สืบเนื่องจากกระแสข่าวถึงการจัดส่งนักกีฬาเยาวชนไทยเข้าร่วมการแข่งขัน “ยูธโอลิมปิก” (Youth Olympic Games – YOG) ซึ่งเป็นมหกรรมกีฬาโอลิมปิกสำหรับเยาวชน อายุระหว่าง 14-18 ปี จัดทุก 4 ปี และปีนี้เป็นครั้งที่ 4 ที่เมืองดาการ์ ประเทศเซเนกัล ระหว่าง 31 ต.ค. ถึง 13 พ.ย. 2026 ซึ่งจะมีนักกีฬาไทยเข้าร่วมทั้งหมด 26 คน จาก 10 สมาคมกีฬา แบ่งเป็นชาย 16 คน และหญิง 10 คน เจ้าหน้าที่ทีม 10 ค น หัวหน้านักกีฬา 1 คน, ทีมแพทย์ 2 คน, กองอำนวยการ 2 คน รวมทั้งสิ้น 41 คน โดยกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และ การกีฬาแห่งประเทศไทย ได้จัดสรรงบประมาณเป็นเบี้ยเลี้ยงเก็บตัวฝึกซ้อมให้นักกีฬาเป็นระยะเวลาเพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้น

เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวล่าสุด นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา รองเลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เท่าที่ได้รับทราบจากนักกีฬา และ สมาคมกีฬาที่นักกีฬาได้โควต้าเข้าร่วมแข่งขันทั้ง 10 ชนิดกีฬา คือ กรีฑา, ว่ายน้ำ, จักรยาน, แบดมินตัน, มวยสากล, เทเบิลเทนนิส, แฮนด์บอลชายหาด, วอลเลย์บอลชายหาด, เรือกรรเชียง และ วินด์เซิร์ฟ ก็ได้รับการยืนยันว่า นักกีฬาชุดนี้จะได้เบี้ยเลี้ยงในการเก็บตัวฝึกซ้อมเพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้น โดยกองทุนพัฒนาการกีฬาชาติเป็นผู้กำหนดให้มาเท่านี้ ทั้งนี้ตนก็ได้สอบถามการกีฬาแห่งประเทศไทย ก็ยังไม่ได้รับการยืนยันชัดเจนถึงการกำหนดระยะเวลาเก็บตัวนักกีฬา ทั้งที่ระยะเวลาการแข่งขันก็เหลือเพียง 3 เดือนเศษเท่านั้น

นายชลิตรัตน์ ยังได้กล่าวอีกว่า ในการแข่งขัน “ยูธโอลิมปิก” ครั้งที่ 3 ณ กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนติน่า ระหว่าง 6-18 ต.ค. 2561 นักกีฬาไทยได้โควต้าเข้าร่วมแข่งขัน 57 คน เป็นชาย 25 คน และ หญิง 32 คน, เจ้าหน้าที่ทีม 24 คน หัวหน้านักกีฬา 1 คน, ทีมแพทย์ 2 คน, กองอำนวยการ 1 คน รวมทั้งสิ้น 85 คน การกีฬาแห่งประเทศไทยได้วางแผนเก็บตัวนักกีฬาที่จะได้รับเบี้ยเลี้ยงไว้ที่ 3-6 เดือน ซึ่งนักกีฬาได้ทำผลงานผลงานคว้ามาถึง 5 เหรียญทอง จาก เทควันโด,ยกน้ำหนัก,มวยสากล และกอล์ฟ กับอีก 5 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง

“สำหรับยูธโอลิมปิกเกมส์ครั้งนี้ ด้วยข้อจำกัดในการจัดชนิดกีฬาแข่งของเจ้าภาพที่ลดลง ทำให้ยอดนักกีฬาไทยไปแข่งขันลดลงจากเดิมเยอะ แต่สิ่งที่ไม่ควรลดลงคือระยะเวลาเก็บตัวฝึกซ้อมที่นักกีฬาควรจะได้รับการจัดสรรเบี้ยเลี้ยงที่ได้รับจากกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ที่ไม่ควรจำกัดไว้เพียงแค่ 1 เดือนก่อนแข่งขัน เมื่อเทียบกับมหกรรมกีฬาที่ใหญ่ระดับโอลิมปิกเกมส์ ผมก็ได้แค่วิงวอนว่า ระยะเวลา 3 เดือนเศษที่เหลือ การกีฬาแห่งประเทศไทย กับ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ควรจะกลับไปหารือร่วมกันและวางแผนจัดงบประมาณกันใหม่ เพื่อเรียกขวัญกำลังใจให้นักกีฬา และ ผู้บริหารทั้ง 10 สมาคมกีฬาที่ส่งนักกีฬาไปแข่ง หากจะคาดหวังถึงผลงานที่ดี ส่งเสริมให้นักกีฬาประสบความสำเร็จ เพราะเยาวชนเหล่านี้คืออนาตของวงการกีฬาไทย”

นายชลิตรัตน์ กล่าวอีกว่า “ในส่วนข่าวการส่งแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ ที่นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ที่คราวนี้เราได้ส่งนักกีฬา แค่ 685 คนนั้น ผมเข้าใจว่า ใน 2 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขการสนับสนุนให้กับสมาคมกีฬาต่างได้ลดลง และขาดการส่งแข่งจัดแข่งซึ่งน่าจะมีผลต่อการควอลิฟายให้มีสิทธิ์เข้าแข่งขัน และงบประมาณการสนับสนุนการส่งไปแข่งก็ลดลง ทำให้เราต้องรีดจำนวนนักกีฬา ให้เหมาะกับงบประมาณ และยังมีอีกหลายประเด็น ที่เป็นผลกระทบเป็นลูกโซ่กันทั้งระบบ ทราบว่าท่าน รัฐมนตรี จะนัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพบกันเพื่อพูดคุยถึงเอเชี่ยนเกมส์ในครั้งนี้”

“แต่ความเห็นผมคือ วันนี้เราปิดการลงทะเบียนขั้นสุดท้ายไปแล้ว entry by names เมื่อวันที่ 1 กค. ปัญหาคงจะต้องแก้ไขกันที่ระบบภายใน ระหว่าง กกท. และ กองทุนฯ ซึ่ง โอลิมปิคและสมาคมกีฬา คงไม่ก้าวล่วงไปเสนอวิธีแก้ไข แต่อยากเรียนของในนามสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย ว่าขอให้มีการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง มีเวลาให้สมาคมได้วางแผนในแต่ละปี”

“ปัจจุบันนี้จะขอสนับสนุนอะไร ก็ต้องทำเรื่องไปยังฝ่ายเป็นเลิศ และต้องขอไปยังกองทุนฯอีก คือทำเอกสารเรื่องเดียวกันไป 2 ที่ ทั้งๆที่ทำไปขอที่เดียวก็แทบจะทำไม่ไหวแล้ว ต้องเข้าใจว่างานสมาคมกีฬาเป็นงานจิตอาสานะครับ เวลาไม่ได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม เวลาส่งแข่งไปทำ ranking สมาคมฯก็ต้องควักเอง บางสมาคมก็ต้องไปหยิบยืมเงินมาทำ ไม่ไปแข่ง ไม่จัดแข่งก็ไม่มีอันดับพอจะไปแข่งมหกรรมใหญ่ๆได้ ดังที่เห็นในปัจจุบัน Ranking รูดลงเกือบทุกสมาคม”

“ถ้าท่านรัฐมนตรี จะกรุณารับฟังข้อมูลจากสมาคมกีฬาสัก 10-20 สมาคม ก็จะเป็นพระคุณอย่างสูง ถ้านัดกันครบทุกหน่วยงาน ใครจะไปกล้าพูดอะไรครับ วันนี้มันเหมือนฝีแตกเพราะเราปล่อยให้เลยเถิดกันมานาน ทั้งหมดทั้งปวงแล้วยังมีอีกหลายปัญหา ถ้าปล่อยไปแบบนี้ เราก็อย่างคาดหวังอะไรมากไม่ได้กับผลการแข่งขันต่างๆ”.

ภาพ gettyimages