อย่างไรก็ตาม ถ้ามอง “เทรนด์มูเตลู” ที่ยังคงได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่นั้น นอกจากจะเป็นเรื่องของกระแสความนิยมแล้ว เทรนด์ฮิตนี้ก็ยังฉายภาพ “ปรากฏการณ์สังคมน่าสนใจ” เช่นกัน โดยเรื่องนี้มีนักวิชาการได้มีการติดตามศึกษา โดยได้วิเคราะห์ถึง “เทรนด์มูเตลูคนไทย” ไว้น่าสนใจ…

ที่ปรากฏการณ์นี้ช่วยสะท้อนภาพสังคม

ทำให้เห็น “มุมลึกในจิตใจ” ของคนยุคนี้

ส่วนจะฉายภาพอะไรบ้างนั้นต้องมาดู

ผศ.ดร.หยกฟ้า อิศรานนท์

เกี่ยวกับปรากฏการณ์ “คนไทยกับสายมู” ที่ไม่มีวันตกเทรนด์นี้ สามารถอธิบายได้ผ่านมุมมองจิตวิทยา โดย ผศ.ดร.หยกฟ้า อิศรานนท์ จากคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ถอดรหัสพฤติกรรมดังกล่าวผ่านแนวคิดเรื่อง “การรับรู้แหล่งอำนาจการควบคุมชีวิต (Locus of Control)” ไว้ โดยทฤษฎีนี้ได้จำแนกมนุษย์ออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ตามลักษณะกรอบคิดและการตอบสนองต่อสถานการณ์รอบตัว กล่าวคือ กลุ่มแรกคือคนที่เชื่อมั่นว่า…ผลลัพธ์ชีวิตเกิดจากความพยายามและการตัดสินใจของตนเอง ส่วนกลุ่มที่สองคือคนที่เชื่อว่า… ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนถูกลิขิตไว้แล้วโดยโชคชะตา ฟ้าดิน หรือปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้เลย โดยความแตกต่างในระดับจิตใต้สำนึกตรงนี้เองที่เป็น “ตัวเร่งปฏิกิริยา” ให้พฤติกรรมการใช้ชีวิตและการรักษาสุขภาวะทางจิตของคนทั้งสองกลุ่มนี้เกิดความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

และเมื่อเจาะลึกในกลุ่ม คนที่มีพลังการควบคุมจากภายในสูง หรือในกลุ่มแรกนั้น สำหรับกลุ่มนี้จะมองโลกด้วยความเป็นจริงและใช้เหตุผลนำทาง ซึ่งในงานวิจัยระดับนานาชาติของ Botha และ Dahmann ในปี 2023 พบผลศึกษาว่า… บุคคลที่มีแนวโน้มรับรู้การควบคุมจากภายในสูง จะมีความสามารถในการกำกับพฤติกรรมของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีสุขภาวะทางจิตโดยรวมที่แข็งแกร่ง ส่งผลทำให้สำหรับคนกลุ่มนี้แล้ว “มูเตลู” เป็นเพียงเครื่องเคียงทางใจชวนให้รู้สึกสบายใจชั่วครู่ยาม เพราะคนกลุ่มนี้ยังเชื่อมั่นเรื่องของการลงมือทำแบบสุดความสามารถ

ในทางตรงกันข้าม สำหรับอีกกลุ่มที่เป็น คนที่มีการรับรู้การควบคุมจากภายนอกสูง ที่การศึกษาพบว่า… คนกลุ่มนี้มักจะมีรูปแบบชีวิตที่ปล่อยให้กระแสพัดพาไป เพราะคนกลุ่มนี้มองว่า… ความสำเร็จหรือความล้มเหลวเป็นเรื่องของดวงชะตา โชคลาภ หรือความบังเอิญ ซึ่งในงานวิจัยของ Li และคณะในปี 2025 ได้สะท้อนว่า… บุคคลที่มีกรอบคิดเอนเอียงไปทางภายนอกเช่นนี้ มีความสัมพันธ์โดยตรงกับระดับความวิตกกังวลที่สูงลิ่ว และมีโอกาสเผชิญหน้ากับภาวะซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยสอดรับกับงานศึกษาของ Guerrero Castillo และคณะในปี 2026 ที่ชี้ว่า… เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์รู้สึกสูญเสียอำนาจในการกำหนดทิศทางชีวิต ความไม่แน่นอนในอนาคตจะเปลี่ยนเป็นความกลัวอย่างรวดเร็ว และหากปล่อยทิ้งไว้ ความกลัวนั้นจะหล่อหลอมกลายเป็น “ภาวะไร้อำนาจในระยะยาว” ที่คอยกัดกินจิตใจจนกลายเป็นคนเซื่องซึมและยอมจำนน…

