เกี่ยวกับ “วิกฤติคนล้นคุก” ที่เวลานี้กำลังเป็นปัญหาหนักของเรือนจำเกือบทุกแห่งนั้น เรื่องนี้ได้รับความสนใจจากทางฝั่งนักวิชาการธรรมศาสตร์ ที่พยายามค้นหาปัจจัยและหาทางออกให้การแก้ไขวิกฤติที่เกิดขึ้นนี้ ผ่านเวทีเสวนาหัวข้อ “หลังพิงฝา หน้าพิงกรง : ก้าวพลาดหรือโดนผลัก เมื่อคุกใกล้ตัวกว่าที่คิด” เพื่อสะท้อนถึงปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมมีการเสนอแนะแนวทางเพื่อเป็น “ทางเลือก” ให้กับการแก้ไขปัญหานี้…

กับ “ปัญหาคนล้นคุก” ที่ในเวลานี้กำลังวิกฤติ

จะมีข้อเสนอหรือเสียงสะท้อนเช่นไรต้องมาดู

รศ.ดร.สุปรียา แก้วละเอียด / ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี

ทั้งนี้ ภายในงานเสวนาดังกล่าวมีการเปิดเผยถึง ฐานข้อมูลของกรมราชทัณฑ์ ปี 2568 ว่า… ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ต้องขังอยู่ประมาณ 301,020 คน ในขณะที่ ศักยภาพเรือนจำรองรับได้แค่ 248,333 คน เท่านั้น ทำให้ขณะนี้จำนวนผู้ต้องขังล้นเกินกว่าที่เรือนจำจะรองรับได้!! ซึ่งการที่ “คุกมีสภาพคนล้น” เช่นนี้ นับเป็นสถานการณ์ที่น่าวิตกกังวล เนื่องจากสุ่มเสี่ยงและมีโอกาสทำให้ระบบการควบคุม ดูแล และการฟื้นฟูผู้ต้องขังที่มีอาจทำได้ไม่มีประสิทธิภาพมากนัก โดยเฉพาะการดูแลผู้ต้องขังที่เป็นกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ และในเวทีเดียวกันนี้ ได้มีการวิเคราะห์ถึง “สาเหตุ” ที่อาจจะเป็นส่วนหนึ่งนำสู่วิกฤตินี้ว่า… อาจมีสาเหตุจาก “ความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มสูง” ในมิติต่าง ๆ เช่น จากการขาดรายได้ ที่เป็นผลจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย, จากการถูกกีดกัน จนเข้าไม่ถึงบริการที่จำเป็น ที่ทำให้เงื่อนไขในการใช้ชีวิตและทางเลือกในการตัดสินใจของคนหนึ่งลดน้อยลง จนบางคนตัดสินใจผิดพลาดจึงต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ …เป็นภาพสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ ในเวทีเสวนายังมีการเผยว่า… อีกปัจจัยที่ทำให้เรือนจำเกือบทุกแห่งเกิดวิกฤติคนล้นคุกอาจมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการ “ทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังที่พ้นโทษ” ออกไปแล้ว โดยพบตัวเลข 80% ของผู้ที่พ้นโทษออกไปในระยะเวลา 3 ปี กลับมาทำผิดซ้ำอีก ซึ่งสะท้อนว่า… กระบวนการในเรือนจำไม่สามารถช่วยเหลือหรือฟื้นฟูให้คนกลุ่มนี้กลับคืนสู่สังคมได้ ซึ่งสอดคล้องข้อมูลการจัดอันดับ World Justice Index ที่ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ที่ 76 ของโลก โดยกระบวนการยุติธรรมของไทยได้รับการประเมินให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด…นี่เป็นตัวเลขและสถิติน่าสนใจที่มีการให้ข้อมูลไว้จากเวทีเสวนานี้

