎหมาย เพราะสำหรับคนข้ามเพศการมีเอกสารทางราชการที่ไม่ตรงกับตัวตนไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แต่ส่งผลต่อชีวิตประจำวันแทบทุกมิติ
ฮั้ว-ณชเล เธอเดินหน้าผลักดันกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ เพื่อให้คนข้ามเพศสามารถเปลี่ยนคำนำหน้านามตามเพศสภาพได้ เป้าหมายสูงสุดคือ…อยากเห็นคนข้ามเพศได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระและได้รับความเคารพจากสังคม ทั้งนี้ เธอทิ้งท้ายไว้ว่า… “สิ่งที่ทำให้สามารถยืนอยู่ในจุดนี้ได้ คือ… มีความตั้งใจ มุ่งมั่น อดทน และมองโลกในแง่ดี…อยากขอบคุณตัวเองที่ไม่ยอมแพ้”

เมื่อครั้งสำเร็จการศึกษาที่สหรัฐอเมริกา
‘เมล็ดพันธุ์’ การตั้ง ‘คำถาม?’
“ฮั้ว–ณชเล บุญญาภิสมภาร” เธอเล่าไว้ด้วยว่า… เดิมชื่อ “สิทธิพันธ์” แล้วเปลี่ยนเป็น “ณชเล” โดยเพื่อนที่เรียนเอกภาษาไทยตั้งให้ตามความต้องการของเธอที่อยากได้ชื่อเกี่ยวกับแม่น้ำหรือทะเล เธอถูกโฉลกกับชื่อนี้มาก ใช้ชื่อนี้แล้วได้รับโอกาสดี ๆ ในชีวิตเสมอ และสิ่งที่ทำให้ภาพชีวิตเธอมีความลึกซึ้งคือมิติทางจิตวิญญาณ ตอนอายุ 13 ปี เคยบวชเณร 7 วัน ตามที่แม่อธิษฐานตั้งใจไว้ก่อนเธอเกิด เป็นเหมือนภาพสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างชีวิต ครอบครัว ความเชื่อ ก่อนสู่เส้นทางการเติบโต…
“เด็กคนหนึ่งที่รู้สึกว่าแตกต่างจากกรอบความเป็นชาย อาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความรู้สึกนี้ควรถูกเรียกว่าอะไร ในวัยเด็กคำว่าคนข้ามเพศยังไม่ถูกใช้แพร่หลายในชีวิตประจำวันคนไทย หลายคนจึงเติบโตมากับคำเรียกที่ทำให้รู้สึกถูกลดทอน ถูกทำให้เป็นเรื่องตลก หรือถูกมองเป็นความผิดปกติ ซึ่งเราก็เคยอยู่ในช่วงเวลานั้น ช่วงเวลาที่สังคมมีคำเรียกให้ แต่ไม่ได้มีพื้นที่ให้ได้อธิบายตัวเองอย่างเต็มศักดิ์ศรี การถูกเรียกว่ากะเทย ในบริบทที่แฝงด้วยการล้อเลียนหรือดูถูก ทำให้เรียนรู้ตั้งแต่อายุยังน้อยว่า การเป็นตัวเองในสังคมนี้อาจมีราคาที่ต้องจ่าย ประสบการณ์นี้กลายเป็นเมล็ดพันธุ์สำคัญของการตั้งคำถาม… เหตุใดคน ๆ หนึ่งจึงต้องเจ็บปวดเพียงเพราะไม่ตรงกับภาพที่สังคมคาดหวัง”.
เชาวลี ชุมขำ : รายงาน