นี่เป็น “ลักษณะเด่น ๆ” ของกลุ่มคนสองกลุ่มนี้

ที่มีงานวิจัยหลายชิ้นได้มีการศึกษาวิเคราะห์ไว้

ในบทความของ ผศ.ดร.หยกฟ้า คณะจิตวิทยา จุฬาฯ ยังได้พูดถึง “จุดเปราะบางทางจิตวิทยา” ตรงนี้ว่า… สิ่งนี้เองที่กลายเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ให้ ขบวนการหมอดูต้มตุ๋นและร่างทรงลวงโลก ใช้เป็นเครื่องมือในการหากินกับความทุกข์ของมนุษย์ โดยมิจฉาชีพเหล่านี้มักจะใช้ “วิธีการ-กลยุทธ์” ทางจิตวิทยา เช่น มักใช้ความกลัวโจมตีเหยื่อที่กำลังสูญเสียที่พึ่งทางใจ อาทิ การทักเรื่องเคราะห์ร้าย อดีตชาติ หรือสร้างเรื่องราวเพื่อลดทอนอำนาจในของเหยื่อให้ต่ำลง ซึ่งเมื่อเหยื่อรู้สึกไร้หนทางและเชื่อสนิทใจว่าตนเองไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ด้วยตัวเอง กลลวงในการเรียกรับเงินค่าทำพิธีสะเดาะเคราะห์ ซื้อวัตถุมงคลก็จะเปิดออกทันที ส่งผลให้จากที่จะต้องเป็นที่พึ่งทางใจ กลายเป็นกับดักหนี้สินและความทุกข์ใจที่ไม่มีที่สิ้นสุด

ที่กรณีนี้กำลังเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.หยกฟ้า ได้ให้แง่คิดเชิงลึกน่าสนใจว่า… แต่เราไม่ควรด่วนสรุปหรือตราหน้าว่าการมูเตลูคือสัญลักษณ์ของความอ่อนแอ หรือความงมงายเสมอไป เพราะในความเป็นจริง จิตวิทยาเบื้องหลังความเชื่อมีความซับซ้อนและมีมิติที่งดงามซ่อนอยู่ ถ้าหากใช้อย่างถูกวิธี โดยในงานวิจัยของ Damisch และคณะในปี 2010 สะท้อนผลศึกษาที่พบว่า… การพกเครื่องรางนำโชคหรือการมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจที่พอดี สามารถช่วยยกระดับความเชื่อมั่นในตนเอง (Self-efficacy) รวมถึงช่วยส่งเสริมให้ผลงานหรือการลงมือปฏิบัติงานจริงมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นได้โดยกลไกทางจิตวิทยานี้จะเกิดขึ้นในระดับจิตใต้สำนึก ซึ่งจะเข้าไปกระตุ้นความคาดหวังในเชิงบวก ทำให้มนุษย์รู้สึกมีพลังหนุนหลัง จนกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความเสี่ยง รวมถึงมีความอดทนต่ออุปสรรคมากขึ้น โดยเฉพาะในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนอย่าเช่นยุคนี้… นักวิชาการคนเดิมกล่าว

ทั้งนี้ แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบันจากมุมมองของ ผศ.ดร.หยกฟ้า ก็คือ แรงขับเคลื่อนจากสื่อสังคมออนไลน์และอัลกอริทึมยุคใหม่ ที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาความเชื่องมงายให้แพร่กระจาย ผ่านทางแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นและระบบไลฟ์สตรีมมิ่ง โดยระบบของ AI จะคอยป้อนเนื้อหาเหล่านี้ซ้ำ ๆ ตามความสนใจของบุคคล รวมถึงยังไปขยายภาพความร่ำรวยทางลัดให้คนที่ติดตามเห็นบ่อย ๆ จนเกิด “ภาพจำที่ลวงตา” เช่น ยิ่งเห็นคนรีวิวว่ามูแล้วรวย กลไกทางจิตวิทยาของเราก็จะหล่อหลอมความเป็นจริงชุดนั้นขึ้นมาในที่สุด จนไปลดทอนความสามารถในการตั้งคำถาม และสุดท้ายกลายเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้ง่าย

นี่เป็น “ข้อควรระวัง” ที่นักจิตวิทยาย้ำเตือนไว้

มูเตลูทำได้ไม่ผิด” แต่ต้องไม่เชื่อจนตกเป็นเหยื่อ

ทั้งนี้ ทาง ผศ.ดร.หยกฟ้า จากคณะจิตวิทยา จุฬาฯ ย้ำว่า… ท้ายที่สุดแล้ว สื่อและเทคโนโลยีก็เปรียบเสมือนดาบสองคม หากเราเท่าทันก็สามารถเปลี่ยนพลังแห่งความเชื่อให้เป็นแรงผลักดันที่สร้างสรรค์ได้ เพราะประเด็นสำคัญเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่การตัดสินว่า… มูเตลูเป็นสิ่งที่ถูกหรือผิด แต่อยู่ที่วิธีที่บุคคลจัดการความเชื่อนั้นมากกว่า และ “หลักป้องกันสำคัญ” เพื่อไม่ให้สุ่มเสี่ยงกลายเป็นเหยื่อนั้น คือ การตั้งคำถามภายใต้ความเชื่อ นั้น ซึ่งถึงแม้การ “มูเตลู-ความเชื่อดวงชะตา” ในยุคที่โลกคาดเดาไม่ได้และมีความผันผวนสูงจะไม่ใช่เรื่องผิด เพราะช่วยเสริมความมั่นใจและความมั่นคงทางอารมณ์ได้ แต่ก็ต้องไม่เชื่อจนปล่อยตัวปล่อยอนาคตให้ไหลไปตามคำบงการของโชคชะตา หรือคำลวงของร่างทรงคนใด…

ไม่เช่นนั้นแทนที่จะดีก็จะยิ่งกลายเป็นร้ายหนัก

จนสุ่มเสี่ยงเจ็บทั้งใจเสียทั้งเงินเสียทั้งตัวได้

ดังเช่นกรณีที่เคยเกิดเป็นกระแสอื้ออึงก่อนหน้านี้.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์