ทั้งนี้ เหตุการณ์ “หลงป่า” ได้กลับมาเป็นกระแสที่คนไทยให้ความสนใจอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุนักเดินป่าเสียชีวิตหลังพลัดหลงกับคณะระหว่างการเดินสำรวจป่าธรรมชาติในพื้นที่ภาคใต้ โดยเหตุการณ์นี้ยิ่งสะท้อนว่า… แม้ธรรมชาติจะสวยงามและมีเสน่ห์ดึงดูดแค่ไหน ขณะเดียวกันก็มีอันตรายที่ซ่อนอยู่ ยิ่งปัจจุบัน “เทรนด์เดินป่าท่องเที่ยว” เป็นที่นิยม นี่ก็อาจทำให้โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าว…

มีโอกาสเกิดได้มากขึ้นและเกิดบ่อยขึ้น

จนทำให้ “หลักเอาตัวรอดเมื่อหลงป่า” นี้

เป็นความรู้ที่ควรศึกษา และน่ารู้ไว้ใช่ว่า

ทั้งนี้เกี่ยวกับ “วิธีเอาตัวรอดจากการหลงป่า” มีข้อมูลน่าสนใจที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” นำมาสะท้อนต่อ ณ ที่นี้ โดยเป็นข้อมูล “คำแนะนำ” ที่เผยแพร่ไว้ผ่าน เว็บไซต์ BackpackerGraphy : แบกกล้องท่องโลก ซึ่งได้มีการนำ “คู่มือการปฏิบัติตัวเมื่อหลงป่า” ของ หน่วยพิทักษ์ป่าสหรัฐอเมริกา (US Forest Service) มาแปลและเรียบเรียงไว้ให้คนทั่วไปได้ศึกษา และเพื่อใช้เป็น แนวทางปฏิบัติตัวเพื่อความปลอดภัยเมื่อหลงป่า ซึ่งเน้นที่ “S-T-O-P” โดยสังเขปนั้นมีดังนี้…

ตัวอักษรแรกคือ S-Stop หรือ “หยุด” เมื่อใดก็ตามที่เริ่มรู้สึกตัวว่า… เส้นทางเบื้องหน้าเริ่มไม่คุ้นเคย หรือพลัดหลงกับกลุ่มแล้วสิ่งแรกที่ต้องทำคือหยุดเดินทันทีและตั้งสติให้มั่นคง เพราะความตื่นตระหนกและการพยายามเดินต่อไปข้างหน้าด้วยความลนลาน มีแต่จะทำให้ถลำลึกเข้าไปในและห่างไกลจากจุดเดิมมากขึ้น อีกทั้งการหยุดอยู่กับที่จะลดการสูญเสียพลังงานโดยไม่จำเป็น ซึ่งการปักหลักอยู่กับที่ในจุดที่ปลอดภัยจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ค้นหาและเข้าถึงตัวคุณได้รวดเร็ว

ตัวอักษรต่อมาคือ T-Think หรือ “คิด” ให้ใช้เวลาในช่วงที่หยุดพัก ค่อย ๆ คิดทบทวนอย่างละเอียดถึงเส้นทางการเดินทางในช่วงเวลาที่ผ่านมา ลองนึกย้อนไปว่าคุณเดินผ่านจุดสังเกตสำคัญ ป้ายบอกทาง หรือทางแยก ครั้งล่าสุดเมื่อประมาณกี่นาทีหรือกี่ชั่วโมงที่ผ่านมาเพื่อประเมินระยะทาง โดยพยายามจดจำสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่เด่นชัด เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ และห้ามเคลื่อนที่อย่างไร้จุดหมายเด็ดขาด หรือตรวจสอบสิ่งของในกระเป๋าดูว่า… มีอาหาร น้ำดื่ม หรืออุปกรณ์ที่สามารถนำมาปรับใช้ในการดำรงชีพชั่วคราวระหว่างรอคอยทีมค้นหาและช่วยเหลือหรือไม่…เป็นคำแนะนำในข้อนี้

