จากรายงานภาระโรคและปัจจัยเสี่ยงของประชากรไทย พ.ศ. 2565 พบคนไทยสูญเสียปีสุขภาพดีรวมกันถึง 20 ล้านปี สุขภาวะ จากโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ซึ่งในการประชุมวิชาการ ภาระโรคจากปัจจัยเสี่ยงของประเทศไทย ปี 2569 ภายใต้หัวข้อ “มองอนาคตสุขภาพคนไทยผ่านข้อมูลภาระโรคและปัจจัยเสี่ยง” นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ (สสส.) ย้ำว่า สสส.พร้อมเป็นแกนกลางประสานความร่วมมือระหว่าง รัฐ เอกชน ประชาสังคม วิชาการ และชุมชนท้องถิ่น ผลักดันมาตรการเชิงนโยบายเร่งด่วน โดยเฉพาะการจัดการกับปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพ เช่น วิกฤติฝุ่น PM 2.5 การใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์และขับเคลื่อนการเปลี่ยนพฤติกรรมบุคคลเพื่อเป้าหมายที่ยั่งยืน
สอดคล้องกับ ศ.เกียรติคุณ นพ.สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์ ประธานคณะกรรมการกำกับทิศโครงการเสริมสร้างศักยภาพการศึกษาดัชนีภาระโรคแห่งประเทศไทย ระบุว่า วันนี้ไทยเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ เผชิญปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพอุบัติใหม่ การมีข้อมูลโรคที่ถูกต้อง แม่นยำ สะท้อนความเป็นจริงเชิงประจักษ์จะทำให้การกำหนดนโยบายในการจัดสรรและลงทุนทรัพยากรด้านสุขภาพของประเทศเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้ น.ส.กุลธิดา ราษฎร์ศิริ ผู้แทนคณะวิจัย มูลนิธิ เพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า จากการศึกษาพบ “ภาวะน้ำหนักเกิน” และ “โรคอ้วน” เป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับ 1 ที่พรากปีสุขภาวะคนไทย 12.2% โดยผู้ชายสูญเสียปีสุขภาพดีจากการดื่มสุราและสูบบุหรี่ ผู้หญิงเกิดจากการกินอาหารไม่เหมาะสม ขาดการออกกำลังกาย สอดคล้องกับ ศ.นพ.วิชัย เอกพลากร คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เตือนว่า คนไทย 55% ออกแรงกายไม่เพียงพอ หรือต่ำกว่า 150 นาที/สัปดาห์ หากไม่มีระบบส่งเสริมพฤติกรรมการกินที่ถูกต้อง และการออกกำลังกายอย่างเป็นรูปธรรมในระดับพื้นที่ อนาคตอันใกล้ ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับคลื่นผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงระลอกใหญ่ ที่ยากรับมือ
ด้าน พญ.ลลิตยา กองคำ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เสริมว่า ผู้ป่วยโรค NCDs
คิดเป็น 80% ของผู้ใช้สิทธิบัตรทอง รวมเป็นค่ารักษา 150,000 ล้านบาทในปี 2568 ทาง สปสช. จึงได้เปลี่ยนนโยบายในปี 2570 เน้นกระจายงบฯ สนับสนุนระบบบริการปฐมภูมิ และจัดตั้งฐานข้อมูลประชากรกลุ่มเสี่ยงในระบบ Cardio-Renal Metabolic (CRM) ผ่านระบบ NHSO UC-Mee Sook เพื่อคืนข้อมูลการดูแลตนเองให้กับประชาชน เรื่องนี้ นพ.กฤษฎา หาญบรรเจิด รักษาการนายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค ได้สนับสนุนการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้สังคม และใช้กลไกภาษีผลักดันการปรับเปลี่ยนสูตรอาหารของภาคอุตสาหกรรม ให้ประชาชนเข้าถึงอาหารปลอดภัย อาหารสุขภาพในราคาเหมาะสม

ขณะที่ ศ.พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ รอง ผอ. ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ระบุว่า บุหรี่ก็เป็นต้นตอของโรคไม่ติดต่อ ดังนั้นจึงเสนอให้คงมาตรการแบนบุหรี่ไฟฟ้า การสร้างนโยบาย Nicotine-Free Generation และปรับโครงสร้างภาษียาสูบ ยาเส้นตามกรอบพันธกรณีขององค์การอนามัยโลก และให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมผลักดันโรงเรียนและครอบครัวปลอดบุหรี่ทั่วประเทศ ขณะที่ ศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผอ.ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) กล่าวเสริมว่า รัฐควรมีนโยบายชัดว่า “เศรษฐกิจไม่แลกสุขภาพ” โดยบังคับใช้ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ อย่างจริงจัง นโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวใดๆ ต้องประเมินรายได้เทียบกับต้นทุนความสูญเสียจากอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยอย่างรอบด้าน
ท้ายที่สุด ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ สรุปว่า การสู้กับโรค NCDs ประเทศไทยต้องขับเคลื่อนอย่างมียุทธศาสตร์ร่วมกันผ่านแนวทาง “4 ลด” คือ ลดการใช้ยาสูบ ลดการบริโภคสุรา ลดอาหารทำลายสุขภาพ และลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง หากทำได้ในชีวิตประจำวัน จะเป็นการวางรากฐานและคืนปีสุขภาพดีให้คนไทยทุกคนอย่างยั่งยืน.



