ทั้งนี้ จากปุจฉาสำคัญที่หลายคนเกิดความสงสัยเกี่ยวกับ “เทรนด์ของคนรุ่นใหม่” ยุคนี้ที่ดูเหมือนจะหันกลับมาให้ความสนใจกับ “อาชีพข้าราชการ” เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นั้น ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วจะพบว่า… ข้อสังเกตนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย เพราะเมื่อลองย้อนกลับไปดูสถิติของผู้สมัครสอบภาค ก. ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา กรณีนี้ก็ยิ่งฉายภาพปรากฏการณ์ดังกล่าวได้อย่างชัดเจน เนื่องจากมีตัวเลขผู้สนใจพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี โดย “ปรากฏการณ์” ซึ่งกำลังเกิดขึ้นนี้…
ได้พลิกภาพจำเกี่ยวกับ “อาชีพข้าราชการ”
ที่ในอดีตนั้น อาชีพนี้ไม่ใช่ตัวเลือกแรก ๆ
ผิดกับตอนนี้ที่เป็น “อาชีพซัคเซส” ขึ้นมา

รศ.ดร.ภูษิต วงศ์หล่อสายชล
เกี่ยวกับเรื่องนี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ได้มีการนำ “ข้อสงสัย” เรื่องนี้มาถอดรหัสจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ผ่าน “มุมวิเคราะห์” ของ รศ.ดร.ภูษิต วงศ์หล่อสายชล รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถึงเทรนด์ที่เกิดขึ้น โดยถ้าหากพลิกย้อนดูชุดข้อมูลที่เป็นสถิติของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ในช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา คือตั้งแต่ปี 2566-2568 จะพบแนวโน้มอัตราการเติบโตสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี โดยปี 2566 มียอดผู้สมัครสอบภาค ก. แบบกระดาษประมาณ 327,000 คน และปีต่อมาคือ ปี 2567 ตัวเลขก็พุ่งสูงเป็น 384,906 คน พอมาถึงปี 2568 ตัวเลขก็เพิ่มขึ้นอย่างถล่มทลายเป็นกว่า 450,000 คน ซึ่งสะท้อนให้เห็น “ความสนใจของคนรุ่นใหม่” ที่มีต่อ “อาชีพข้าราชการ” จากในอดีตที่คนรุ่นใหม่มักไม่ค่อยสนใจอาชีพข้าราชการ แต่ไม่ใช่ในปัจจุบันนี้ เพราะคนรุ่นใหม่ได้มีมุมมองที่ไม่เหมือนเดิมกับ “อาชีพข้าราชการ”
ทาง รศ.ดร.ภูษิต ได้วิเคราะห์เรื่องนี้กับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ว่า… ปัจจุบันอาชีพข้าราชการกลายเป็นอาชีพตัวเลือกลำดับแรก ๆ ของคนรุ่นใหม่จำนวนมาก จนทำให้ในบางปีเกิดปรากฏการณ์ “เว็บไซต์สมัครสอบล่ม” ก็เคยมีมาแล้วเช่นกัน แต่อะไรที่ทำให้อาชีพที่เคยถูกมองเป็นอาชีพที่ ดูเชย-ไม่ทันสมัย กลายเป็น “อาชีพเป้าหมาย” ของคนรุ่นใหม่ขึ้นมา ซึ่งเรื่องนี้ นักวิชาการท่านนี้วิเคราะห์ว่า… เกิดจาก “มุมมองที่เปลี่ยนไป” ต่ออาชีพข้าราชการในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และจาก “ความต้องการความมั่นคงในชีวิต” ที่เป็นแรงผลักดันที่สำคัญทำให้คนรุ่นใหม่ดิ้นรนแข่งขันให้ได้เข้าสู่เส้นทางของอาชีพข้าราชการ ซึ่งเป็นทัศนคติที่ต่างจากในอดีต ที่รุ่นพ่อแม่หรือรุ่นปู่ย่าตายายที่มองอาชีพข้าราชการเป็น “อาชีพเจ้าคนนายคน”
“ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะค่านิยมแบบเดิม ๆ เหมือนในอดีตที่คนรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายายอยากจะเห็นลูกหลานเติบโตไปเป็นเจ้าคนนายคน มีหน้ามีตาในสังคม หรือมีอำนาจวาสนา แต่แรงขับเคลื่อนของปรากฏการณ์ยุคนี้ กลับมีรากฐานจากความต้องการความมั่นคงในชีวิตของคนรุ่นใหม่” …นักวิชาการคนเดิม ระบุเรื่องนี้
ก่อนจะวิเคราะห์เรื่องนี้ต่อไปอีกว่า… ปัจจุบันกลุ่มคนรุ่นใหม่มองอาชีพ ข้าราชการเป็นอาชีพที่มีความมั่นคงปลอดภัย สูงมากกว่าอาชีพอื่น ๆ โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากยอมทิ้งความฝันเดิม ๆ แล้วแห่กันมาสมัครสอบบรรจุเป็นข้าราชการ โดยนักวิชาการคนเดิมยังชี้ให้เห็นภาพกว้างขึ้นอีกว่า… ยิ่งสภาพแวดล้อมในปัจจุบันเป็นสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยความผันผวน มีความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว และมีปัจจัยลบรายล้อมรอบด้านมากมาย กรณีดังกล่าวนี้ย่อมส่งผลกระทบทำให้ “วิธีคิดในการเลือกอาชีพ” ของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปจากเดิม โดย รศ.ดร.ภูษิต ได้ขยายความประเด็นนี้ไว้เพิ่มเติมว่า… หากวิเคราะห์ถึง “สาเหตุสำคัญ” ที่ผลักดันให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจการทำงานในระบบราชการเพิ่มมากขึ้นนั้น ก็พอที่จะจำแนกออกเป็นหัวข้อต่าง ๆ ได้ ดังนี้…