ตัวอักษรที่สามคือ O-Observe หรือ “สังเกต” ขั้นตอนนี้คือ การสำรวจสิ่งรอบตัวอย่างจริงจัง เช่น หากมีเข็มทิศหรืออุปกรณ์นำทาง ให้นำมาตรวจสอบทิศทางปัจจุบันเพื่อระบุพิกัดที่ชัดเจน แต่หากไม่มี ก็ให้ใช้การสังเกตธรรมชาติรอบตัวเป็นหลัก เช่น ทิศทางการขึ้นและตกของพระอาทิตย์เพื่อกำหนดทิศเหนือใต้ นอกจากนี้การสังเกตนี้ยังรวมไปถึงการประเมินความปลอดภัยของสถานที่ ควรดูว่าบริเวณที่คุณอยู่มีความเสี่ยงต่อภัยธรรมชาติหรือไม่ เช่น เป็นร่องน้ำทางผ่านของน้ำป่าไหลหลาก หรือเป็นพื้นที่เสี่ยงดินถล่ม รวมไปถึงการมองหาทำเลที่เหมาะสมในการจัดตั้งที่พักชั่วคราว ที่กำบังแดด ลม และฝนได้

ตัวอักษรสุดท้ายคือ P-Plan หรือ “วางแผน” ด้วยการนำข้อมูลทั้งหมดที่ได้จากการหยุด คิด และสังเกตมาประมวลผลเพื่อสร้างแผนการ และเลือกแนวทางที่เป็นไปได้และมีความปลอดภัยมากที่สุด แต่หากพิจารณาแล้วว่า…ไม่สามารถหาเส้นทางกลับได้อย่างมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ แผนที่ดีที่สุดคือปักหลักอยู่กับที่และมุ่งเน้นไปที่การส่งสัญญาณ เพื่อให้ทีมช่วยเหลือรับรู้ถึงตำแหน่ง ซึ่งวิธีการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือนี้ สามารถทำได้หลายรูปแบบตามสถานการณ์ อาทิ หากมีนกหวีดอยู่ให้เป่าเป็นระยะ หรือหากอยู่ในที่โล่ง อาจใช้ผ้าสีสดใสผูกไว้กับกิ่งไม้ในที่สูง… และนี่เป็นคำแนะนำที่ได้มีการให้แนวทางเอาไว้

ที่สามารถนำคำแนะนำไปใช้ “เพื่อตั้งหลัก”

กับหลัก “S-T-O-P” เมื่อรู้ตัวเองว่า “หลงป่า”

และนอกจากหลักวิธีและแนวปฏิบัติข้างต้นที่สามารถนำไปใช้ “ตั้งหลักเมื่อหลงป่า” แล้ว ยังมี “มุมสะท้อน” ของผู้สันทัดกรณีด้านการท่องเที่ยวรายหนึ่งที่เคยสะท้อนถึงเหตุ “หลงป่าในพื้นที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ” ไว้ ในช่วงหนึ่งที่ในไทยเคยเกิดเหตุการณ์นี้ติดต่อกัน โดยมีทั้งชาวไทยและคนต่างชาติ รวมถึงเคยมีไกด์ หรือแม้แต่คนใกล้ป่าที่เข้าป่าหาของป่าบ่อย ๆ ที่น่าจะสันทัดจัดเจนพื้นที่ป่า ก็ยังเกิดกรณีหลงป่าให้เห็นเช่นกัน โดยกรณีในส่วนของ นักท่องเที่ยวหลงป่า นั้น แหล่งข่าวผู้สันทัดกรณีด้านรายนี้เคยสะท้อนผ่าน “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ไว้ว่า…

