เกี่ยวกับสถานการณ์ข้างต้นเรื่องนี้ถูกสะท้อนไว้ในบทความ “เกษียณในโลกใบใหม่ : เมื่อความแก่ตัวมาพร้อมความโดดเดี่ยวและต้นทุนที่สูงขึ้น” ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของ TDRI ที่ได้ศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาเชิงโครงสร้างเรื่องนี้เอาไว้ เพื่อฉายภาพว่า… ไทยไม่ได้เผชิญแค่ปัญหาสังคมสูงอายุเท่านั้น แต่ยังต้องเตรียมรับมือกับ “กลุ่มคนวัยใกล้เกษียณ” ที่กำลงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น…
จนอาจยิ่งทำให้การแก้ไขปัญหาสังคมสูงวัย
จากที่ยากอยู่แล้ว ยิ่งมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น
จากสถานการณ์ประชากรวัยแรงงานที่แก่ตัว


ศ.ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ / จิราภรณ์ แผลงประพันธ์
ทั้งนี้ ก่อนจะไปที่สถานการณ์ความท้าทายจาก “ประชากรวัยใกล้เกษียณ” ในบทความวิชาการที่จัดทำโดย ศ.ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ และ จิราภรณ์ แผลงประพันธ์ นักวิจัยของ TDRI ได้ มีการสะท้อนถึง “ผู้สูงอายุ 3 กลุ่มเสี่ยงที่น่าเป็นห่วงที่สุด” ว่า…ประกอบไปด้วยผู้สูงอายุกลุ่มต่าง ๆ ดังนี้…
กลุ่มแรก ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว ที่เป็นกลุ่มเปราะบางที่สุดในแง่การพึ่งพาตนเอง จากการที่ผู้สูงอายุกลุ่มนี้มีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงที่สุดในทุกช่วงปี เนื่องจากการที่ต้องอยู่คนคนเดียวทำให้ไม่สามารถเฉลี่ยต้นทุนกับสมาชิกคนอื่นในบ้านได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าที่อยู่อาศัย หรือค่าเดินทาง จึงเป็นกลุ่มที่ต้องจับตาอย่างมากในอนาคต เพราะจำนวนเพิ่มเร็วที่สุดกลุ่มหนึ่ง และมีแนวโน้มเปราะบางทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม
กลุ่มสอง ผู้สูงอายุที่อยู่กันสองคน แม้จะดูมั่นคงขึ้น แต่จะเกิดความเสี่ยงเมื่อคนหนึ่งล้มป่วย โดยกลุ่มนี้มักเป็นคู่สมรสสูงอายุที่อยู่ด้วยกัน ซึ่งกลุ่มนี้มีข้อดีคือ ยังพอมีคนดูแลกันเองได้ แต่ความเสี่ยงคือเมื่อคนหนึ่งเจ็บป่วย การดูแลกันจึงมีข้อจำกัด และอาจเปลี่ยนจาก “คู่สูงวัยที่อยู่กันเองได้” ไปสู่ “คู่สูงวัยที่ทั้งสองฝ่ายต้องการการดูแล” ได้อย่างรวดเร็ว
และสุดท้ายคือกลุ่มสาม กลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไป เป็นกลุ่มที่ต้องเตรียมระบบดูแลระยะยาวมากสุด และเป็นหัวใจของโจทย์ในอนาคตเพราะจำนวนเพิ่มเร็วที่สุด กับมีแนวโน้มใช้จ่ายด้านการช่วยเหลือจากภายนอกมากขึ้น ซึ่งถ้าหากประเทศไทยยังไม่มีระบบดูแลระยะยาวที่เข้าถึงได้ในต้นทุนที่เหมาะสม ภาระจะตกกับครอบครัว ซึ่งในอนาคตก็มีแนวโน้มที่ครอบครัวคนไทยจะขนาดเล็กลง จึงอาจจะยิ่งทำให้เกิดปัญหาขึ้นในอนาคต…และนี่เป็น “ผู้สูงอายุ 3 กลุ่มเสี่ยง” ที่บทความนี้ระบุไว้
ที่ถูกจัดให้เป็น “กลุ่มที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด”
นอกจากผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงน่าเป็นห่วงแล้ว ในบทความนี้ ศ.ดร.วรวรรณ และ จิราภรณ์ นักวิชาการ TDRI ยังสะท้อนว่า… อีกหนึ่งสถานการณ์สำคัญที่มองข้ามไม่ได้คือ “กลุ่มวัยใกล้เกษียณ” หรือ “วัยแรงงานที่แก่ตัวลง” ที่ปัจจุบันกำลังสะสมจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยพบว่า… น่าจะมีสัดส่วนของกลุ่มอายุ 46-60 ปีอยู่ที่ประมาณ 39% ของประชากรวัยทำงานทั้งหมด ในขณะที่ประชากรทำงานวัยหนุ่มสาวที่มีอายุระหว่าง 21-45 ปี ซึ่งถือเป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศ กลับมีสัดส่วนลดลงอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นความเสี่ยงต่อขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ทางประชากรของ “กลุ่มวัยใกล้เกษียณที่เพิ่มขึ้น” อาจกลายเป็นปัญหาสำคัญที่กระทบต่อระบบบำนาญและสวัสดิการของรัฐ โดยหากลองจินตนาการดูว่า… ภายในเวลา 10-15 ปีข้างหน้า เมื่อประชากรทำงานกลุ่มนี้เกษียณอายุพร้อม ๆ กันจะส่งผลกระทบแค่ไหนกับโครงสร้างประเทศในอนาคต? ตลอดจนจะกระทบต่อเนื่องไปถึงระบบสวัสดิการอื่น ๆ หรือไม่?…