ปัจจัยแรกคือเรื่องของ “ความมั่นคงในยุคความไม่แน่นอนสูง” โดยคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันมองว่า… สังคมไทยและเศรษฐกิจในตอนนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในทุกมิติ ทั้งยังมีปัจจัยเชิงลบรายล้อมรอบตัวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของค่าครองชีพที่ปรับตัวพุ่งสูงขึ้น ซึ่งสวนทางกับรายได้หรือเงินเดือนขั้นต่ำที่ยังคงย่ำอยู่กับที่ ประกอบกับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่รุมเร้า โดยสิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นปัจจัยทำให้คนรุ่นใหม่เปลี่ยนมุมมองของตนเองที่มีต่อระบบราชการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วน
ปัจจัยที่สองคือ “การเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์” หรือ “เทคโนโลยี AI” ที่เข้ามาดิสรัปต์และสร้างแรงกระเพื่อมรุนแรงในตลาดแรงงาน รวมถึงระบบการทำงานแบบดั้งเดิม ทำให้คนรุ่นใหม่เริ่มมองว่า… การทำงานในภาคเอกชนที่เคยดูเท่ ดูมั่นคง และให้ผลตอบแทนที่สูงในอดีตนั้น วันนี้กลับเต็มไปด้วยความเสี่ยงในการถูกเลิกจ้าง หรือถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยีตลอดเวลา โดยตัวกระตุ้นสำคัญคือ ข่าวการปลดพนักงานของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีให้เห็นบ่อย ๆ ซึ่งยิ่งตอกย้ำความกลัวนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นทำให้คนรุ่นใหม่เปลี่ยนมุมมองต่ออาชีพข้าราชการ โดยมอง “อาชีพนี้คือเซฟโซนที่แท้จริง”
ปัจจัยที่สามคือ “ระบบสวัสดิการข้าราชการ” ที่เป็นสิทธิประโยชน์ระยะยาวที่จับต้องได้จริง เช่น เงินบำนาญหลังเกษียณ ซึ่งเป็นหลักประกันที่มั่นคงในยามชรา หรือแม้สิทธิ์เบิกค่ารักษาพยาบาลพ่อแม่ ที่หาไม่ได้จากงานเอกชนในปัจจุบัน
ปัจจัยที่สี่คือ “นิยามความสำเร็จที่เปลี่ยนไป” ของคนรุ่นใหม่ในยุคแห่งความผันผวน ที่คนรุ่นใหม่ยุคนี้มองว่า…การประสบความสำเร็จคือการมีพื้นที่ที่ปลอดภัยและมั่นคง เพราะคนรุ่นใหม่ไม่อยากเผชิญความผันผวนและการคาดเดาอนาคตไม่ได้ ทำให้งานข้าราชการได้กลายเป็น “คำตอบสุดท้าย” ของคนรุ่นใหม่จำนวนมาก…
ปัจจัยที่ห้า คือการที่อาชีพข้าราชการ “มีเวิร์กไลฟ์บาลานซ์ที่ดีกว่า” เนื่องจากมีเวลาเข้า-ออกงานที่ชัดเจนกว่าเมื่อเทียบกับการทำงานบริษัทเอกชน ทำให้คนรุ่นใหม่อยากจะทำงานราชการเพิ่มขึ้น เพราะนอกจากมีเวลาทำงานชัดเจนแล้ว ยังสามารถใช้นอกเวลางานไปหารายได้ทำอาชีพเสริม เช่น เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ไปขายสินค้าออนไลน์ หรือการรับงานฟรีแลนซ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็น “ข้อดี” ที่คนรุ่นใหม่มีมุมมองต่ออาชีพนี้ และสุดท้าย ปัจจัยที่หกคือการ “มีแรงกดดันในชีวิตที่น้อยกว่า” เมื่อเทียบกับการทำงานในบริษัทเอกชน ที่ต้องวิ่งไล่ตามเป้าหมาย ยอดขาย และผลกำไรตลอดเวลา รวมถึงไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงการถูกเลิกจ้างกะทันหันอีกด้วย… และนี่เป็นปัจจัยหลัก ๆ ที่ดึงดูดให้คนรุ่นใหม่ยุคนี้สนใจงานในอาชีพข้าราชการ โดย รศ.ดร.ภูษิต ได้ทิ้งท้ายถึงปรากฏการณ์นี้ว่า… เรื่องนี้ยังสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกผู้คนตอนนี้ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ในเวลานี้ที่กำลังอยู่ในสภาวะเปราะบางอย่างยิ่ง ภายใต้สังคมที่เต็มไปด้วยความผันผวน ความไม่แน่นอนในชีวิต จนทำให้ “ความมั่นคง” แบบ “อาชีพข้าราชการ” กลายเป็น “อาชีพที่ซัคเซสชีวิตคนรุ่นใหม่” จำนวนมาก…
จนถึงขั้นทำให้… “ต้องดิ้นรน–ต้องทำทุกทาง”
แม้แต่การเลือกวิธีการผิด ๆ วิธีการสุ่มเสี่ยง
ดูได้จากปรากฏการณ์โกงสอบมโหฬารนี้ก็ได้.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



