ทั้งนี้ ในยุคที่หลายสิ่งคาดเดาได้ยากขึ้นเช่นนี้ การรับฟังแนวคิดเชิงบวกก็น่าจะเป็นหนึ่งในแนวทางช่วยให้ “รับมือโลกยุคผันผวน” ได้ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะการ “วางเข็มทิศชีวิต” ให้บุตรหลาน หรือแม้แต่ครูอาจารย์ในปัจจุบัน โดยเรื่องนี้มี “แง่คิดดี ๆ” จากทาง รศ.ยืน ภู่วรวรรณ นักวิจัยไทยที่อุทิศตนให้การวิจัยด้านการประมวลภาษาธรรมชาติด้วยคอมพิวเตอร์มายาวนาน

ได้ให้ “ข้อคิด” ถึงพ่อแม่และคุณครูยุคดิจิทัล

เกี่ยวกับการ “ออกแบบอนาคตของเด็กไทย”

ส่วนจะน่าสนใจเช่นไรต้องมาพิจารณากัน

รศ.ยืน ภู่วรวรรณ

เกี่ยวกับ “ข้อคิด” ดังกล่าว ทาง รศ.ยืน ภู่วรวรรณ อดีตอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญปัญญาประดิษฐ์ และการประมวลผลภาษาธรรมชาติด้วยคอมพิวเตอร์ ได้โพสต์ลงใน เฟซบุ๊ก “ยืน ภู่วรวรรณ” เพื่อให้แง่คิดฝากไปถึงพ่อแม่ และคุณครูไว้น่าสนใจ โดยได้กล่าวเรื่องนี้ไว้ในโพสต์ดังกล่าวว่า… สิ่งที่ต้องการสื่อสารถึงคุณพ่อคุณแม่ทุก ๆ ท่านก็คือ วันนี้เรากำลังใช้ไม้บรรทัดของอดีตไปวัดอนาคตของลูกอยู่หรือเปล่า? ซึ่งในฐานะที่

ทำงานด้านการศึกษามานานจนถึงปัจจุบัน และได้คลุกคลีกับเด็ก ๆ ยุคนี้อยู่ตลอด ผ่านกิจกรรมการจัดค่ายเยาวชนสมองแก้วตั้งแต่ยุคคอมพิวเตอร์แปดบิต ด้วยภาษาโลโกครั้งแรกปี 2526 และจัดกิจกรรมเด็กตลอดมา ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาถึงมหาวิทยาลัย ทำให้ได้มีโอกาสสังเกตเห็นบางเรื่องที่น่าสนใจจากการได้พูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่ที่มารับส่งลูก ๆ เข้าร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้น…

ทำให้ได้รับฟังทัศนะจากบรรดาผู้ปกครอง

ในเรื่อง “ความสุขความสำเร็จ” ของเด็ก ๆ

และจากประเด็นที่ได้พูดคุยกับพ่อแม่เรื่องนี้ รศ.ยืน ยอมรับว่า… เข้าใจดีในสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนปรารถนาในเรื่องนี้ เพราะคงไม่มีพ่อแม่คนใดที่ไม่อยากเห็นความสำเร็จและความสุขของลูก ๆ อย่างไรก็ตาม แต่สิ่งที่อยากจะสะท้อนต่อก็คือ “ภาพความสำเร็จของพ่อแม่” ที่เติบโตมาในยุค 20-30 ปีก่อนมักหนีไม่พ้นคำว่า… ตั้งใจเรียนสอบให้ได้คะแนนดี ๆเข้าคณะดัง ๆ มหาวิทยาลัยเด่น ๆ” เพื่อที่ลูก ๆ “จะได้มีงานทำที่มั่นคง” ซึ่งเป็นภาพจำของพ่อแม่ที่เติบโตขึ้นมาในยุคดังกล่าว อย่างไรก็ตาม แต่วันนี้ในยุคที่เอไอทำงานได้หลายอย่างให้กับมนุษย์เราได้อย่างน่าทึ่ง จึงอยากชวนคุณพ่อคุณแม่ทุก ๆ คนหันมามองความจริงที่น่าตกใจร่วมกันว่า… สูตรสำเร็จที่เคยใช้ได้ผลในอดีต” หากแต่สูตรนี้ “กำลังจะหมดอายุในยุคของลูก ๆ” ของพวกเรา

รศ.ยืน ภู่วรวรรณ ได้ขยายความเรื่องนี้ไว้ในโพสต์เพิ่มเติมว่า… ในวันที่ AI เขียนโค้ดแทนโปรแกรมเมอร์ หรือวาดภาพแทนดีไซเนอร์ หรือวิเคราะห์ข้อมูลได้แม่นยำกว่ามนุษย์ในเวลาไม่กี่วินาที ดังนั้นสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนต้องตระหนักมีหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้ คือ…

หนึ่ง คะแนนสอบสูง ไม่การันตีจะไม่ตกงานโดยในอดีต เด็กที่เรียนเก่งคือเด็กที่ความจำดี มีวินัย ทำตามคำสั่งได้แม่นยำ ซึ่งตรงกับที่องค์กรยุคก่อนต้องการ แต่ในอนาคตนั้น ทักษะการจำและการทำตามสั่งเหล่านั้น เทคโนโลยี AI สามารถทำได้ดีกว่ามนุษย์นับแสนเท่า ดังนั้น เด็กที่เรียนเก่งแบบท่องจำเพื่อไปสอบอย่างเดียว ในวันที่เด็กกลุ่มนี้เรียนจบนั้น คะแนนสอบที่เคยสูงลิ่วอาจจะแทบไม่มีมูลค่าเลยในตลาดแรงงานยุคใหม่