ด้านความเห็นและมุมมองต่อวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เรื่องนี้ รศ.ดร.สุปรียา แก้วละเอียด คณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวถึงวิธีการและทางออกของปัญหาดังกล่าวว่า… รัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง “กรมราชทัณฑ์” ควรมีการดำเนินการในเชิงนโยบาย 4 เรื่อง เพื่อแก้ปัญหานี้ ได้แก่ 1.ปรับเปลี่ยนนโยบายของเรือนจำ จากที่ควบคุมและคุมขัง ไปสู่การดูแลฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพ 2.เรือนจำควรมีมาตรการเฉพาะ ในการดูแลกลุ่มคนในเรือนจำที่มีความแตกต่างหลากหลาย เช่น ผู้มีปัญหาสุขภาพจิต ผู้มีความหลากหลายทางเพศ 3.เรือนจำควรมีบทบาทในการพัฒนาความรู้และทักษะอาชีพ ให้กับผู้ต้องขัง เพื่อเปลี่ยนไม่ให้เรือนจำกลายเป็นสถานที่บ่มเพาะให้คนยิ่งกระทำความผิดรุนแรงขึ้น และ 4.ควรสร้างระบบติดตามและช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่วงหลังพ้นโทษ 6 เดือนถึง 1 ปี ซึ่งเป็นช่วงสำคัญที่จะตัดสินว่าจะมีการผิดซ้ำ หรือกลับคืนสู่สังคมได้หรือไม่…และนี่ก็เป็นข้อเสนอแนะจากคณบดีนิติศาสตร์ ที่เสนอต่อเรือนจำ รวมถึงหน่วยงานเกี่ยวข้องได้นำไปพิจารณา

ด้าน ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ. ให้มุมมองอีกมุมหนึ่งไว้น่าสนใจบนเวทีนี้ว่า… ปัญหาวิกฤติคนล้นคุกที่เกิดขึ้นนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก “ช่องว่างความไม่รู้กฎหมาย” จนทำให้บางคนทำความผิดได้โดยไม่ได้ตั้งใจว่า ยิ่งในปัจจุบันนี้ เส้นกั้นของกฎหมายบางมาก ทำให้ยิ่งง่ายต่อการทำให้คนหนึ่งในการตัดสินการกระทำความผิดสามารถกระทำความผิดโดยไม่รู้ตัว เช่น การรีวิวโรงแรมด้วยถ้อยคำบางอย่าง ก็อาจกลายเป็นผู้ต้องหาฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาได้ หรือการรับของจากคนแปลกหน้าเพื่อไปส่งให้อีกคน แม้คนส่งจะไม่รู้ว่าของข้างในคืออะไร แต่ในทางกฎหมายจะดูที่ความตั้งใจในการถือของคนส่ง …เป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นที่อาจารย์คณะนิติศาสตร์นี้ได้หยิบยกมาสะท้อนเพื่อให้สังคมไทยเห็นภาพ

กับไทยในยุคที่เส้นกั้นกฎหมายบางมาก ๆ

นี่ก็ยิ่งง่ายที่คนจะทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว

รศ.ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน / ผศ.ชล บุนนาค

อย่างไรก็ตาม การให้ความรู้อาจช่วยได้ไม่ทั้งหมด ทำให้ในเวทีดังกล่าวจึงมีการเรียกร้องให้ทางรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมาร่วมแก้ไขเรื่องนี้อย่างเป็นระบบด้วย เนื่องจากเวลานี้มีปัญหาทั้งวงจร โดยเรื่องนี้ ทาง รศ.ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. กล่าวว่า… นักสังคมสงเคราะห์เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญมากในการดูแลผู้ต้องขังในเรือนจำ โดยเฉพาะการดูแลรายกรณีให้กลุ่มต่าง ๆ ในเรือนจำได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ทั้งช่วงก่อนเข้า ระหว่างอยู่ในเรือนจำ และหลังพ้นโทษออกมา ทว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ไทยมีจำนวนผู้ต้องขังกว่า 3 แสนคน กลับมีนักสังคมสงเคราะห์เพียง 3,000 คนเท่านั้น ทำให้นักสังคมสงเคราะห์บางคนทำได้เพียงบันทึกทะเบียนนักโทษ รับเรื่องร้องเรียน และประสานส่งต่อ โดยไม่สามารถนำกระบวนการที่เหมาะสมมาดูแลนักโทษที่มีอยู่ได้อย่างทั่วถึง ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้น จึงอยากเสนอให้เร่งผลิตบุคลากรส่วนนี้เพิ่มขึ้นให้เพียงพอกับการดูแลผู้ต้องขังเรือนจำ ควบคู่ไปกับมาตรการอื่น ๆ ร่วมด้วย รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรมีการปฏิรูประบบการทำงานให้มีความเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน เพื่อให้การประสานส่งต่อดูแลผู้ต้องขังทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เกิดการทำงานแยกส่วน

