ทั้งนี้ หลังโครงการ “ข้าวแกงไทยช่วยไทย” หรือ “โครงการข้าวแกง 40 บาท” ถูกเบรกไว้ชั่วคราว หลังเกิดเสียงวิจารณ์เซ็งแซ่ ที่สุดคงต้องรอดูกันต่อไปว่า มาตรการช่วยเหลือภาระค่าครองชีพนี้จะได้ไปต่อหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เรื่อง “ข้าวแกงในมิติเศรษฐศาสตร์” มีมุมมองน่าสนใจจากนักเศรษฐศาสตร์ ที่สะท้อนมิติซ่อนอยู่ “เบื้องหลังข้าวแกง” หนึ่งจาน ส่วนจะสะท้อนอะไรได้บ้างนั้น…

กรณีนี้ต้องลองมาดู “มุมวิเคราะห์” เรื่องนี้

กับ “เศรษฐศาสตร์” ผ่าน “มุมของข้าวแกง”

รศ.ดร.ภูษิต วงศ์หล่อสายชล

สำหรับเรื่องนี้ รศ.ดร.ภูษิต วงศ์หล่อสายชล รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้วิเคราะห์เรื่องนี้ และได้อธิบายให้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ฟังว่า… ในอดีตวัฒนธรรมการกินของคนไทย คือการทำกับข้าวเป็นสำรับใหญ่เพื่อรับประทานร่วมกัน แต่เมื่อโครงสร้างสังคมแปรเปลี่ยนไป โดยครอบครัวคนไทยเริ่มมีขนาดที่เล็กลง อีกทั้งวิถีชีวิตที่ต้องแข่งขันกับเวลา จึงทำให้ผู้คนต้องหันมาพึ่ง “ข้าวราดแกง” ในฐานะที่เป็น อาหารจานหลักในชีวิตประจำวัน เพราะมีข้อดีคือ ตัดสินใจรวดเร็ว เลือกง่าย และควบคุมงบประมาณในแต่ละมื้อได้ดี …เป็นภาพที่ รศ.ดร.ภูษิต ฉายภาพให้เห็นพัฒนาการเรื่องนี้

ที่เมนูข้าวแกงนั้นได้เข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตคน

หลังโครงสร้างสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไป

แหล่งข่าวนักเศรษฐศาสตร์คนเดิมยังขยายความว่า… ไม่เพียงวิถีชีวิตผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป แต่สถานที่จำหน่ายและราคาข้าวแกงก็วิวัฒนาการไปไกล จากเดิมที่ผู้คนคุ้นกับ ร้านข้าวแกงหาบเร่แผงลอย หรือ ข้าวแกงในตลาดสด ต่อมาก็ขยับสู่ ฟู้ดคอร์ทในห้างสรรพสินค้า ศูนย์อาหารในสถานีบริการน้ำมัน รวมถึงแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี ซึ่งทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้าน “โครงสร้างราคากับรูปแบบ” โดยไต่ระดับจากจานละ 5 บาท เป็น 30-50 บาทในปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้นยังมี “ข้าวแกงหลักร้อยถึงหลักพัน” ในรูปแบบ Fine Dining หรือ Chef’s Table ที่ขายเป็นคอร์ส ๆ สะท้อน “การแบ่งระดับชั้นของผู้บริโภค” และ “การสร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อาหาร” อย่างชัดเจน…

แต่คำถามสำคัญก็คือ ข้าวแกงสามารถใช้เป็นตัวชี้วัดดัชนีเศรษฐกิจได้อย่างไร? เรื่องนี้ รศ.ดร.ภูษิต อธิบายเปรียบเทียบไว้น่าสนใจว่า… ทุกประเทศจะมีตัวชี้วัดที่มาจากเมนูอาหารประจำวันที่คนในประเทศนั้นนิยมเลือกทานกัน เช่น สหรัฐอเมริกามี บิ๊กแมคอินเด็กซ์ (Big Mac Index) ใช้เป็น ดัชนีวัดค่าครองชีพของคนอเมริกัน ขณะที่ไทยมี “มาม่าอินเด็กซ์” ที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมักถูกหยิบยืมมาใช้ชี้วัดค่าครองชีพ รวมถึง “ข้าวแกงอินเด็กซ์” ที่สามารถใช้เป็น “ดัชนีเศรษฐกิจ” เพื่อสะท้อนชีวิตความเป็นอยู่จริงคนไทยได้ดีที่สุด โดยเป็นเสมือนกระจกเงาสะท้อน

ภาวะเงินเฟ้อ” และ “กำลังซื้อคนในประเทศ”

