ทั้งนี้ สำหรับวิสัชนาจากปุจฉาในเรื่องของ “ความจำเป็นความสำคัญ” ของศาสตร์การให้คำแนะนำปรึกษา หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า… การโค้ชชิ่ง” นั้น มีมุมมองและคำอธิบายน่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับศาสตร์นี้ ที่ได้มาไขคำตอบและสะท้อนเรื่องนี้ว่า… ศาสตร์ของการโค้ชชิ่ง” ยังสำคัญไหมในโลกยุค AI…

ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ

ทั้งนี้ คำถามดังกล่าวกำลังเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากตอนนี้ผู้คนสามารถค้นหาคำตอบแทบทุกเรื่องจากระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ทำให้หลายคนเกิดปุจฉาเกี่ยวกับ “ศาสตร์โค้ชชิ่ง” ว่า… ยุคนี้ยังจำเป็นด้วยหรือ? โดยมุมมองเรื่องนี้ ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ ผู้ก่อตั้ง AcComm Group และเป็นโค้ชผู้บริหารหญิงชาวไทยคนแรกที่ได้รับการยอมรับในเวทีนักคิดด้านการบริหารระดับโลก ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์ของการโค้ชชิ่งให้ทัศนะกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ไว้น่าสนใจ โดยสะท้อนว่า… ปัจจุบันคำว่า… “Coaching” ถูกนำไปใช้ในหลายบริบท จนทำให้คนเข้าใจว่า… การโค้ชชิ่งคือการให้คำแนะนำสิ่งที่คนนั้นควรทำ ซึ่งแท้จริง การโค้ชชิ่งคือกระบวนการพัฒนาศักยภาพที่ช่วยให้คิด ทบทวน ค้นพบคำตอบ ผ่านการตั้งคำถามและการรับฟัง

เพราะคำตอบที่ดีไม่ได้มาจากคนที่รู้มากที่สุด

แต่มาจากการที่คนนั้นเข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง

ทาง ดร.อัจฉรา ได้ขยายความเรื่องนี้ว่า… แม้แต่ในยุคที่ AI เข้าถึงองค์ความรู้และช่วยวิเคราะห์ข้อมูลได้รวดเร็ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้การโค้ชชิ่งถูกลดความสำคัญลงไป เพราะแม้จะมี AI เป็นเครื่องมือช่วยหาคำตอบ แต่ที่สุดแล้ว คุณค่ามนุษย์ยังอยู่ที่ความสามารถในการตระหนักรู้ ตั้งแต่การเข้าใจอารมณ์ ความเชื่อ และคุณค่าของตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้การโค้ชชิ่งจึงไม่ได้แข่งขันกับ AI แต่กลับทำหน้าที่ช่วยให้มนุษย์ใช้ข้อมูลและคำตอบที่มีมากมายอย่างมีวิจารณญาณขึ้นมากกว่า เพื่อเลือกแนวทางที่สอดคล้องกับเป้าหมายและคุณค่าตัวเอง เป็นการสะท้อนของผู้เชี่ยวชาญที่ชี้ว่า…

ทำไมการโค้ชชิ่งจึงยังสำคัญในยุคที่โลกมีเอไอผู้เชี่ยวชาญคนเดิมกล่าวเสริมเรื่องนี้ไว้ว่า… จากการถอดบทเรียนและประสบการณ์ในการร่วมพัฒนา Coaching Culture ให้กับหลาย ๆ องค์กร เช่น เคทีซี พบว่า… การโค้ชชิ่งสามารถนำไปใส่เข้ากับวัฒนธรรมองค์กรได้ ผ่านวิธีการดำเนินงานในหลายมิติ เช่น การพัฒนาทักษะการโค้ชให้กับผู้นำทุกระดับ หรือแม้แต่การออกแบบระบบโค้ชชิ่งภายในหน่วยงาน รวมถึงส่งเสริมการสะท้อนผลการทำงาน และใช้เสริมการเรียนรู้ให้กับการประชุมภายในองค์กรได้ เพื่อให้พนักงานทุกคนเห็นบทบาทของตัวเองในองค์กร เพราะ “หัวใจสำคัญของการโค้ชชิ่ง” คือ การสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ โดยเคารพศักยภาพพนักงานแต่ละคน เพื่อกระตุ้นให้พนักงานในองค์กรคิดค้นคำตอบด้วยตนเองที่จะช่วยให้พนักงานเกิดการพัฒนา ซึ่งจะส่งผลดีกลับไปที่องค์กรซึ่งบุคลากรที่เป็นทั้งคนเก่ง คนดี และคนที่กล้าคิด

ส่วนตัวเชื่อว่าในอนาคตองค์กรที่ประสบความสำเร็จ อาจไม่ใช่องค์กรที่มีเทคโนโลยีดีที่สุดอย่างเดียว แต่จะต้องเป็นองค์กรที่ปลดล็อกศักยภาพพนักงานได้ดีที่สุด เพราะถึงแม้โลกยุคใหม่ คนจะ AI ช่วยหาคำตอบ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้คนเข้าใจตัวเองมากขึ้น ซึ่งนี่คือจุดที่โค้ชชิ่งจะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ ซึ่งบทบาทผู้นำในอนาคตนั้น โดยเฉพาะในยุคที่ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้เท่าเทียมกัน ความแตกต่างของผู้นำยุคต่อไปจะไม่ได้อยู่ที่ใครรู้มากกว่า แต่อยู่ที่ใครพัฒนาคนได้มากกว่า” …เป็นมุมสะท้อนที่กล่าวถึงประโยชน์ในการโค้ชชิ่ง ที่จะช่วยเติมเต็มช่องว่างให้ผู้คน

