ทั้งนี้ จากตอนที่แล้วที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ได้สะท้อนต่อมุมมองของนักวิชาการและคนทำงานด้านความหลากหลายทางเพศ โดยโฟกัสที่กลุ่มคนซึ่งถูกเรียกว่า… “กะเทย” ที่ปัจจุบันดูเหมือนสังคมจะให้การยอมรับคนกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น หากแต่ในความเป็นจริง “เส้นทางชีวิต” ของคนกลุ่มนี้ก็ยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดันต่าง ๆ จากสังคมและครอบครัวที่มาพร้อมกับ “เงื่อนไข” มากมาย…
ที่ “กะเทย” ส่วนใหญ่ต้องพิสูจน์ตัวเองซ้ำ ๆ
เพื่อให้คนรอบข้าง รวมถึงครอบครัวยอมรับ
สะท้อนถึงอคติที่ซ่อนตัวอยู่อย่างแนบเนียน

ณชเล บุญญาภิสมภาร
สำหรับเรื่องนี้ ณชเล บุญญาภิสมภาร ประธานกรรมการมูลนิธิซิสเตอร์ และรองประธานมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ว่า จุดเริ่มต้นของแรงกดดันมักอยู่ใกล้ตัวที่สุดคือ “ครอบครัว” หลายบ้านอาจเริ่มจากความไม่เข้าใจ มองว่า ลูกเป็นกะเทยคือความผิดปกติ ความน่าอับอาย หรือเป็นเรื่องป่วยไข้ แม้ต่อมาจะเปิดใจยอมรับ…
แต่การ “ยอมรับ” ก็ยังคงมี “เงื่อนไขแฝงอยู่”
ที่ “เยาวชนข้ามเพศ” จำเป็นจะต้องทำให้ได้
“บางครอบครัวอาจยอมรับความเป็นกะเทยของลูก แต่ก็มาพร้อมเงื่อนไข เช่น ต้องเรียนเก่ง ต้องประสบความสำเร็จ ต้องไม่ทำให้ที่บ้านถูกตั้งคำถามจากญาติหรือคนรอบข้าง ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้ทำให้เยาวชนข้ามเพศจำนวนไม่น้อยต้องเติบโตพร้อมภาระที่หนักเกินวัย” ณชเล สะท้อนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกับ “ชีวิตกะเทย”
และภาระดังกล่าวนี้ ทำให้หลายคนไม่ได้เพียงค้นหาตัวตนของตนเอง แต่ยังต้องเรียนรู้ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ตนเป็น “ปัญหาของบ้าน” ไปพร้อมกันด้วย ซึ่งบางคนจึงพยายามเป็นลูกที่เก่งกว่า เรียบร้อยกว่า หรือกตัญญูกว่าพี่น้องคนอื่น เพื่อแลกกับพื้นที่เล็ก ๆ ในบ้าน ทั้งที่ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยตั้งแต่แรก และสิ่งที่ดูเหมือนแรงผลักดันสู่ความสำเร็จเช่นนี้ จึงอาจเป็นแรงกดทับมหาศาลที่ทำให้เด็กคนหนึ่งลืมถามตัวเองว่า… แท้จริงแล้วชีวิตต้องการอะไร? เพราะต้องคอยแต่พิสูจน์ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เพื่อไม่ให้ถูกปฏิเสธต่อเพศสภาพที่ตัวเองเป็น
โดยจะต้องทำตามมาตรฐานที่ถูกกำหนดเอาไว้

และจากแรงกดดันที่เกิดขึ้นนี้ กรณีนี้สามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตได้ โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก จากการที่เด็กต้องซ่อนตัวตน หรือต้องเงียบต่อคำล้อเลียน รวมถึงต้องพยายามยอมรับความไม่เข้าใจของคนใกล้ชิด ซึ่งกว่าที่บางครอบครัวจะยอมรับ ลูกหลานก็จะต้องพิสูจน์ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้ได้การยอมรับ ทำให้ “เวลาเป็นต้นทุนใหญ่ของกะเทย” หรือที่คนข้ามเพศต้องจ่าย เพียงเพื่อให้ได้รับการยอมรับในฐานะมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น…
“ปัจจุบันมีปัจจัยภายนอกช่วยให้หลายครอบครัวเริ่มเข้าใจมากขึ้น ทั้งสื่อที่นำเสนอภาพคนข้ามเพศหลากหลายมิติ โรงเรียนที่พูดถึงสิทธิทางเพศมากขึ้น และพื้นที่การเมืองที่ผลักดันนโยบายความเท่าเทียม สิ่งเหล่านี้ทำให้บทสนทนาในบ้านหลายหลังเปิดกว้างขึ้น” …ณชเล พูดถึงความเปลี่ยนแปลงระยะหลัง ๆ เมื่อสังคมเริ่มเปิดใจมากขึ้น
ที่ในอนาคตหลายคนหวังว่า…จะทลายอคติที่มี
ทำให้เกิดการยอมรับคนกลุ่มนี้แบบไม่มีเงื่อนไข
อย่างไรก็ดี ปัญหาเช่นนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในบ้าน เพราะเมื่อกะเทยหรือคนข้ามเพศเติบโตสู่โรงเรียน มหาวิทยาลัย และตลาดแรงงาน ก็ยังเผชิญกับ “อคติที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น” จากพื้นที่เหล่านี้ต่อไป โดยณชเลชี้ว่า… การกีดกันทางอาชีพยังมีอยู่จริง โดยบางคนเคยถูกปฏิเสธจากการเรียน หรือการทำงานเพียงเพราะอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ ในขณะที่ “มายาคติทางอาชีพ” ที่เกิดขึ้นนั้น ยังผลักให้กะเทยถูกจำกัดอยู่ในงานบางประเภท ทั้ง ๆ ที่หลายคนมีศักยภาพเป็นแพทย์ นักกฎหมาย นักวิชาการ ผู้บริหาร ข้าราชการ หรือนักการเมืองได้ไม่ต่างจากเพศอื่น ๆ… เป็นสถานการณ์ชีวิตของกะเทยที่ถูกระบุไว้
“แม้จะเข้าไปเรียนหรือทำงานได้ แต่กะเทยก็ยังต้องทำงานหนักกว่าคนอื่น เพื่อพิสูจน์ว่าอัตลักษณ์ทางเพศไม่ใช่อุปสรรคต่อประสิทธิภาพ ต้องอดทนต่อคำพูดแฝงอคติ ถูกจับตามองมากกว่า และใช้เวลานานกว่าจะได้รับความไว้วางใจหรือเลื่อนตำแหน่ง” ผศ.รณภูมิ สามัคคีคารมย์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและสื่อสารองค์กร คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉายภาพไว้

