เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่ประเทศฟิลิปปินส์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงการเข้าร่วมการประชุม รมว.ต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 59 เมื่อวันที่ 21 ก.ค. ที่ผ่านมา ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงสถานการณ์ในภูมิภาคและสถานการณ์ของโลก ขณะที่ตนได้กล่าวในที่ประชุมว่าต้องยกระดับความร่วมมือในภูมิภาค ด้วยความที่อาเซียนเป็นแกนกลางของสันติภาพและความมั่นคงของโลก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องเริ่มที่ภูมิภาคของเราก่อน ส่วนสถานการณ์ในประเทศเมียนมายังน่าเป็นห่วง ขณะที่นโยบายของไทย เน้นการพูดคุยและปฏิสัมพันธ์ แต่ไม่ได้ละทิ้งฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน แต่อยู่ที่ว่าจะนำทั้ง 5 ข้อมาปฏิบัติอย่างไร ทั้งนี้ ไทยเป็นประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมา จึงต้องมองสถานการณ์ด้วยความเป็นจริง แน่นอนว่า ประเทศไทยมีผลประโยชน์ในเรื่องความมั่นคงชายแดน ซึ่งมีประเด็นต่างๆ มากมาย ทั้งการค้าชายแดน ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด และเรื่องมลพิษ ซึ่งไทยต้องพูดคุยกับรัฐบาลเมียนมาในเรื่องเหล่านี้ โดยไม่ทิ้งฉันทามติของอาเซียน ด้วยการเดินไปอย่างคู่ขนาน คือการพูดคุยกับเมียนมาโดยตรง ซึ่งเรายึดผลประโยชน์ของไทยเป็นตัวตั้ง
นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในเมียนมานั้น มีการเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ของเมียนมาเดินหน้ากระบวนการพูดคุย เดินหน้าสู่สันติภาพ และความปรองดอง ซึ่งไทยแสดงความพร้อมอำนวยความสะดวกให้มีการพูดคุยกันระหว่างชนกลุ่มน้อยกับรัฐบาลเมียนมา โดยขณะนี้ฝ่ายชนกลุ่มน้อยต้องพูดคุยกันเอง เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี อย่างไรก็ตาม เมียนมาต้องมีกระบวนการสร้างความปรองดอง แต่ไม่สามารถเกิดขึ้นในช่วงเวลาข้ามคืน ต้องดูว่าเขามีความคืบหน้าอะไรบ้าง เช่น การย้ายนางออง ซาน ซูจี ออกจากเรือนจำ ไปยังที่พักภายนอก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นความคืบหน้า และจะขอให้ รมว.ต่างประเทศฟิลิปปินส์ ในฐานะผู้แทนพิเศษของอาเซียน ได้เข้าพบนางซูจี หากรัฐบาลเมียนมายอมให้เข้าพบ ก็ถือเป็นความคืบหน้าได้เช่นกัน
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า หากทุกอย่างมีความคืบหน้า อาเซียนก็ต้องสนับสนุนให้เมียนมาเดินหน้าต่อไป โดยการที่เมียนมาจะกลับเข้าสู่อาเซียนอีกครั้งอาจไม่เหมือนเดิม แต่ก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป และหากเห็นว่าเมียนมากำลังเดินไปในทางที่ถูกต้อง ทำได้ตามฉันทามติ 5 ข้อ อาเซียนก็ต้องตอบสนองกลับไปยังเมียนมาด้วย อาทิ การพิจารณาให้ รมว.ต่างประเทศเมียนมากลับเข้าสู่การประชุมตามกรอบของอาเซียนได้หรือไม่ โดยอาเซียนต้องมองสถานการณ์อย่างเป็นจริง และต้องมีตัวชี้วัดความคืบหน้า จะพูดแค่หลักการอย่างเดียวไม่ได้ ทั้งนี้ หลายประเทศกำลังไตร่ตรองว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร และเริ่มมองสถานการณ์ด้วยความเป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการพูดถึงการลดความรุนแรง การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการสร้างความปรองดอง อะไรคือความคืบหน้า ก็คงต้องเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป

เมื่อถามว่า ประเทศสมาชิกมองอย่างไรที่จะให้เมียนมากลับเข้าสู่อาเซียน นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ทุกคนรู้แล้วว่า เรื่องฉันทามติ 5 ต้องคำนึงถึงบริบทใหม่ แม้เมียนมามีการเลือกตั้งแล้ว แต่ก็เป็นการเลือกตั้งที่ไม่สมบูรณ์ แต่ก็ยังพยายามเดินหน้ากระบวนการพูดคุย ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลเมียนมาต้องทำให้กระบวนการพูดคุยมีความน่าเชื่อถือ ที่สำคัญ อยากเน้นเรื่องการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม อยากให้รัฐบาลเมียนมาเปิดพื้นที่รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งผู้แทนพิเศษอาเซียนจะไปเยือนเมียนมา เพื่อผลักดันการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ด้วยการนำศูนย์ประสานงานอาเซียนเพื่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการจัดการภัยพิบัติ (AHA Centre) รวมทั้งบรรดาองค์กรระหว่างประเทศที่ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าไปด้วย หากรัฐบาลเมียนมาเปิดรับการให้ความช่วยเหลือเหล่านี้เข้าถึงประชาชน ก็ถือเป็นความคืบหน้า
“การปล่อยให้เมียนมาโดดเดี่ยว มันไม่ใช่สิ่งที่ดี เพราะเราไม่ต้องการให้เมียนมา เป็นเวทีของการเข้ามาช่วงชิงหรือแข่งขันกันระหว่างชาติมหาอำนาจ ซึ่งอาเซียนก็ต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย สิ่งที่ประเทศไทยพยายามนำเสนอคือการใช้ถนน 2 เส้นทาง คือไม่ใช่แค่อาเซียนมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมา แต่เมียนมาต้องมีท่าทีตอบสนองข้อกังวลของอาเซียนด้วย” นายสีหศักดิ์ กล่าว และว่า หลายประเทศเข้าใจในสิ่งที่ไทยนำเสนอ ขณะเดียวกัน แนวทางนี้ไม่ได้เป็นการให้ความชอบธรรมกับรัฐบาลเมียนมา แต่สนับสนุนให้รัฐบาลเมียนมาตอบสนองฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน และนำไปสู่การปฏิบัติ



