ฉากชีวิตของ “ล่ามหญิงไทย”คนนี้ ที่มีโอกาสได้ทำ “ภารกิจเกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกา”สำหรับในเชิงภาษานั้น ไม่เพียงแค่อังกฤษ-ไทย หรือไทย-อังกฤษ หากแต่ยังมีภาษาชาติอื่น ๆ ด้วย รวมถึงภาษาลาว และนี่ก็มีผลให้ล่ามหญิงไทยคนนี้มีโอกาสได้ทำภารกิจในฐานะล่ามอย่างหลากหลาย รวมถึงภารกิจระดับผู้นำประเทศ
ภารกิจมีทั้งในฐานะล่ามทางคดีในศาล
ไปจนถึงภารกิจล่ามเกี่ยวกับผู้นำสหรัฐ
ทั้งนี้ เบญจวรรณ ภูมิแสน ที่ปัจจุบันอายุ 59 ปี เกิดที่กรุงเทพฯ โดยพ่อแม่เป็นชาว จ.ยโสธร ที่เข้าทำงานในกรุงเทพฯ และภายหลังย้ายกลับภูมิลำเนา เบญจวรรณจึงเติบโตที่ยโสธร ซึ่งจากการที่พ่อนั้นเห็นความสำคัญและสันทัดภาษาอังกฤษจนเคยได้ทำงานบริษัทการบิน เบญจวรรณจึงสนใจภาษาต่างประเทศอย่างภาษาอังกฤษด้วย หากแต่ในแง่ “กรณีศึกษาชีวิตคนเป็นล่าม”คนนี้ ก็มิใช่เป็นได้เพียงเพราะพ่อเก่งภาษาและตนเองสนใจภาษาต่างประเทศด้วย ก็ต้องขวนขวายศึกษาจริงจัง

ปูมชีวิตการเป็น “ล่ามหญิงไทยที่มีโอกาสได้ทำภารกิจเกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกา” คนนี้ เริ่มจากให้ความสนใจ ภาษาอังกฤษ เป็นพิเศษ โดยได้ฝึกฝนภาษากับพ่อตั้งแต่เด็ก ๆ และตอนเรียนระดับประถมฯ ต่อเนื่องถึงระดับมัธยมฯ ที่ได้เพิ่มเติมการเรียนภาษาฝรั่งเศส จากการเรียนสายศิลป์ ซึ่งผลการเรียนด้านภาษาโดดเด่นสะดุดตาครูอาจารย์ และสามารถสอบแข่งขันได้ที่ 1 ได้ทุนนักเรียนแลกเปลี่ยน AFS โดยเลือกที่จะมีโอกาสไปเพิ่มความรู้ที่สหรัฐอเมริกา แต่พ่อไม่ให้ไปเพราะเป็นห่วง ประกอบกับความไม่พร้อมเรื่องทุนสมทบที่ต้องออกเองส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เบญจวรรณก็เข้าสอบอีกในปีต่อมา และได้ที่ 1 อีก แต่จากการสละสิทธิ์สหรัฐอเมริกาเมื่อปีก่อนหน้า ครั้งนี้จึงถูกจัดเป็นแค่ตัวสำรองไปประเทศญี่ปุ่น แล้วก็มีคนสละสิทธิ์ ซึ่งจากการที่ใช้ทุนสมทบน้อยกว่าไปสหรัฐอเมริกา เบญจวรรณก็จึงได้เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนไป ญี่ปุ่น โดยที่…
ถือว่าเป็นจุดเริ่มที่นำสู่ “ฉากชีวิตล่าม”
ทาง เบญจวรรณ เล่าไว้อีกว่า… ตอนที่ไปญี่ปุ่นมีนักเรียนไทยที่ไปด้วยกันรวมทั้งหมด 5 คน โดยหนึ่งในเพื่อนที่ไปด้วยกันนั้นก็คือศิลปินชื่อดัง คือ จอห์น นูโว ไปอยู่โตเกียวด้วยกัน ช่วงที่มีการอบรมให้กับนักเรียนจากต่างประเทศ ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปอยู่กับ Host Family ซึ่งที่ญี่ปุ่นทำให้ได้เรียนรู้อะไรดี ๆ หลายอย่างจากการสอนของคนญี่ปุ่น เช่น การมีวินัย การตรงต่อเวลา การทำงานแบบร่วมกันเป็นทีม เรื่องเกี่ยวกับความสะอาด เรื่องความมัธยัสถ์ การประหยัดทรัพยากร รวมถึงการที่จะต้องรู้จักตอบแทนบุญคุณผู้มีพระคุณ และที่ได้เรียนรู้ด้วยแน่ ๆ คือ ภาษาญี่ปุ่น รวมถึงได้พัฒนาภาษาอังกฤษเพิ่มด้วย
