ทั้งนี้ สำหรับกรณี “ปัญหาการทุจริตการสอบ” นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะแค่ที่ประเทศไทยประเทศเดียว แต่เป็น “ปัญหาระดับสากล” ที่สถาบันการศึกษาและองค์กรภาครัฐทั่วโลกก็ปวดหัวกับเรื่องนี้ จนนำมาสู่การคิดค้นและพัฒนา “มาตรการล้อมคอก” เพื่อปิดช่องโหว่และป้องกันปัญหานี้…

มีทั้งการใช้นวัตกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูง

หรือบางแห่งก็โดดเด่นเกี่ยวกับแนวคิดที่ใช้

จะมีโมเดลใดน่าสนใจบ้างนั้นลองมาดูกัน

สำหรับ “โมเดลป้องกันการโกงข้อสอบ” จากทั่วโลก ที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” นำมาประมวลจากหลาย ๆ ประเทศนั้น ล้วนแต่มีสาเหตุและเป้าหมายใกล้เคียงกัน นั่นก็คือ เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาทุจริตการสอบ ซึ่งโมเดลที่แต่ละประเทศนำมาใช้นั้น บางโมเดลก็มีแนวคิดน่าสนใจ บ้างก็โดดเด่นในเรื่องของการนำเทคโนโลยีกับนวัตกรรมมาใช้เพื่อป้องกันปัญหา ซึ่งหลาย ๆ วิธีการไทยก็น่าสามารถจะนำมาประยุกต์ปรับใช้ได้ โดยที่นำมาประมวลนั้น มีที่เด่น ๆ ดังต่อไปนี้…

เริ่มจาก “โมเดลของอินเดีย” ที่รัฐบาลอินเดียมีการออกกฎหมายชื่อ The Public Examinations Act, 2024 หรือ ...การสอบสาธารณะ (การป้องกันการกระทำอันไม่เป็นธรรม) ซึ่งมีผลบังคับใช้เดือน มิ.ย. 2024 โดยสาเหตุที่ออกกฎหมายฉบับนี้สืบเนื่องจากเหตุการณ์ “ข้อสอบแพทย์และข้าราชการรั่วไหลครั้งใหญ่” ผ่านแอปพลิเคชัน Telegram โดยมี “ขบวนการทุจริต” อยู่เบื้องหลัง ซึ่งรัฐบาลอินเดียมองเป็น อาชญากรรมเชิงโครงสร้าง จึงออกกฎหมายฉบับนี้ออกมา โดยไม่ได้มุ่งลงโทษแค่ตัวผู้สอบ แต่ยังรวมถึงผู้สมรู้ร่วมคิดด้วย ซึ่งมีบทลงโทษทางอาญาสูงถึงจำคุกสูงสุด 10 ปี ปรับขั้นต่ำ 10 ล้านรูปี โดยหลังจากนำกฎหมายนี้มาใช้ อินเดียสามารถลดอัตราการรั่วไหลของข้อสอบในพื้นที่เป้าหมายได้เกือบ 100%

นี่เป็นโมเดลปราบโกงข้อสอบของอินเดีย

พื้นที่หนึ่งซึ่งเคยมีปัญหาโกงข้อสอบรุนแร

ขยับมาที่ประเทศในทวีปเอเชีย คือ “โมเดลของจีน” ที่ก็เคยมีปัญหาการโกงสอบในระดับชาติเหมือนกันจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติ ที่เรียกชื่อกันว่า “เกาเข่า”(Gaokao) ซึ่งพบว่า… “มีขบวนการรับจ้างสอบ” และพบการนำ “นวัตกรรมมาใช้โกงการสอบ” ทำให้ทางการจีนต้องหามาตรการมาแก้ปัญหา ผ่านโมเดลที่มีชื่อเรียกว่า… Gaokao & Guokao High-Tech Fortress ที่เริ่มต้นปฏิรูประบบนี้มาตั้งแต่ปี 2016 และใช้เต็มรูปแบบในช่วงปี 2021-2023 โดยมีเป้าหมายเพื่อลดอัตราการสวมสิทธิ์สอบให้ลดลงเป็นศูนย์ ด้วยการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ เช่น ระบบ AI และระบบตรวจจับสายตา (Gaze Tracking) ซึ่งถูกนำมาใช้สำหรับวิเคราะห์พฤติกรรมผู้สอบทุกวินาที ควบคู่กับการส่งโดรนกับเครื่องเรดาร์บินวนรอบสถานที่จัดสอบเพื่อตัดสัญญาณคลื่นความถี่วิทยุแปลกปลอม โดยหลังจากจีนนำโมเดลนี้มาใช้ ทำให้ตัดวงจรขบวนการรับจ้างสอบลงไปได้เกือบ 100% อีกทั้งยังมีการนำมาตรการทางกฎหมายเข้ามาใช้ควบคู่ด้วย ด้วยการประกาศให้ “ข้อหาโกงข้อสอบระดับชาติ” เป็นข้อหาร้ายแรง!! ซึ่งข้อหาดังกล่าวได้ถูกบรรจุไว้ใน ประมวลกฎหมายอาญาฉบับที่ 9 …นี่เป็นโมเดลของจีน

