ทั้งนี้ นอกจากทางสมองและทางจิตวิทยาแล้ว เมื่อตัดภาพกลับมามองสถานการณ์จริงเชิงโครงสร้างจาก “ปรากฏการณ์โกง” ก็ยิ่งเผยให้เห็นปัญหาสลับซับซ้อน ว่าแต่อะไรคือจุดตัดสำคัญที่ทำให้คนธรรมดาคนหนึ่งตัดสินใจข้ามเส้นแบ่งของ “ความซื่อสัตย์” ไปสู่การตัดสินใจที่ “จะโกง” นั้น ทางผู้เชี่ยวชาญ คือ ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ ได้มีการอธิบายเรื่องนี้ไว้…

ที่พฤติกรรมก้าวข้ามเส้นความซื่อสัตย์

ยอมข้ามไปสู่การมีพฤติกรรมทุจริตนั้น

มีกระบวนการที่สำคัญหนึ่งทำให้เกิดขึ้น

ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทาง ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข โฆษกกรมสุขภาพจิต และผู้อำนวยการสำนักความรอบรู้สุขภาพจิต ได้สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ว่า… สิ่งที่เป็นปัจจัยกระตุ้นทำให้บางคนตัดสินใจก้าวข้ามจาก “ความซื่อสัตย์” ไปสู่การมี “พฤติกรรมโกง” ได้นั้น เกิดจากกระบวนการทางจิตวิทยารูปแบบหนึ่งที่มีชื่อว่า… “Cognitive Dissonance” หรือ “ความขัดแย้งในใจตัวเอง” ซึ่งขณะที่คนหนึ่งคิดโกง สมองจะเกิดสภาวะเครียด และเพื่อจะลดความเครียดนั้น สมองจะสั่งให้กลไกป้องกันตัวที่สำคัญทำงาน นั่นก็คือ “การพยายามหาเหตุผลที่เป็นตรรกะวิบัติเข้าข้างตัวเอง” เพื่อจะหลอกตัวเองให้เชื่อว่า…ไม่ใช่เรื่องผิด ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต หรือเป็นความผิดร้ายแรงอะไร… เป็นคำอธิบายเกี่ยวกับกระบวนการดังกล่าวนี้ …ที่เป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้คนกล้าทำผิด

จนกล้าข้ามความถูกต้องเพื่อตัดสินใจโกง

ดร.นพ.วรตม์ ยังอธิบายเพิ่มเติมไว้ว่า… ด้วยกระบวนการดังกล่าวจากเดิมที่โกงแล้วก็กลัวมาก ๆ ก็จะทำให้คนนั้น กลายเป็นโกงแล้วไม่ค่อยกลัวจึงโกงอีก และเมื่อมีการโกงซ้ำ ๆ สมองส่วนที่เตือนภัยก็จะหยุดทำงาน จนทำให้บุคคลนั้นรู้สึกเกิดความสบายใจ หรือไม่รู้สึกผิดอะไร ทำให้คิดโกงในเรื่องที่ยากขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ เช่น จากในห้องเรียนไปสู่การทุจริตขนาดใหญ่ขึ้น และเมื่อเกิดการทำซ้ำแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ สุดท้ายสมองก็จะเสพติดการโกง เพราะสมองส่วนที่จัดการเรื่องความกลัว หรือ “อะมิกดาล่า” (Amygdala) เกิดการปรับตัวจนชินชา ส่งผลทำให้สัญญาณความรู้สึกผิดเบาลงเรื่อย ๆ ทำให้ขาดความรู้สึกละอาย และนอกจากนั้นในทางจิตวิทยายังพบว่า… คนที่กล้าโกงอย่างต่อเนื่องมักจะมีส่วนผสมกลุ่มบุคลิกภาพที่เรียกว่า… ไตรลักษณ์แห่งความมืด” หรือ The Dark Triad” ที่เป็น กลุ่มลักษณะบุคลิกภาพทางจิตวิทยา 3 ประการ ได้แก่…