เหตุหลงป่าส่วนใหญ่มักเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ที่มักไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวหลัก หรือมักจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวรอง ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวแบบนี้ เส้นทางมักจะไม่สะดวกสบาย หรือป้ายบอกทางมักไม่ได้มีมาก แต่ก็เป็นเป้าหมายของนักท่องเที่ยวที่นิยมท่องเที่ยวแบบสันโดษ หรือท่องเที่ยวแบบผจญภัย โดยอาจเข้าไปในพื้นที่แบบไม่ใช้ผู้นำทาง หรือไม่ใช้ไกด์ท้องถิ่น ใช้แค่อุปกรณ์นำทาง หรือจีพีเอส ซึ่งถ้าอุปกรณ์มีปัญหา และเกิดหลงทางแล้ว จะสื่อสารขอความช่วยเหลืออะไรไม่ได้เลย ทำให้กลุ่มนี้มีโอกาสจะหลงป่า ที่สำคัญถ้าหลงป่า จนต้องติดค้างในป่าเป็นเวลานานก็จะยิ่งไม่ดี เพราะยิ่งนานก็ยิ่งเสี่ยง” …เป็นการวิเคราะห์จากแหล่งข่าวผู้สันทัดกรณีเคยสะท้อนไว้

ที่เหตุการณ์ “หลงป่า” ยุคนี้ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

ยิ่งท่องเที่ยวเดินป่าบูมความเสี่ยงยิ่งมีเพิ่มขึ้น

นอกจากนั้นทางผู้สันทัดกรณีคนเดิมยังได้ให้ “คำแนะนำ” สำหรับ “ผู้ชอบป่าชอบท่องเที่ยวป่าแบบผจญภัย” ไว้ว่า… หากเดินทางไปท่องเที่ยวในสถานที่เที่ยวที่ไกลหูไกลตาผู้คน ที่ไม่ใช่เส้นทางท่องเที่ยวหลัก ควรต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่นั้น ๆ ให้รับทราบก่อน เพื่อจะได้มีข้อมูลเบื้องต้น เผื่อต้องให้ความช่วยเหลือกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ในขณะที่ “ผู้ดูแลพื้นที่”นั้น ควรให้ความสำคัญกับป้ายบอกทางป้ายข้อมูล เพื่อให้คำแนะนำและสื่อสารกับนักท่องเที่ยวเพื่อความปลอดภัย และนอกจากนี้ ยังมีคำแนะนำเพิ่มเติมที่น่าสนใจอีกว่า…

เมื่อ “หลงป่า” ให้ หยุดพักเป็นช่วง ๆ ระหว่างเดิน อย่าฝืนเดินจนหมดแรงและถ้าหากมีอาหารกินก็ให้เริ่มเดินต่อหลังหยุดพักกินไป 30 นาที เพื่อป้องกันไม่ให้จุกเสียด หรือถ้ามีน้ำดื่มก็ดื่มน้ำให้เพียงพอ และอย่าให้เกิดอาการขาดน้ำ ซึ่งวิธีสังเกตนั้นดูได้จากปากแห้ง ไม่ปัสสาวะหรือปัสสาวะมีสีเข้ม ผิวแห้งตัวเย็น ปวดหัว เป็นตะคริว และที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ควรหยุดเพื่อแก้ปัญหาเล็กน้อยระหว่างทาง อย่าปล่อยจนเป็นปัญหาใหญ่ เช่น เชือกรองเท้าหลุด ถ้าหากเดินต่อก็อาจสะดุดล้มจนบาดเจ็บได้ หรือถ้าร้อนจัด ก็ควรหาร่มไม้เพื่อนั่งพัก รอจนอากาศเย็นลงจึงค่อยเริ่มเดินต่อ …เป็นข้อมูลโดยสังเขปเกี่ยวกับ “หลักเอาชีวิตรอด…เมื่อหลงป่า” เริ่มจาก “วิธีตั้งหลัก” โดยใช้หลัก“S-T-O-P” รวมถึง “วิธีปฏิบัติตัวเมื่อหลงป่า”

ที่สามารถนำไปใช้เวลาที่เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

จะใช้เป็น “คู่มือ” หรือ“รู้ไว้ใช่ว่า” ก็ดีทั้งสองแบบ

ยิ่งเป็นยุค “เที่ยวป่าอินเทรนด์” รู้หลักนี้ไว้ก็ยิ่งดี.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์