ผศ.รณภูมิ สามัคคีคารมย์
ผศ.รณภูมิ ยังกล่าวอีกว่า… อคติที่เกิดขึ้นยังสะท้อนผ่านพื้นที่สาธารณะและการเมือง เมื่อคนข้ามเพศหรือกะเทยก้าวขึ้นมาทำงานเชิงนโยบายก็จะมีสื่อและผู้วิจารณ์บางส่วนเลือกขุดคุ้ยตัวตนทางเพศเพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือ แทนที่จะตรวจสอบผลงานหรือข้อเสนออย่างตรงไปตรงมา และแม้ไทยเดินหน้าสู่กฎหมายสมรสเท่าเทียม แต่ข้อจำกัดด้านการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ สิทธิการเจริญพันธุ์ สิทธิครอบครัว ก็ยังทำให้ความเท่าเทียมบนกระดาษไม่เท่ากับความเสมอภาคในชีวิตจริง ซึ่งความย้อนแย้งของสังคมไทยจึงอยู่ตรงนี้ เพราะถึงแม้ไทยอาจมีภาพลักษณ์เป็นประเทศที่เป็นมิตรต่อ LGBTQ+ แต่ในชีวิตประจำวัน กะเทยและคนข้ามเพศจำนวนมากยังต้องเผชิญกับคำถามเดิม ๆ ตั้งแต่ที่บ้าน ที่ทำงาน เอกสารราชการ สถานพยาบาล ไปจนถึงการสร้างครอบครัว…เป็นสถานการณ์ของคนข้ามเพศที่ถูกระบุไว้โดยนักวิชาการธรรมศาสตร์
“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนข้ามเพศต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมมากขึ้น แต่อยู่ที่ระบบจำนวนมากยังถูกออกแบบโดยไม่เห็นคนกลุ่มนี้ตั้งแต่แรก ทำให้คนข้ามเพศต้องใช้ชีวิตด้วยต้นทุนสูงกว่าคนทั่วไป จนดูเหมือนเรื่องปกติ!!”
ส่วนแนวทางการแก้ปัญหาเรื่องนี้ ผศ.รณภูมิ แนะนำว่า… ไม่ควรหยุดอยู่ที่การบอกให้ครอบครัวเปิดใจ หรือบอกให้คนข้ามเพศเข้มแข็ง เพราะครอบครัวควรเป็นพื้นที่ที่ลูกไม่ต้องต่อรองเพื่อให้ได้รับความรัก ส่วนโรงเรียนก็ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย ขณะที่สถานที่ทำงานก็ควรประเมินจากความสามารถ และรัฐเองก็ควรสร้างหลักประกันทางกฎหมายที่คุ้มครองศักดิ์ศรีทุกคน
“สำหรับประเด็นที่เป็นกระแสก่อนหน้านี้เกี่ยวกับข้อเสนอเชิงนโยบายและธรรมนูญสุขภาวะคนข้ามเพศ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะกลุ่ม แต่เป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน สุขภาวะ ความเป็นธรรมทางสังคม ที่ไม่ใช่สิทธิพิเศษอย่างใด แต่คือสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับโดยไม่ต้องพิสูจน์คุณค่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า” …นักวิชาการธรรมศาสตร์ย้ำประเด็นนี้ไว้
เพื่อชวนคนไทย–สังคมช่วยกันคิดหาคำตอบ
แม้วันนี้ไทยจะถูกยกย่องว่า…มีความก้าวหน้า
“สิทธิเท่าเทียม” ในความหลากหลายทางเพศ
แต่เอาเข้าจริงก็มีปัญหาที่ยังต้องปลดล็อกอยู่.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