สอง “อาชีพที่เคยคิดว่ามั่นคงที่สุดกำลังน่าเป็นห่วงที่สุด” โดยภาพจำในอดีตพ่อแม่อยากอยากให้ลูกเรียนหมอ เรียนวิศวะ หรือคณะท็อป ๆ เพราะมองเรื่องความมั่นคง แต่ในอนาคตอาชีพที่ใช้กระบวนการคิดแบบแผนเดิม ๆ (Routine & Logic) กำลังเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ถูก AI เข้ามาดิสรัปต์ ดังนั้นภายใต้โลกยุคใหม่ต่อจากนี้ ความมั่นคงที่แท้จริงของลูกในอนาคต จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ใบปริญญาจากคณะดัง แต่ขึ้นอยู่กับ “ความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่และปรับตัวหรือAdaptability” มากกว่า

สุดท้ายคือ สาม “เลิกสร้างลูกให้เป็นผู้บริโภคเทคโนโลยี” แต่ต้องสร้างให้เป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม โดยเปลี่ยนให้ลูก ๆ ใช้เทคโนโลยีเพื่อลงมือสร้าง เช่น ปล่อยให้ทำโครงงาน หรือได้ลองเขียนโค้ดสร้างเกมเอง หรือให้ลูกได้ลองสร้างนวัตกรรมเล็กๆ หรือหัดใช้ AI มาช่วยคิดแก้ปัญหา จะทำให้เด็กกลุ่มนี้จะกลายเป็นนายของเทคโนโลยี ไม่ใช่แรงงานที่รอวันถูกแทนที่…

นี่เป็น “ข้อคิด” ที่ฝากไปถึงพ่อแม่ยุคดิจิทัล

เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกใช้รับมือโลกใหม่

นอกจากจะให้แง่คิดถึงพ่อแม่ในการเลี้ยงดูลูก ๆ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือยุคโลกผันผวนแล้ว รศ.ยืน ยังให้ “ข้อคิด” ถึง “คุณครูยุค AI” ว่า… ในยุคที่ AI เขียนโค้ดแทนโปรแกรมเมอร์ได้ไม่กี่วินาที ในฐานะ ครูอาจต้องตั้งคำถามว่า… วันนี้เรากำลังสอนเด็กเพื่อไปตกงานในอนาคตหรือไม่? ซึ่งจากการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับเรื่องของโค้ดดิ้ง เอไอ และไมโครคอนโทรลเลอร์ จนเห็นสิ่งที่ชัดเจนที่สุดเรื่องหนึ่งคือ เด็กยุคนี้เรียนรู้ได้เร็ว” และ “พร้อมสร้างสรรค์สิ่งใหม่ตลอดเวลา” ถ้าหากเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ…

ได้มีพื้นที่เพื่อทำการทดลองอย่างสร้างสรรค์

ก็จะยิ่งส่งเสริมให้เด็กเกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ระบบการศึกษาที่ขยับตามโลกไม่ทัน” ซึ่งนำมาสู่คำถามสำคัญ นั่นก็คือ ในเมื่อ AI เก่งขึ้นทุกวัน และทำแทนมนุษย์ได้แทบทุกอย่างนั้น กรณีนี้แล้ว จุดคานงัด ที่จะช่วยให้เด็กไทยสามารถรอดพ้นจากการตกงานในอนาคตควรอยู่ตรงไหน? ซึ่งคำตอบสั้น ๆ คือ “ครู” โดย รศ.ยืน แนะนำว่า… ถ้าอยากให้เด็กเปลี่ยน ครูต้องปรับก่อน โดยจะต้องปรับเปลี่ยนใน 3 เรื่องสำคัญ ดังต่อไปนี้…

1.เลิกสอนแบบไซโล หรือ เลิกสอนแบบวิชาใครวิชามัน เนื่องจากโลกความเป็นจริงไม่มีปัญหาวิชาคณิตศาสตร์ หรือปัญหาวิชาภาษาไทยแยกกัน แต่ทุกอย่างผูกรวมกัน ทำให้การสอนยุคใหม่ต้องบูรณาการ โดยโค้ดดิ้ง หรือ AI จะไม่ใช่วิชาเฉพาะของครูคอมพิวเตอร์อีกต่อไป แต่นี่คือเครื่องมือที่ครูทุกวิชาที่ต้องนำไปใช้ 2.ครูรุ่นเก่าต้องรีบอัปสกิลตัวเอง ในยุคเทคโนโลยีนี้ ครูรุ่นเก่าอาจกังวลกลัวจะสู้เด็กยุคใหม่ไม่ได้ ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนความกลัวเป็นความสนุก และ 3.เปลี่ยนบทบาทจากผู้ป้อนความรู้เป็น Learning Facilitator เพราะต่อจากนี้จะหมดยุคที่ครูจะมายืนบรรยายหน้าห้องให้เด็กท่องจำเพื่อไปสอบแล้ว เพราะความรู้เหล่านั้น AI หาให้เด็กได้ใน 5 วินาที ทำให้บทบาทครูยุค AIต้องเปลี่ยนเป็นการ Coach ให้ชวนเด็กคิด ตั้งคำถามปลายเปิด และสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กได้ลงมือทำจริง… เหล่านี้เป็น “ข้อคิดที่น่าสนใจ” ที่ทาง รศ.ยืน ภู่วรวรรณ ระบุไว้ในเฟซบุ๊ก…

ฝากไปถึง “พ่อแม่คุณครู” ได้นำไปปรับใช้

สำหรับ “ออกแบบอนาคตใหม่ให้กับลูก ๆ”

รวมถึงใช้เป็นแนวทางรับมือยุคโลกผันผวน

ที่ผลดีทั้งหมดนี้จะตกอยู่กับประเทศไทย.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์