สำหรับการเรียนระดับปริญญาตรีที่ประเทศไทย หลังได้ไปอยู่ญี่ปุ่นราว 1 ปี… จากการที่เบญจวรรณนั้นเป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนดี ทำคะแนนได้สูง ก็ส่งผลดีทำให้ได้โควต้าเข้าเรียนโดยไม่ต้องสอบ Entrance ที่ มข. หรือมหาวิทยาลัยขอนแก่น คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เอกวิชาภาษาอังกฤษ ต่อมาก็ได้เป็นประธานชมรมภาษาอังกฤษ ซึ่งเมื่อมีแขกต่างประเทศมาก็อาสาเป็นตัวแทนพาไปทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยมีทั้งชาวต่างประเทศที่พูดภาษาอังกฤษ ชาวญี่ปุ่น และหลังเรียนจบด้วยดีกรีเกียรตินิยมอันดับ 1 ราว 2 ปี เบญจวรรณก็ได้ทุนของทางรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งเมื่อเรียนภาษาญี่ปุ่นเพิ่มเติมจนพร้อมแล้วก็ไปสอบด้วยภาษาญี่ปุ่น สอบผ่านได้เข้าเรียนปริญญาโทสังคมวิทยาที่อยู่ในคณะอักษรศาสตร์ของญี่ปุ่น แล้วก็ได้เริ่ม “ฉากชีวิตล่าม” ที่ญี่ปุ่น โดยเป็นล่ามให้ ตม. ญี่ปุ่น ในยุคที่มีคนไทยลักลอบไปทำงานต่าง ๆ ที่ญี่ปุ่นกันมาก แล้วคนไทยเหล่านี้ก็ถูกจับกุม
และจากญี่ปุ่น จากที่เคยมีฝันจะไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา และก็ตั้งใจจะไปเรียนต่อปริญญาเอก โดยสมัครทุน Fulbright สอบข้อเขียนผ่านแล้ว แต่เอาเข้าจริงก็ได้ไปสหรัฐอเมริกาโดยไม่ใช่เพราะได้ทุน แต่เพราะแต่งงานกับสามีชาวอเมริกัน ซึ่งต่อมาฉากชีวิต“ล่ามหญิงไทยที่ทำภารกิจเกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกา” ก็เริ่มขึ้น และเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ จากการสมัครเป็น “ล่ามศาล–ล่ามทางกฎหมาย” หลังสอบขึ้นทะเบียนกับทางศาลรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยเป็นล่ามคนไทยคนแรกที่สอบ ซึ่งถูกให้สอบเป็นทั้งล่ามภาษาไทย และล่าม ภาษาลาว โดยใช้ภาษาอีสานเป็นพื้น ก่อนไปเรียนเพิ่มที่เวียงจันทน์ในภายหลัง

นอกจากภาษายังเรียนรู้เกี่ยวกับกฎหมาย เพราะล่ามสายนี้ก็ต้องรู้กระบวนการกฎหมาย คำศัพท์ บุคลากรที่เกี่ยวข้อง โดย ได้ทำภารกิจล่ามทั้งคดีอาญา คดีแพ่ง คดีครอบครัว คดีเยาวชน จนมีประสบการณ์แทบทุกสาขาวิชากฎหมาย และนอกจากนี้ก็ยังสอบเป็น “ล่ามทางการแพทย์”ทำภารกิจล่ามที่โรงพยาบาล ช่วยคนที่มีปัญหาด้านภาษาในการติดต่อสื่อสารกับแพทย์ เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง …ซึ่งการทำภารกิจล่ามนั้นก็รวมถึงการ ได้ช่วยคนไทย ที่สหรัฐอเมริกา
