ทั้งนี้ จาก “แนวคิดคืนคนดีสู่สังคม” ที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบการฟื้นฟูผู้ต้องขังในเรือนจำกำลังถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่ได้จากแนวทางดังกล่าว เนื่องจากพบตัวเลขผู้ต้องขังที่พ้นโทษไปแล้ว หวนกลับมากทำผิดซ้ำในอัตราที่สูงมากอยู่ จนทำให้หน่วยงานและภาคีเครือข่ายต่าง ๆ พยายามที่จะร่วมกันแก้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยหนึ่งในนั้นมีแนวทางที่ถูกเรียกว่า... “กลไกกุญแจ 3 ดอก”

ที่เป็นการทำงานร่วมมือกันของ 3 สถาบัน

คือเรือนจำมหาวิทยาลัยภาคประชาชน

เพื่อช่วย “ตัดวงจรทำผิดซ้ำ” ของผู้พ้นโทษ

สำหรับแนวคิด “กุญแจ 3 ดอก” ที่เป็นการทำงานร่วมกันของ เรือนจำ มหาวิทยาลัย และภาคประชาชน เพื่อที่จะช่วยกันลดโอกาสการกลับมากระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังที่พ้นโทษไปแล้วนั้นเป็นหัวข้อไฮไลต์สำคัญบนเวทีเสวนา Learn to Re-LIFE : ระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อการคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน” จัดโดย กสศ. เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยมีการนำทำงานที่ผ่านมาของเครือข่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับการ “ช่วยฟื้นฟูผู้พ้นโทษ” และ “ตัดวงจรทำผิดซ้ำ” หลังแนวโน้มการกลับมาทำความผิดซ้ำของผู้ต้องขังที่พ้นโทษไปมีอัตราถึงร้อยละ 40 โดยในเวทีดังกล่าวมีการ “ถอดบทเรียน” จากการทำงานพื้นที่ จ.อุดรธานี ไว้น่าสนใจ…

ในเวทีดังกล่าวมีการเผยถึงสถานการณ์และความท้าทายที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาว่า… ถึงแม้ที่ผ่านมาหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมจะพยายามปรับเปลี่ยนพื้นที่ควบคุมให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ต้องขังและเยาวชนก่อนปล่อยตัว แต่การดำเนินงานกลับต้องสะดุดลงด้วยข้อจำกัดหลาย ๆ ด้าน ทั้งเรื่องงบประมาณ ทรัพยากร ความต่อเนื่องของหลักสูตรศึกษา และสิ่งสำคัญที่สุดคือปัญหาจาก “การขาดตัวเชื่อมโยง” ที่จะนำไปสู่โอกาสการมีงานทำในโลกภายนอกของผู้ต้องขังที่พ้นโทษออกจากเรือนจำไปแล้ว ซึ่งเป็น “สาเหตุสำคัญ” ที่ทำให้หวนกลับไปทำผิดซ้ำเป็นภาพปัญหาที่ถูกสะท้อนไว้

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางอุปสรรคที่ท้าทาย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งมีภารกิจในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และผู้ด้อยโอกาส เห็นว่า… ผู้ต้องขังและครอบครัวเปราะบาง” คือกลุ่มที่เสียเปรียบที่สุดในสังคม จึงเข้ามาทำหน้าที่ “ปิดช่องว่างเชื่อมรอยต่อด้วยการผลักดัน นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น (Flexible Learning) โดยมีพื้นที่ จ.อุดรธานี เป็นแซนด์บ็อกซ์นำร่อง เพื่อสร้าง ระบบนิเวศการเรียนรู้ควบคู่กับ การสร้างโอกาส ที่มีฟันเฟืองสำคัญ

ที่ถูกเรียกชื่อแนวคิดว่า “กลไกลกุญแจ 3 ดอก

ที่เป็นการทำงานร่วมกันของเครือข่ายสามส่วน

คือเรือนจำ มหาวิทยาลัย และภาคประชาสังคม

นอกจากนั้น ในเวทีนี้ยังมีการอธิบายเกี่ยวกับ “ความหมายบทบาท” ของกุญแจแต่ละดอกด้วย เริ่มจาก กุญแจดอกที่ 1 เรือนจำกลางอุดรธานี สังกัดกรมราชทัณฑ์ ที่เป็นฐานปฏิบัติการหลัก ด้วยการทำหน้าที่ปรับเปลี่ยนมายด์เซ็ตของเจ้าหน้าที่เรือนจำจำนวน 91 คน และขยายผลเพิ่มอีก 11 คน รวมเป็น 102 คน ให้ปรับเปลี่ยนทัศนคติและหน้าที่จาก ผู้คุมไปเป็น ผู้จัดการเรียนรู้และเปลี่ยนจากแดนคุมขังที่ตึงเครียดให้กลายเป็นโรงเรียนชีวิตที่ทุกคนพร้อมจะเรียนรู้และปรับปรุงตัวเพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าเดิม โดยเจ้าหน้าที่เรือนจำกลางอุดรธานี อธิกาญจน์ วงศรีวอ ผอ.ส่วนพัฒนาผู้ต้องขัง เรือนจำกลางอุดรธานี ให้มุมมองว่า… หากผู้ก้าวพลาดที่ถูกกักขังไว้โดยปราศจากการพัฒนาปัญญาและจิตใจ ผลกระทบที่เกิดย่อมส่งผลเป็นลูกโซ่ได้ไกลกว่าแค่ตัวบุคคล ทำให้แนวคิด จับแล้วจบเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าระยะสั้น เพราะชีวิตมนุษย์ไม่ได้จบง่ายเช่นนั้น ยิ่งผู้พ้นโทษไม่เห็นคุณค่าตัวเอง ไม่มีต้นทุนชีวิต วงจรเดิมก็มีโอกาสกลับมา หรือส่งต่อไปยังลูกหลานจนเกิด ว่าที่ผู้ต้องขังรุ่นใหม่