ที่นำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือสกัดกั้น

ป้องกันการโกงข้อสอบคู่กับการใช้กฎหมาย

ต่อมาคือ “โมเดลของแอลจีเรีย” ประเทศในทวีปแอฟริกา ที่ใช้แนวทางป้องกันการโกงข้อสอบจาก “มาตรการตัดอินเทอร์เน็ตทั้งประเทศ” หรือ National Internet Shutdown” ในขณะที่โรงเรียน สถานศึกษา และมหาวิทยาลัยมีการสอบ เพื่อบล็อกไม่ให้ประชาชนเข้าถึงเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย หรือแอปพลิเคชันส่งข้อความ โดยมาตรการนี้เริ่มใช้ครั้งแรกในปี 2018 และยังคงมีการใช้มาตรการนี้อยู่จนถึงปัจจุบัน โดยสาเหตุที่รัฐบาลแอลจีเรียนำมามาตรการนี้มาใช้นั้น เกิดจากเหตุการณ์ในปี 2016 เมื่อภาพถ่ายข้อสอบจำนวนมากหลุดว่อนบน Facebook ภายในไม่กี่นาที หลังจากเริ่มมีการแจกข้อสอบ โดยจะตัดสัญญาณเป็นเวลา 1-2 ชั่วโมงแรกของทุกวิชาที่สอบ เพื่อทำให้สนามสอบถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง…

นี่เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีมาตรการเด็ดขาด

ตัดสัญญาณอินเทอรเน็ตป้องกันโกงข้อสอบ

โมเดลถัดมาเป็น “โมเดลของโมร็อกโก” ประเทศในแอฟริกาเหนือซึ่ง “ใช้นวัตกรรมป้องกันการโกงข้อสอบ” ภายใต้โมเดลที่มีชื่อว่า… T3 Shield Passive Model” ที่ถูกคิดค้นเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการใช้เครื่องตัดสัญญาณแบบเดิมที่ขัดต่อกฎหมายโทรคมนาคมสากล โดยสาเหตุที่ทำให้ประเทศโมร็อกโกต้องพัฒนานวัตกรรมมาใช้สกัดกั้นการโกงข้อสอบนั้น เกิดจากตรวจพบ ผู้สอบลักลอบนำอุปกรณ์ไมโครแกดเจ็ตเข้ามาในห้องสอบ เช่น หูฟังบลูทูธขนาดจิ๋วที่ซ่อนไว้ในรูหูเพื่อฟังคำตอบข้อสอบจากภายนอก โดยวัตถุประสงค์ของการใช้นวัตกรรมนี้คือ เพื่อตรวจจับการโกงไฮเทคโดยไม่ละเมิดสิทธิ์ของประชาชน อีกทั้งการนำเครื่องมือนี้มาใช้ ยังเป็นเหมือนการป้องปรามให้ผู้สอบไม่กล้าทุจริตในห้องสอบด้วย…

ที่กรณีศึกษาของโมร็อกโกนี้เป็นอีกโมเดล

ที่เป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้แก้ไขปัญหานี้

และสุดท้ายคือ “โมเดลของนอร์เวย์” ที่โดดเด่นจากแนวคิดภายใต้โมเดลที่มีชื่อว่า… Paradigm Shift & Open-Book Assessment” ที่ได้เริ่มต้นใช้แนวคิดนี้ในช่วงปี 2023-2024 เพื่อรับมือกับ AI และแชตบอตอัจฉริยะ โดยนอร์เวย์ “เปลี่ยนมุมมองใหม่” เกี่ยวกับการป้องกันการโกงข้อสอบ ด้วยการออกแบบข้อสอบให้เป็น ข้อสอบแบบOpen-Book ที่เปิดกว้างให้ผู้สอบสามารถเปิดตำราหรือค้นหาข้อมูลได้เต็มที่ ทว่าตัวคำถามจะไม่มีคำตอบตายตัว แต่จะเน้นให้วิเคราะห์เป็นหลัก โดยที่มาของการนำแนวคิดนี้มาใช้ เนื่องจากทางรัฐบาลนอร์เวย์มองว่า… การวิ่งไล่จับผิดผู้สอบนอกจากจะสร้างความเครียดแล้ว ยังไม่ช่วยพัฒนาศักยภาพแต่อย่างใด จึงทำให้เปลี่ยนวิธีคิดจากการห้ามใช้เทคโนโลยีมาเป็นการ ปฏิรูปรูปแบบข้อสอบ แทย ด้วยการทำให้ข้อสอบเป็น การวิเคราะห์สถานการณ์จำลองระดับสูง ซึ่งวิธีนี้ทำให้ “การโกงสอบเป็นเรื่องไร้ความหมาย” …นี่เป็นแค่เพียงบางส่วน ที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ได้รวบรวมและนำมาประมวลไว้ เกี่ยวกับ…

โมเดลป้องกันโกงข้อสอบ” ในหลายประเทศ

มีทั้งเด่นที่การใช้นวัตกรรม และเด่นที่แนวคิด

ที่นอกจากจะสามารถใช้เป็น “กรณีศึกษาไทย”

ยังสะท้อนว่า “โกงสอบ!!” นี่ก็เป็นปัญหาสากล.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์