ทั้งนี้ สำหรับในส่วนของประเทศไทยนั้น ขณะนี้ก็กำลังเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ ทั้งจาก “วิกฤติโครงสร้างประชากรขั้นรุนแรง” รวมถึงการเปลี่ยนผ่านก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด” ซึ่งเรื่องนี้มีนักวิชาการได้ให้ความสนใจและได้ศึกษาติดตามเรื่องนี้ โดยได้วิเคราะห์ภาพรวมสถานการณ์ผ่านบทความเผยแพร่ในเว็บไซต์ของ TDRI

ที่ในช่วงท้ายของรายงานและบทความมีการเสนอ

ให้ไทยร่วมมือกัน รื้อและสร้างระบบรองรับใหม่

ก่อนที่สถานการณ์ปัญหานี้ จะเกิดขึ้นเต็มรูปแบบ

ศ.ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ / จิราภรณ์ แผลงประพันธ์

ทั้งนี้ บทความโดย .ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ และ จิราภรณ์ แผลงประพันธ์ นักวิจัยของ TDRI ที่เผยแพร่ใน เว็บไซต์สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย วันที่ 29 มิ.ย. 2569 ซึ่งมีชื่อบทความว่า… “เกษียณในโลกใบใหม่ : เมื่อความแก่ตัวมาพร้อมความโดดเดี่ยวและต้นทุนที่สูงขึ้น” ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และมูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ ชี้ว่า… จากตัวเลขสถิติเมื่อ 30 ปีก่อน คือปี 2537 ที่ไทยมีประชากรผู้สูงอายุอยู่ที่ 5 ล้านคน แต่พอมาถึงปี 2567 ตัวเลขนี้ได้ทะยานสูงขึ้นเป็น 16.8 ล้านคน ทำให้ตอนนี้สัดส่วนประชากรไทยเกือบ 1 ใน 4 นั่น คือผู้สูงอายุไปเรียบร้อยแล้ว นอกจากนั้นไทยยังต้องเจอกับอีกความท้าทายหนึ่งที่ใหญ่ไม่แพ้กัน คือ “วิกฤติวัยแรงงานที่แก่ตัวลง” ซึ่งถ้าหากคนกลุ่มนี้เข้าสู่วัยเกษียณพร้อม ๆ กัน โดยที่ “ไทยยังมีระบบรองรับด้านสวัสดิการไม่เพียงพอ”

สังคมไทยก็จะต้องเจอกับระเบิดเวลาอีกลูกหนึ่ง

ที่รุนแรงไม่แพ้กันกับ “วิกฤติสังคมสูงวัยสุดยอด”

ในบทความทางนักวิชาการของ TDRI ชี้ว่า… เมื่อกลับมาประเมิน “ระบบสวัสดิการและกลไกรองรับผู้สูงอายุ” ในปัจจุบันแล้วจะพบว่า…ไทยมีโครงสร้างระบบสวัสดิการรองรับอยู่พอสมควรในหลากหลายมิติ แต่ปัญหาคือเมื่อนำระบบที่มีอยู่ไปเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ และโครงสร้างประชากรศาสตร์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วก็จะพบ “ช่องว่างขนาดใหญ่” ในทุก ๆ ระบบสวัสดิการ ส่งผลให้ระบบในปัจจุบันทำหน้าที่ได้เพียงช่วยประคองชีวิตชั่วคราวเท่านั้น

ในบทความทางนักวิชาการได้กล่าวถึง “คำถามชวนคิด” ว่า… สำหรับคนวัย 46-60 ปี หรือ “วัยก่อนเกษียณ” นั้น จะมีเงินออมพอหรือไม่ถ้าเลิกทำงานแล้ว เพราะเมื่อมองแบบง่ายที่สุด ถ้าหากปัจจุบันคนวัย 46-60 ปี มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 8,362 บาทต่อเดือน และออมได้ 4,416 บาทต่อเดือน แปลว่า… ในแต่ละเดือนยังมีภาระใช้จ่ายมากกว่าเงินออมอยู่พอสมควร ดังนั้นถ้าใช้ข้อมูลผู้สูงอายุวัยต้นเป็นตัวแทนของชีวิตหลังเกษียณ จะพบว่า… ในกลุ่มอายุ 61–70 ปี มีรายจ่ายเฉลี่ยที่ 7,603 บาทต่อเดือน หรือประมาณ 91,236 บาทต่อปี ดังนั้นต่อให้สมมติว่า… คนวัย 46-60 ปี “หยุดทำงานและใช้ชีวิตในระดับรายจ่ายผู้สูงอายุวัยต้น” เงินออมใหม่ที่สะสมได้ใน 1 ปีจากอัตราปัจจุบัน คือ 52,993 บาทต่อปี ก็ยังไม่พอต่อรายจ่ายหลังเกษียณใน 1 ปีอยู่ดี โดยยังขาด 31,000 บาทต่อปี ทั้งที่รายจ่ายนี้ยังไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน หรือค่าดูแลระยะยาวด้วยซ้ำ…