ขณะที่ ผศ.ชล บุนนาค ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพและความยั่งยืน มธ. กล่าวเสริมว่า… การดูแลฟื้นฟูผู้ต้องขังหลังพ้นโทษให้กลับคืนสู่สังคมที่ไม่มีประสิทธิภาพ นอกจากเป็นปัญหาสังคมแล้ว ยังถือเป็นปัญหาทางด้านเศรษฐกิจด้วย เพราะหากมองเชิงเศรษฐศาสตร์ แรงงาน 1 คนสามารถสร้างผลิตภาพให้ประเทศได้มูลค่า 1.1 ล้านบาท ซึ่งถ้าไทยไม่สามารถทำให้ผู้ต้องขังราว 3.2 แสนคนในเรือนจำสร้างรายได้ให้กับประเทศได้ ประเทศไทยก็จะต้องสูญเสียโอกาส ยิ่งในตอนนี้สถานการณ์การคลังของประเทศที่มีรายได้ไม่มากนัก ดังนั้นรัฐอาจจะต้องหันมาให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทย…

ทุกวันนี้รัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาด้วยการออกกฎหมายเพิ่มบทลงโทษจำนวนมาก และศาลก็มีการใช้กฎหมายเหล่านั้นส่งคนเข้าคุกตลอดเวลา ขณะที่กรมราชทัณฑ์พยายามดูแลและฟื้นฟูให้ผู้ต้องขังกลับสู่สังคมได้ แต่ด้วยทรัพยากรจำกัดทำให้การดำเนินงานไม่ครอบคลุม และทุกปีก็ต้องใช้กลไกอภัยโทษเพื่อให้นักโทษหลุดออกจากระบบเรือนจำ ซึ่งการดูแลหลังพ้นโทษของไทยก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพมากนัก สุดท้ายก็กลายเป็นก่อเหตุซ้ำ และวนกลับเข้าไปเรือนจำเหมือนเดิม ดังนั้นถ้าหากจะหลุดจากกับดักเรื่องนี้ได้ ไทยก็อาจจะต้องหาวิธีที่จะตัดวงจรนี้ไม่ให้กลับมาหมุนวนจนเกิดเป็นปัญหาซ้ำ ๆ” …เป็น “เสียงสะท้อน” น่าสนใจที่ถูกระบุไว้จากเวทีเสวนา “หลังพิงฝา หน้าพิงกรง : ก้าวพลาดหรือโดนผลัก เมื่อคุกใกล้ตัวกว่าที่คิด” ที่จัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ หลังจากเกิด “วิกฤติคนล้นคุก” ในเวลานี้… ที่ไม่ได้ทำให้ “คุกแออัด” เท่านั้นแต่ยังทำให้ประเทศไทย “เสียโอกาสทางเศรษฐกิจ”

ทั้งจากคนใหม่เข้าคุกคนเก่าออกไปทำผิดซ้ำ

ที่ถ้าปล่อยปัญหานี้ไว้เรื้อรัง นี่ก็ยิ่งจะทำให้แย่.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์