ประเภทที่ 1 จอมบงการ (Machiavellianism) โดยคนประเภทนี้ จะมีลักษณะของจอมบงการ ที่มองโลกตามความจริงอันโหดร้าย โดยเชื่อว่า… เป้าหมายสำคัญกว่าวิธีการ ทำให้คนกลุ่มนี้จะเป็นตัวตั้งตัวตีในการวางแผนหาช่องโหว่ของระบบเพื่อโกง หรือทุจริต, ประเภทที่ 2 หลงตัวเอง (Narcissism) สำหรับกลุ่มนี้ จะมีความหลงตัวเองอย่างรุนแรง โดยมักจะชอบคิดว่า…ตัวเองเป็นคนพิเศษที่มีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่น ดังนั้นกฎระเบียบที่มี หรือที่กำหนดไว้นั้น เอาไว้ใช้กับคนทั่วไป ไม่ใช่กับตัวเอง และสุดท้ายคือประเภทที่ 3 ไร้ความเห็นอกเห็นใจ (Psychopathy) ที่กลุ่มนี้ถือเป็นบุคลิกภาพที่อันตรายที่สุด กล่าวคือ คนกลุ่มนี้จะเป็นพวกไร้ความเห็นอกเห็นใจ ขาดความรู้สึกผิดทางศีลธรรม และถึงแม้การโกงนั้น จะไปเหยียบย่ำอนาคตคนอื่น ๆ หรือกระทบกับโอกสของคนอื่น ๆ ก็จะไม่สนใจ ไม่รู้สึกสงสาร หรือแม้แต่ไม่สะทกสะท้าน หากโดนสังคมตราหน้า…

บางคนโกงทั้งที่รู้ถึงโทษที่จะได้รับหากถูกจับได้ แต่เพราะมนุษย์เรามักจะพ่ายแพ้ให้กับรางวัลที่ได้สัมผัสทันที เช่น การสอบติด หรือได้บรรจุมากกว่าจะให้ความสำคัญกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้มนุษย์กลัวการสูญเสีย เช่น กลัวการตกงาน กลัวการเสียหน้าตาในสังคม ซึ่งความกลัวการสูญเสียเหล่านี้เองที่ ผลักดันให้บางคนยอมทำเรื่องเสี่ยง ยิ่งบวกกับอคติที่คอยหลอกตัวเองว่าคนที่โดนจับได้ไม่ใช่ฉันแน่ ๆ ก็เลยกล้าโกง”

แล้วสังคมไทยจะแก้วงจรโกงนี้ได้อย่างไร? เรื่องนี้ ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า… การแก้ไขปัญหาการโกง” นั้น สังคมต้องช่วยกันปรับเปลี่ยนทัศนคติที่บิดเบี้ยวเป็นเรื่องแรก โดยไม่ยกเรื่องความจำเป็นมาใช้เป็นข้ออ้างในการละเมิดกฎ ซึ่งการลดการอ้างเหตุผลเพื่อให้ตัวเองทำผิดนี้จะช่วยให้ความรู้สึกผิดของคนเรายังคงอยู่ ไม่ถูกทำลายไปด้วยข้ออ้างส่วนตัว นอกจากนี้จะต้องช่วยกันสกัดกั้นบาปเล็ก ๆ เริ่มตั้งแต่วัยเด็ก ๆ อาทิ การลอกข้อสอบ ลอกการบ้าน ซึ่งเรื่องนี้ต้องอาศัยกลไกพ่อแม่และคุณครู เพื่อไม่ให้สมองของเด็กปรับตัวจนเกิดภูมิต้านทานการทำผิด ซึ่งคุณหมอมองว่า… การเลี้ยงดูวัยเด็กสำคัญมาก เพราะส่งผลต่อพฤติกรรมเมื่อคนโตเป็นผู้ใหญ่ ยิ่งถ้าเด็กเติบโตมาในบ้านที่คุ้นชินกับการโกง จนเรียนรู้ว่า… กฎเกณฑ์ทุกอย่างมีไว้ให้แหกได้!!