ขณะที่กรณีศึกษาตัวอย่างจากภาคเอกชนที่นำการโค้ชชิ่งมาปรับใช้กับองค์กร มีมุมมองน่าสนใจจาก เจนจิต ลัดพลี ผู้บริหารฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์ เคทีซีที่นำประสบการณ์ที่ได้รับมาถ่ายทอดเป็นกรณีศึกษาว่า… หลายคนอาจคาดหวังให้โค้ชชิ่งจะต้องตอบได้ทุก ๆ เรื่อง หรือจะต้องบอกทางออกได้กับทุก ๆ ปัญหา หรือช่วยให้เปลี่ยนชีวิตได้ในเวลาสั้น ๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่มีใครรู้จักชีวิตของตัวเราได้ดีไปกว่าตัวเอง ดังนั้น การโค้ชชิ่งที่ดีจึงไม่ได้ทำให้คนเดินตามคำตอบของโค้ช แต่ช่วยให้คนนั้นได้มองเห็นถึงศักยภาพตัวเองมากกว่า เพื่อกระตุ้นให้เป็นคนกล้าคิด กล้าตัดสินใจ และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ไม่ได้เกิดจากการที่มีใครบอกให้ทำ แต่เกิดจากที่เราเชื่อในคำตอบที่ค้นพบด้วยตัวเองนั้นมากกว่า

เจนจิต ลัดพลี

ผู้บริหารคนเดิมยังมีการถอดรหัสเกี่ยวกับเรื่องของ “โค้ชชิ่ง” เอาไว้เพิ่มเติมอีกว่า… นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ศาสตร์การโค้ชชิ่งเป็นที่ยอมรับ เพราะไม่ได้ช่วยให้ผู้นำพูดเก่งขึ้น แต่เป็นการช่วยให้ผู้นำฟังเก่งขึ้นมากกว่า เนื่องจากผู้นำจำนวนมากเคยเชื่อว่า… หน้าที่ของตัวเองคือการมีคำตอบให้ทุก ๆ เรื่อง แต่ในโลกการทำงานปัจจุบันที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งตอนนี้ความรู้ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปได้เร็วเกินกว่าที่คนเดียวจะรู้ทุกอย่างได้ ทำให้สิ่งที่องค์กรต้องการจึงไม่ใช่หัวหน้าที่ตอบเก่งที่สุด…

แต่คือผู้นำที่ดึงศักยภาพทีมออกมาได้ดีที่สุด

ที่ถือเป็น “ทักษะของผู้นำองค์กรในอนาคต”

นอกจากนั้น “ข้อดี” ของโค้ชชิ่งนั้น ยังไม่ได้มีประโยชน์แค่ในระดับองค์กร แต่ความจริงแล้ว “หลักการโค้ช” ยังสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงาน หรือแม้แต่สามารถทำได้กระทั่งบนโต๊ะอาหารในบ้าน เช่น เมื่อลูกกลับมาจากโรงเรียนแล้วพูดว่า… วันนี้ไม่อยากไปโรงเรียน ถ้าเป็นการตอบของพ่อแม่แบบเดิม อาจตอบว่า… ให้อดทนหน่อย ไม่ก็บอกให้ลูกตั้งใจเรียน โดยให้คำตอบที่ควรทำตามว่า… เพื่อที่เรียนจบแล้วลูกจะได้สบาย แต่หากเป็นการมองผ่านหลักโค้ชชิ่ง จะเปลี่ยนจากคำตอบแบบเดิม ๆ มาเป็นการตั้งคำถามกลับไปที่ลูกว่า… วันนี้เกิดอะไรขึ้น และลองเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหม ซึ่งทั้งสองประโยคดังกล่าวใช้เวลาไม่ต่างกัน แต่ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยผู้บริหารของเคทีซี ย้ำว่า… หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับคู่ชีวิต และเพื่อนร่วมงาน เพราะหลายครั้งสิ่งที่ผู้คนต้องการไม่ใช่คำตอบ แต่คือการมีคนที่รับฟังตัวเขาโดยไม่รีบตัดสินมากกว่า…

ที่หลักคิดนี้เป็นหลักการสำคัญของโค้ชชิ่ง

ทั้งนี้ ทาง ดร.อัจฉรา ยังให้มุมมองน่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า… ในวันที่โลกเต็มไปด้วยข้อมูล และมีเครื่องมือ AI ช่วยค้นหาคำตอบได้อย่างรวดเร็วมากนั้น บางที “ความสามารถในการรับฟัง” อาจกลายเป็น ทักษะที่หาได้ยากที่สุดโดยถึงแม้สังคมจะเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล หรือผู้คนจะใช้งาน AI มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า… มนุษย์จะไม่ต้องการเรื่องของความรู้สึกพื้นฐานที่สำคัญ เช่น การได้รับการยอมรับ การมีคนที่รับฟัง จึงยังคงเชื่อมั่นว่า… การโค้ชชิ่งยังคงมีความสำคัญ และยังมีคนที่ต้องการใช้งานศาสตร์ด้านนี้อยู่ เพราะบางทีการเปลี่ยนแปลง อาจไม่ได้เริ่มจากนโยบายขนาดใหญ่ หรือเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด แต่อาจจะเริ่มจากบทสนทนาเล็ก ๆ ที่ผู้คนหันมารับฟังกันมากขึ้น… และนี่เป็นมุมมองของผู้เชี่ยวชาญศาสตร์การโค้ชชิ่ง

ที่ได้อธิบายและให้วิสัชนาเกี่ยวกับปุจฉานี้

ทำไมศาสตร์นี้จึงยังคงสำคัญและต้องมีอยู่

แม้แต่ในยุค AI ที่ใคร ๆ ก็ค้นหาคำตอบได้.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์