ไม่เพียงเป็นล่ามกฎหมาย และล่ามการแพทย์ เบญจวรรณ ยังมีโอกาส ได้ทำภารกิจล่ามที่สำคัญ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ด้วย โดยเคยเป็นล่ามเฉพาะกิจให้ กระทรวงการต่างประเทศ และ กระทรวงกลาโหม ที่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็น กระทรวงสงคราม และจากการเป็นล่ามภาษาลาวด้วย ก็เคย ได้ทำภารกิจล่ามเมื่อครั้งประธานาธิบดี บารัค โอบามา เยือนลาว และ กับประธานาธิบดี โจ ไบเดน ก็เคยได้ทำภารกิจล่ามให้ ตั้งแต่สมัยยังเป็นรองประธานาธิบดี
นอกจากนี้ก็ยังเคย ได้ทำภารกิจล่ามเมื่อครั้งประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าร่วมเวทีประชุมของอาเซียนที่มาเลเซีย เมื่อปีที่แล้วแล้วก็ต่อเนื่องด้วยการ ได้ไปทำภารกิจล่ามเวทีประชุม APEC ให้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เกาหลีใต้ ในปีเดียวกัน โดยเบญจวรรณบอกไว้ว่าเป็นครั้งแรกที่ได้แปลจากภาษาไทยให้กับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
อย่างไรก็ตาม ที่ล่ามหญิงไทยที่ทำภารกิจเกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกาคนนี้ก็เผยไว้ด้วย โดยเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนไทยโดยตรง ก็น่าคิด เรื่องที่ว่านี้บางช่วงบางตอนมีว่า… “คนไทยที่อยู่ที่สหรัฐอเมริกาก็มีส่วนที่ลำบากมาก ๆ มีส่วนที่ตกทุกข์ได้ยากมาก ๆ โดยเฉพาะคนที่ยังไม่ได้ภาษา แล้วต้องสู้คดีความ หรือว่าต้องไปอยู่ในโรงพยาบาล คือไม่ได้ภาษาแล้วจะทำยังไง?” …ซึ่งนี่ก็สะท้อนทั้งความสำคัญวิชาชีพ “ล่าม” และความสำคัญการ “ได้ภาษา” ประเทศที่คนไทยจะไปอยู่
ทั้งนี้ “ฉากชีวิตล่ามหญิงไทยที่มีโอกาสทำภารกิจเกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกา” ดังที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” สะท้อนเรื่องราวมาข้างต้นโดยสังเขปนี้ แม้อาจจะดูเป็นเรื่องราวเฉพาะตัวบุคคล หากแต่ในอีกบริบทก็ สะท้อนความสำคัญและประโยชน์ของการสนใจศึกษาเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ รวมถึง มีแง่มุมในเชิงความจำเป็นที่ทางภาครัฐของไทย รัฐบาลไทย ควรต้องส่งเสริมคนไทยด้านภาษาต่างประเทศให้มากขึ้นอีก ดังที่ เบญจวรรณ ภูมิแสน ได้ระบุไว้ว่า…
“อยากให้รัฐบาลไทยมีการเน้นเรื่องการส่งเสริมคนไทยเกี่ยวกับการเรียนรู้ทางด้านภาษาต่างประเทศ อยากให้เน้นเรื่องการส่งเสริมการเตรียมตัวทางด้านนี้ด้วย… และก็อยากให้รัฐบาลไทยมีการให้ความสำคัญกับล่ามขึ้นมาอีกนิดหนึ่งซึ่งอาจจะมีการจัดตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่คัดกรองล่าม และอาจจะมี Hotline อะไรแบบนี้ได้ก็จะดี…
มีไว้ช่วยเหลือทั้งคนต่างชาติในไทย…
และช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



