แนวโน้มที่พุ่งสูงขึ้นของผู้สูงอายุเช่นนี้กำลังเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายออกมาแสดงความวิตกว่า… อาจจะส่งผลกระทบไปถึง “ระบบบริการสุขภาพ” จากจำนวนผู้ป่วยสูงอายุที่ล้นระบบการให้บริการ หรือ “ล้นโรงพยาบาลของรัฐ”

เพราะความสูงอายุหรืออายุที่ยืนยาวขึ้น

ไม่ได้เพิ่มมาแค่ตัวเลข หรือจำนวนปีอายุ

แต่มาพร้อมกับ “ปัญหาทางสุขภาพ” ด้วย

ความท้าทายนี้เป็นหนึ่งในหัวข้อที่ถูกหยิบยกมาพูดคุยกันบนเวทีเสวนา Beyond Treatment : Care, Comfort and Quality Life – เมื่อคุณภาพชีวิตสำคัญเท่ากับการรักษา” ที่จัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยโรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล ร่วมกับ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือเคทีซี เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ด้าน การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง หรือ “พาลิเอทีฟแคร์” (Palliative Care) ยกระดับการดูแลสุขภาพในระยะยาว และเตรียมความพร้อมการก้าวสู่ยุค Super-Aged Society” ในเวทีดังกล่าว นอกจากจะมีการวิเคราะห์สถานการณ์แล้ว ช่วงเริ่มต้นยังมีการเปิดเผยตัวเลขน่าสนใจของ ยอดการใช้จ่ายในหมวดโรงพยาบาลผ่านบัตร ปี 2568 ที่ได้มีการสำรวจไว้โดยทางเคทีซี…

อัครพล / ศ.พญ.ยุวเรศมคฐ์ / สิรีรัตน์

ทั้งนี้ ผลสำรวจพบว่า… ในปี 2568 คนไทยมียอดใช้จ่ายในหมวดโรงพยาบาลเติบโตเพิ่มขึ้น6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 โดยกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป ถือเป็นกลุ่มที่มียอดใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพในหมวดโรงพยาบาลสูงมากที่สุด ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนว่า… “คนไทยให้ความสำคัญ” กับการดูแลสุขภาพและการเตรียมความพร้อมสำหรับคุณภาพชีวิตในระยะยาวมากขึ้น…นี่เป็นตัวเลขน่าสนใจเกี่ยวกับ “ค่าใช้จ่ายสุขภาพของคนไทย” ที่มีการสำรวจไว้โดยภาคเอกชน

ขณะที่ “มุมสะท้อน” ต่อปัญหาผู้ป่วยสูงอายุล้นระบบบริการ ซึ่งกำลังเป็นข้อกังวลของหลายฝ่ายนั้น .พญ.ยุวเรศมคฐ์ สิทธิชาญบัญชา ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคอง ระบุว่า… ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น หัวใจล้มเหลว ไตวาย และโรคมะเร็ง ที่จำเป็นต้องเข้าสู่ ระบบการดูแลประคับประคอง หรือ พาลิเอทีฟแคร์ (Palliative Care) สูงกว่าสองแสนรายต่อปี ตัวเลขผู้ป่วยกลุ่มนี้ที่พุ่งสูงขึ้นสวนทางกับทรัพยากรทางการแพทย์ที่มีอยู่อย่างจำกัด จนส่งผลให้โรงพยาบาลทั่วไปไม่มีเตียงเพียงพอรองรับคนไข้ ทำให้คนไข้จำนวนไม่น้อยถูกส่งตัวกลับมาที่บ้านทั้งที่ยังต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งปัญหานี้จึงนำมาสู่ปัญหาใหญ่ในระดับครอบครัว เมื่อการเจ็บป่วยของผู้สูงอายุ 1 คน ส่งผลกระทบต่อคนในบ้านทั้งหมด โดยเฉพาะสมาชิกครอบครัวที่รับภาระดูแลผู้ป่วย หรือ “แคร์กิฟเวอร์” (Caregiver)

การที่คนกลุ่มนี้ต้องดูแลผู้ป่วยใกล้ชิดตลอดเวลาโดยไม่มีวันหยุดพัก ทำให้มีความเสี่ยงจะเกิดภาวะเหนื่อยล้าสะสมของผู้ดูแลผู้ป่วย หรือภาวะCaregiver Burnout ที่ถ้าหากไม่รีบช่วยเหลือ หรือปล่อยให้เกิดภาวะนี้ไปเรื่อย ๆ อาจสุ่มเสี่ยงส่งผลทำให้เกิดปัญหาจิตใจได้ และย่อมไม่เป็นผลดีกับการดูแลผู้ป่วยในระยะยาวได้” …คุณหมอคนเดิมชี้ถึง…

ภาวะปัที่ “แคร์กิฟเวอร์” ส่วนใหญ่มักต้องเผชิญ

สำหรับ “ภาวะแคร์กิฟเวอร์เบิร์นเอาท์” คุณหมอคนเดิมอธิบายว่า… นอกจากความเหนื่อยล้าทางร่างกายแล้ว ผู้ดูแลผู้ป่วยยังต้องเผชิญกับปัญหาด้านจิตใจด้วย ซึ่งมีปัจจัยมาจาก “แรงกดดันในการดูแลผู้ป่วย” จนแคร์กิฟเวอร์จำนวนมากเกิดความเครียดสะสม รวมถึงมีความรู้สึกผิดในใจของตัวเอง จนส่งผลต่อสุขภาพของแคร์กิฟเวอร์ อาทิ มีอาการนอนไม่หลับ อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย หรือรู้สึกหมดพลังขับเคลื่อน และบางคนเกิดความรู้สึกด้านชาทางอารมณ์ เป็นต้น และสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้ผู้ดูแลผู้ป่วยเหล่านี้มักจะเกิดภาวะเหนื่อยล้าสะสมนั้น ก็มีปัจจัยจากการที่คนกลุ่มนี้มักจะ“ติดกับดักความคิด” ของตัวเอง ด้วยการคิดว่า… ต้องเข้มแข็งตลอดเวลา ต้องไม่ขอความช่วยเหลือ จนลืมว่า…แคร์กิฟเวอร์” ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง

การบอกว่าเหนื่อย ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นเรื่องธรรมดาและธรรมชาติของมนุษย์ ดังนั้นถ้าผู้ดูแลรู้สึกเหนื่อย อยากพัก ก็ควรขอความช่วยเหลือ เพราะสุดท้ายแล้ว ผู้ดูแลคือหัวใจสำคัญที่สุดของการดูแลผู้ป่วยในระบบสุขภาพ ซึ่งถ้าผู้ดูแลหมดแรง ผู้ป่วยก็ย่อมขาดระบบสนับสนุนที่สำคัญที่สุดไปด้วยเช่นกัน” ….ศ.พญ.ยุวเรศมคฐ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคอง หรือ Palliative Care” ย้ำเรื่องนี้ เพื่อ “ส่งกำลังใจเตือนสติ” ให้แคร์กิฟเวอร์

จากจำนวนผู้ป่วยที่ต้องดูแลแบบประคับประคองเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ประกอบกับปัญหาแคร์กิฟเวอร์เกิดภาวะเหนื่อยล้าสะสม กรณีนี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาคีเครือข่ายโรงพยาบาลภาคเอกชนกลายเป็น “ตัวช่วยที่สำคัญ” เพื่อลดช่องว่างดังกล่าว ด้วยการออกแบบระบบการดูแลรูปแบบใหม่ที่มุ่งเน้นการดูแลผู้ป่วยกับแคร์กิฟเวอร์ไปพร้อมกัน โดยโรงพยาบาลวันเวลาฯ ก็เป็นหนึ่งในภาคีเครือข่ายโรงพยาบาลภาคเอกชนที่ออกแบบระบบนี้ขึ้นมาใช้งานเช่นกัน

อัครพล เอื้ออารักษ์ ผู้บริหารโรงพยาบาลวันเวลาฯ หนึ่งในภาคีเครือข่ายโรงพยาบาลภาคเอกชนที่ออกแบบระบบนี้ขึ้นมาใช้งาน พร้อมกับการสร้างระบบดูแลผู้ดูแลผู้ป่วย ระบุบนเวทีเสวนานี้ว่า…ประเทศไทยกำลังเผชิญช่องว่างด้านการดูแลผู้ป่วยในระยะยาว ทั้งมิติบุคลากร ระบบสนับสนุนครอบครัว ไปจนถึงระบบบริการที่รองรับได้ไม่เพียงพอ เนื่องจากมีจำนวนผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ โรงพยาบาลจึงต้องการเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มช่องว่างนี้ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงระบบการดูแลแบบนี้ ลดความแออัดในโรงพยาบาลรัฐ และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น…

นอกจากนั้น แหล่งข่าวคนเดิมยังกล่าวเสริมถึง “ระบบที่ดูแลผู้ป่วยคู่กับการดูแลแคร์กิฟเวอร์” ของทางโรงพยาบาลว่า… ระบบที่ออกแบบขึ้นนี้ไม่ได้มองเพียงแค่ผลของการรักษา หรือการใช้เครื่องมือทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับความสุขสบายในบั้นปลายชีวิตของผู้ป่วย รวมไปถึงความสัมพันธ์ของครอบครัว ซึ่งภายใต้ระบบการดูแลนี้สมาชิกของครอบครัวจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทุกขั้นตอน และยังออกแบบให้มีระบบดูแลแคร์กิฟเวอร์ไปพร้อมกัน เพื่อไม่ให้ผู้ดูแลต้องแบกรับภาระทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจเกินไป ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจของผู้ป่วย รวมไปถึงคนในครอบครัวด้วย…

การปล่อยให้แคร์กิฟเวอร์เกิดภาวะเหนื่อยล้าสะสมจากการดูแลผู้ป่วยตลอดเวลาเช่นนี้ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อตัวผู้ป่วย ดังนั้นระบบนี้ของโรงพยาบาลจึงเกิดขึ้นด้วยแนวคิดที่ว่าการดูแลผู้ป่วยที่ดีต้องเริ่มจากดูแลผู้ดูแลให้ดีด้วย เนื่องจากถ้าหากผู้ดูแลหมดแรง ผู้ป่วยก็จะขาดระบบสนับสนุนที่สำคัญที่สุด”...แหล่งข่าวคนเดิมย้ำความสำคัญเรื่องนี้…

ที่การ“ดูแลแคร์กิฟเวอร์”ที่ต้องดูแลผู้ป่วย

เรื่องนี้ย่อมสำคัญไม่แพ้กับการ “ดูแลผู้ป่วย”

ยิ่งไทยใกล้เข้าสู่ “ยุคลอนเจวิตี้ (Longevity)”

ระบบดูแลผู้ป่วยควบคู่ผู้ดูแล” นี่ก็ยิ่งจำเป็น.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์