นี่เป็นปุจฉาที่ระบุไว้โดยนักวิชาการสองท่านนี้
เพื่อชวนสังคมไทยร่วมหากวิสัชนาจากเรื่องนี้

ในบทความที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” นำมาสะท้อนต่อนั้นยังชี้ให้เห็นประเด็นน่าสนใจของ “คนวัยใกล้เกษียณ” กลุ่มนี้ว่า…หากมองภาพสังคมไทยในระยะยาว คนที่น่าห่วงที่สุดอาจไม่ใช่เฉพาะผู้สูงอายุวันนี้ แต่รวมถึง คนวัยก่อนเกษียณ (46-60 ปี) ที่กำลังจะกลายเป็นผู้สูงอายุ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพราะคนกลุ่มนี้มีจำนวนมากขึ้น และก่อนจะเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นผู้สูงอายุ ประชากรกลุ่มนี้จำนวนมากยังเป็นกำลังหลักของประเทศ แต่ขณะเดียวกันคนวัยก่อนเกษียณ หรือวัยใกล้เกษียณกลุ่มนี้กลับเป็น “กลุ่มที่ก็ต้องรับภาระชีวิตหลายด้านพร้อมกัน” ทั้งครอบครัว ค่าใช้จ่ายประจำวัน การดูแลพ่อแม่ ซึ่งถ้าหากคนกลุ่มนี้เข้าสู่วัยเกษียณ นี่ก็อาจจะทำให้เกิด “ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” กับสังคมไทย… นักวิชาการย้ำถึงสถานการณ์นี้
เพื่อเรียกร้องให้ไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือ
“ประชากรวัยใกล้เกษียณ” ที่เพิ่มจำนวนขึ้น
และอาจจะกระทบกับประเทศไทยหลายมิติ
นอกจากนี้ ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมารูปแบบการใช้ชีวิตของคนวัย 46–60 ปี เปลี่ยนแปลงไปสิ้นเชิง โดยข้อมูลพบว่า… ค่าใช้จ่ายต่อหัวของกลุ่มนี้ สะท้อนภาระทางการเงินที่หนักหน่วง โดยพบรายจ่ายบริโภคมีการปรับตัวสูงขึ้นกว่า 4 เท่า จากเดือนละ 1,990 บาทต่อคน ในปี 2537 เป็น 8,362 บาทต่อคน ในปี 2567 ทำให้เกิดคำถามก็คือ “กลุ่มวัยก่อนเกษียณ” กลุ่มนี้มีเงินออมพอหรือไม่ ถ้าเลิกทำงานแล้ว? ซึ่งนักวิชาการได้พูดถึง “จุดที่น่าคิดที่สุด” ว่า… แม้คนวัย 46–60 ปี จะมีการออมเฉลี่ยต่อหัวสูงขึ้นตามเวลา แต่เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายหลังเกษียณแล้วภาพรวมยังน่าห่วง เนื่องจากในแต่ละเดือนคนกลุ่มนี้ยังมีภาระใช้จ่ายมากกว่าเงินออมพอสมควร โดยยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน หรือค่าดูแลระยะยาว…
เมื่อวัยก่อนเกษียณเปลี่ยนผ่านเข้าสู่วัยเกษียณ
นี่เป็นสารพันปัญหาที่ท้าทายประเทศไทยอยู่
มีทั้งสังคมอายุยืน มีทั้งวัยแรงงานที่แก่ตัวลง
ทั้งนี้ ในบทความโดย ศ.ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ และ จิราภรณ์ แผลงประพันธ์ นักวิจัยของ TDRI ยังชวนสังคมและคนไทยตั้งคำถามถึง “ระบบสวัสดิการผู้สูงอายุของไทย” ว่า… สามารถรองรับได้แค่ไหน? ผ่านการวิเคราะห์ที่จำแนกแบ่งตามระบบสวัสดิการต่าง ๆ ที่มีอยู่ รวมถึง “จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย” เพื่อให้นำไปใช้รับมือหรือแก้ปัญหา ตลอดจน “วิธีสังเกตสัญญาณเตือน” เพื่อให้ไทยเตรียมพร้อมและเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ความท้าทายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต…
ส่วนจะมีสัญญาณเตือนอะไรให้สังเกตนั้น
รวมถึงจะมีข้อเสนอแนะเพื่อรับมืออย่างไร
เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาประชากรลุกลาม
กรณีนี้ต้องมาดูกันต่อที่ “บทสรุปปิดท้าย”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