แหล่งข่าวคนเดิมยังกล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “การสร้างระบบนิเวศที่คนไม่โกง” ว่า… เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญถ้าสังคมไทยต้องการแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง เพราะสภาพแวดล้อมที่มีระบบตรวจสอบหละหลวม หรือมีระบบที่จะจัดการคนที่โกงไม่ได้เลย กรณีนี้ไม่ใช่แค่เปิดโอกาสให้คนอยากโกง แต่ยังเป็น “ตัวกระตุ้นสำคัญ” ที่ทำให้คนกล้าโกงมากขึ้น เนื่องจากคนทำผิดมองเห็นว่า… เคยมีใครโดนลงโทษหนักเมื่อถูกจับได้ ทำให้สังคมเกิดนิวนอร์มอล หรือบรรทัดฐานใหม่เกี่ยวกับการโกง

เมื่อคนที่ซื่อสัตย์หรือไม่โกง เริ่มรู้สึกตัวเองเป็นคนโง่ที่เสียเปรียบ สุดท้ายนิเวศนั้นก็จะกลืนกินคนดีให้เป็นผู้สมรู้ร่วมคิด หรือบีบให้คนที่ซื่อสัตย์ต้องลงมือโกงเสียเอง เพื่อรักษาสมดุลการแข่งขันและเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ซึ่งยิ่งทำให้ปัญหาทุจริตยิ่งซับซ้อน และแก้ยากขึ้นเรื่อย ๆ” …ดร.นพ.วรตม์ ฉายภาพปัญหาที่น่ากลัวเรื่องนี้

ทาง ดร.นพ.วรตม์ ได้ย้ำกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” เกี่ยวกับ “ปัญหาการโกงที่รุนแรงขึ้น” ในสังคมไทยวันนี้ว่า… แม้การแก้ปัญหาด้วยการไล่ออกหรือลงโทษทางอาญาจะเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมี แต่เป็นเพียงการสร้างความกลัวชั่วคราวได้เท่านั้น ซึ่งการจะแก้ปัญหาที่ยังยืนนั้นส่วนตัวเชื่อว่า… ต้องอาศัยทฤษฎีจิตวิทยาและพฤติกรรมศาสตร์เข้ามาช่วย เช่น ในระดับองค์กร ต้องสร้างบรรยากาศทางจริยธรรมหรือทัศนคติเชิงบวก ผ่านตัวผู้นำองค์กรให้เป็นต้นแบบความโปร่งใส รวมถึง นำแนวคิดความปลอดภัยทางจิตวิทยามาใช้ เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนกล้าพูด หรือรายงานความผิดปกติ โดยไม่ต้องกลัวถูกเพ่งเล็ง หรือถูกกลั่นแกล้ง รวมถึง ต้องกลับไปแก้ที่ต้นน้ำ คือสอนเรื่องความซื่อสัตย์ตั้งแต่วัยเด็ก และต้องเปลี่ยนวิธีคิดของการเลี้ยงดูใหม่ โดยพ่อแม่และครูต้องเลิกชื่นชมเด็กที่ผลลัพธ์หรือคะแนน แต่ให้ชื่นชมที่ความพยายาม และกระบวนการมากกว่า…

ถ้าสอนให้เด็กไม่ยึดติดอยู่กับความสำเร็จ เขาก็ไม่ต้องยอมทำทุกอย่างให้ตัวเองได้ชัยชนะ เช่น โกงข้อสอบ ลอกการบ้านคนอื่น ซึ่งวิธีนี้จะช่วยตัดวงจรให้เด็กโตมาแล้วโกงได้อย่างมาก” …ดร.นพ.วรตม์ ระบุเรื่องนี้ และนี่เป็น “มุมวิเคราะห์” ต่อ “ปรากฏการณ์โกง” ที่เกิดขึ้นผ่านคำอธิบายจิตวิทยา และพฤติกรรมศาสตร์

แม้ “การโกง” มีกลไกสมองกับจิตใจเป็นปัจจัย

แต่ถ้า “ระบบนิเวศไม่โกง” หัวเชื้อนี้ก็จุดไม่ติด.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์