นี่เป็นกรณีตัวอย่างน่าตกใจที่หยิบมาฉายภาพ

กับ “เงินออมหลังเกษียณ” ของวัยก่อนเกษียณ

จากกรณีที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามตามมา นั่นคือถ้าเงินออมไม่พอ ระบบสวัสดิการผู้สูงอายุของไทยจะรองรับได้แค่ไหน? โดยบทความได้วิเคราะห์เรื่องนี้ด้วยการจำแนกแบ่งตาม “ระบบสวัสดิการปัจจุบัน” ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ กล่าวคือ… “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” ที่วิเคราะห์ว่า… ช่วยได้ แต่ยังต่ำมาก! เนื่องจากปัจจุบันเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นแบบขั้นบันได ทำให้ระบบที่ใช้ครอบคลุมเพียงส่วนน้อยของรายจ่ายจริง โดยระบบสวัสดิการนี้จะทำหน้าที่เป็น “เงินช่วยประคองมากกว่ารายได้ยังชีพ”, ระบบประกันสังคม” สำคัญมากแต่ครอบคลุมไม่เท่ากัน โดยแรงงานในระบบประกันสังคมเป็นหลักประกันที่ช่วยได้มากโดยเฉพาะคนที่มีประวัติทำงานในระบบต่อเนื่อง แต่ปัญหาก็คือสำหรับคนวัย 46-60 ปี จำนวนมากอยู่ในกลุ่มทำธุรกิจส่วนตัว งานอิสระ ที่อาจไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม ทำให้เข้าไม่ถึงบำนาญในระดับเดียวกัน จึงชี้ว่าประเทศไทยควรเสริมให้บำนาญจากประกันสังคมเป็นแกนหลักของระบบ และขยายการเข้าถึงรูปแบบประกันชราภาพไปยังแรงงานนอกระบบให้มากขึ้น

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)” เป็นทางออกสำหรับนอกระบบ แต่ยังต้องเร่งขยาย แม้ประเทศไทยจะมีกองทุนการออมแห่งชาติ ซึ่งเปิดให้ผู้มีอายุ 15-60 ปี ที่ไม่ได้อยู่ในระบบบำนาญอื่น ๆ ออมเงินได้ แต่ปัญหาคือ แม้โครงสร้างจะมีอยู่แล้ว แต่ในเชิงพฤติกรรม คนจำนวนมากยังไม่รู้จัก หรือออมไม่สม่ำเสมอ หรือเริ่มออมช้า โดยเฉพาะคนที่อายุใกล้เกษียณแล้ว ทำให้ยอดเงินที่จะเปลี่ยนเป็นบำนาญรายเดือนไม่สูงพอ และสุดท้ายคือ “ระบบสุขภาพและดูแลระยะยาว” ที่มีฐานอยู่แล้ว แต่ยังไม่รองรับสังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ โดยด้านสุขภาพนั้นผู้สูงอายุมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่เข้ารับบริการระยะยาวได้ตามเกณฑ์อายุ แต่ก็ยังคงมีข้อจำกัดเรื่องคุณภาพและการเข้าถึงบริการ ที่ยังแตกต่างกันระหว่างพื้นที่เมืองกับชนบท

เหล่านี้เป็นการวิเคราะห์ระบบสวัสดิการที่มีอยู่

ที่มี “ข้อดี” กับ “ข้อจำกัด” ที่แตกต่างกันออกไป

ส่วน “ข้อเสนอแนะ” ที่นักวิชาการ TDRI ได้จัดทำไว้ในบทวิเคราะห์นี้ เพื่อรับมือสังคมสูงวัย และเพื่อก้าวสู่การใช้ชีวิตที่มีคุณภาพนั้น มีข้อเสนอสำหรับกลุ่มต่าง ๆ ดังนี้… 1.กลุ่มก่อนเกษียณ (อายุ 46-60 ปี) ควรสร้างฐานรากให้มั่นคงก่อนวางมือ ด้วยการปฏิรูประบบรายได้หลังเกษียณ ยกระดับเบี้ยยังชีพ และสร้างระบบบำนาญให้สอดคล้องกับค่าครองชีพจริงตามเงินเฟ้อ รวมถึงเร่งการออมเชิงรุกสำหรับแรงงานนอกระบบ โดยเพิ่มแรงจูงใจให้ออมเงินผ่านกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) โดยรัฐช่วยสมทบเพิ่มในช่วงโค้งสุดท้ายของวัยทำงาน ตลอดจนส่งเสริมการเกษียณแบบยืดหยุ่น และ 2.กลุ่มผู้สูงอายุ (อายุ 61 ปีขึ้นไป ควรยกระดับระบบดูแลและสภาพแวดล้อม โดยเน้นสร้างระบบนิเวศที่รองรับการใช้ชีวิตระยะยาว เช่น ลงทุนในระบบดูแลระยะยาว (Long-term Care) ออกแบบเมืองและระบบขนส่งที่เป็นมิตร ใช้เทคโนโลยีเพื่อการพึ่งพาตนเอง และคุ้มครองกลุ่มเปราะบางที่อยู่คนเดียว ด้วยการจัดทำฐานข้อมูลเพื่อติดตามและเยี่ยมบ้านกลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพัง พร้อมพัฒนาระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพ …นี่เป็นข้อเสนอเพื่อรับมือ “วิกฤติสองด้าน” ที่กำลังก่อตัวเป็น “ปัญหาใหญ่ไทย”

ทั้งวิกฤติผู้สูงอายุสุดยอดทั้งวิกฤติแรงงานแก่ตัว

ที่เสนอวิธีรับมือปัญหาระดับบุคคลและเชิงระบบ

เพื่อ “ล้อมคอกไทย” ก่อนที่ปัญหาลุกลามใหญ่ขึ้น

สำคัญคือ “ต้องเริ่มทำ” ตั้งแต่วันนี้ก่อนปัญหาเกิด.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์