กุญแจ 3 ดอกนี้เป็นการดึงความเชี่ยวชาญของแต่ละหน่วยงานมาประสานกัน ที่มีเป้าหมายหลักคือสกัดไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ แม้ทางปฏิบัติอาจไม่สามารถป้องกันได้เต็มร้อย แต่อย่างน้อยสิ่งที่ผู้ต้องขังจะได้รับกลับไปคือภูมิคุ้มกันชีวิต ซึ่งจะอยู่ติดตัวตลอดไปไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี” …ผอ.ส่วนพัฒนาผู้ต้องขังระบุเรื่องนี้ไว้บนเวที

ขณะที่กุญแจดอกที่ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ซึ่งทำหน้าที่เป็นนักออกแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นโดยช่วยพัฒนาหลักสูตรและกระบวนเรียนรู้ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตในเรือนจำในสามมิติคือ วิชาชีวิตวิชาชีพวิชาการ เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงและยั่งยืนให้ผู้ต้องขังและครอบครัวเปราะบาง อาทิ การวางระบบเทียบโอนผลการเรียนรู้ร่วมกับภาคีเครือข่าย และเชื่อมโยงกับการศึกษานอกระบบกับการศึกษาทางเลือกนระดับอุดมศึกษา เพื่อเปิดทางให้ผู้ต้องขังศึกษาต่อได้ต่อเนื่อง ที่เป็นการทลายกำแพงที่สังคมมักมองการศึกษาในเรือนจำเป็นเพียงแค่ฝึกอาชีพฆ่าเวลาไปวัน ๆ โดยทาง ดร.ศศิณี กันยาบุญ ตัวแทนมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ระบุว่า…การที่มหาวิทยาลัยออกแบบหลักสูตรนี้ เพราะมองผลลัพธ์ระยะยาวของผู้ต้องขัง ที่ต้องการสิ่งยืนยันความสามารถที่เป็นสากล เพราะเมื่อคนกลุ่มนี้ต้องออกไปเผชิญโลกข้างนอก หากไม่มีวุฒิการศึกษารองรับ โอกาสรเริ่มต้นชีวิตใหม่ก็จะริบหรี่มาก แต่วุฒิการศึกษาจะเป็นหลักประกันการสมัครงาน ที่จะช่วยให้ได้รับการจ้างงานและมีรายได้ที่สูงขึ้นพอเลี้ยงชีพ… ป็นการทำงานภายใต้ “กุญแจดอกที่ 2” ที่มหาวิทยาลัยอุดรธานีได้เข้ามาช่วยออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้…

เพื่อ “เพิ่มหลักประกันชีวิต” ให้ผู้พ้นโทษ

ให้ผู้ต้องขังได้มีโอกาสได้รับวุฒิการศึกษา

ส่วนกุญแจดอกที่ 3 ซึ่งเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมชิ้นสุดท้าย ที่ทางกลุ่มวิสาหกิจเพื่อสังคม คือ บริษัท อัตลักษณ์ จำกัด เข้ามาทำหน้าที่ “ออกแบบกระบวนการเรียนรู้และการใช้ชีวิตในสังคม” ภายใต้แนวคิดการเป็น เพื่อนร่วมเดินทางนั้น เรื่องนี้ ดนุดา ดวงกมลศานต์ ตัวแทนของกลุ่มได้ตั้งคำถามชวนให้สังคมกลับมาฉุกคิดร่วมกันว่า… หากเราไม่เริ่มต้นขัดเกลาหรือให้โอกาสผู้ก้าวพลาดได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเองตั้งแต่อยู่ข้างใน เมื่อพ้นโทษออกมา สังคมจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคนเหล่านี้จะไม่หวนกลับไปทำผิดซ้ำอีก ซึ่งคำถามนี้เป็นโจทย์ใหญ่ในการทำงาน จึงมุ่งเน้นไปที่การทำงานร่วมกันระหว่างผู้ต้องขัง ครอบครัว และชุมชนรอบข้าง เพื่อเตรียมความพร้อมให้สังคมภายนอกด้วย เพื่อให้เสังคมพร้อมจะโอบอุ้มผู้ที่ก้าวพลาดเหล่านี้…

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายของการเสวนาได้มีการสรุปบทเรียนของนวัตกรรม กุญแจ 3 ดอกในพื้นที่ จ.อุดรธานี ไว้ว่า… เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษาในเรือนจำ แต่คือการคืนศักดิ์ศรีและความหวังให้กับเพื่อนมนุษย์ และวิกฤติผู้ต้องขังล้นคุกและการกระทำผิดซ้ำจะไม่สามารถแก้ไขได้เลย หากยังเลือกใช้วิธีลงโทษแบบเดิม ๆ ดังนั้น อาจถึงเวลาแล้วที่สังคมจะต้องร่วมกันใช้กุญแจเหล่านี้

เพื่อเปิดประตูแห่งโอกาสให้กับผู้เคยก้าวพลาด

ที่นอกจากจะช่วยตัดวงจรการกลับไปทำผิดซ้ำ

ยังอาจแก้ปัญหา “วิกฤตินักโทษล้นคุก” ได้ด้วย.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์