นักวิชาการคนเดิมอธิบายเพิ่มเติมว่า… แม้จะยังไม่มีองค์กรใดจัดทำ “ข้าวแกงอินเด็กซ์” ขึ้นมาใช้งานอย่างเป็นทางการในระบบสถิติ แต่ในความเป็นจริง ข้าวแกงก็สามารถสะท้อนภาพเศรษฐกิจได้ใน 2 มิติสำคัญ ได้แก่ มิติแรกคือ “มิติเงินเฟ้อ” ซึ่งหลายคนอาจรู้สึกว่า…การที่ไข่ดาวปรับราคาขึ้นจากฟองละ 5 บาท เป็น 10 บาทนั้น ดูเหมือนเป็นการปรับขึ้นเพียงแค่ 5 บาท แต่ในเชิงสถิติ นั่นคืออัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงถึง 50% หรือข้าวแกงที่ปรับขึ้นจาก 40 บาท เป็น 45 บาท แม้จะเพิ่มเพียง 5 บาท แต่เมื่อนำมาคำนวณจะพบว่า…เป็นการปรับขึ้นไปถึง 10–12.5% ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในระบบมาก…นี่เป็นมิติแรก

ส่วนมิติที่สองคือ “มิติเวลาและกำลังซื้อ” โดยที่การวัดค่าทางเศรษฐกิจในทางเศรษฐศาสตร์ผ่านราคาข้าวแกงนั้น จะไม่ได้พิจารณาแค่ “ราคาขาย” แต่วัดจาก “จำนวนเวลาในการทำงานเพื่อแลกอาหาร 1 มื้อ” ยกตัวอย่างเช่น หากค่าแรงขั้นต่ำของแรงงานอยู่ที่ 400 บาทต่อวัน ก็จะเฉลี่ยคิดเป็นค่าแรงชั่วโมงละ 50 บาท ดังนั้นถ้าหากราคาข้าวแกงตกจานละ 50 บาท หมายความว่า… แรงงานจะต้องทำงาน 1 ชั่วโมงเต็ม เพื่อแลกกับข้าวแกงเพียง 1 มื้อ และถ้าหากกิน 3 มื้อ แรงงานคนนั้นก็ต้องเสียรายได้จากการทำงานไปถึง 3 ชั่วโมง จนเหลือเงินเก็บเพียงไม่กี่ส่วนเท่านั้น ซึ่งต่างจากผู้มีรายได้สูงที่อาจใช้เวลาทำงานไม่กี่วินาทีก็สามารถซื้อข้าวแกงจานเดียวกันเพื่อกินได้เลย… เป็นการเปรียบเทียบที่น่าสนใจเพื่อให้เห็น “มิติเวลาและกำลังซื้อ”

โดยที่มี “ข้าวแกงเป็นดัชนีชี้วัด” ในเรื่องนี้

รศ.ดร.ภูษิต ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า… หากราคาข้าวแกงพุ่งสูงเกินกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้ขั้นต่ำ นั่นย่อมเป็น “สัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจ” ที่บ่งบอกว่า… กำลังซื้อผู้บริโภคกำลังถดถอยลงอย่างน่าตกใจ โดยปัจจัยเบื้องหลังข้าวแกง 1 จาน ไม่ได้มีเพียงเนื้อสัตว์หรือผัก แต่ยังมี “ต้นทุนแฝง” เช่น ค่าก๊าซหุงต้ม ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ค่าขนส่ง และค่าแรงงาน ฉะนั้นเมื่อปัจจัยภายนอก เช่น วิกฤติสงคราม ทำให้ราคาพลังงานปรับสูงขึ้น ร้านข้าวแกงจึงจำเป็นต้องปรับราคาตาม แต่ปัญหาสำคัญคือ การปรับขึ้นราคานั้นไม่สอดคล้องกับอัตราค่าแรงขั้นต่ำ เพราะค่าแรงขั้นต่ำปรับเพิ่มเพียง 3% ขณะที่ราคาข้าวแกงกลับปรับขึ้นทีละ 10% กรณีนี้ยิ่งทำให้เวลาที่ประชาชนต้องทำงานเพื่อซื้ออาหารย่ำแย่ลง และส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดน้อยลง…

อย่างไรก็ตาม “สิ่งที่น่ากังวลที่สุด” ในสภาวะปัจจุบันนี้ รศ.ดร.ภูษิต กล่าวว่า… ไม่ใช่แค่ราคาที่ปรับสูงขึ้นเท่านั้น แต่คือต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นราคาหน้าร้านได้ วิธีเอาตัวรอดของพ่อค้าแม่ค้าจึงเป็นการ “ลดปริมาณลดคุณภาพลง” เพื่อความอยู่รอด ผลลัพธ์คือราคาถูกคุมไว้ได้ ปริมาณดูเหมือนเดิม แต่มื้ออาหารไม่อิ่มท้องและไร้คุณภาพ สภาวะนี้เรียกว่า “ภาวะเงินเฟ้อเงียบ” ที่กระทบคุณภาพชีวิตประชาชนโดยตรง และด้วยเหตุนี้ “ข้าวแกงจึงเป็นตัวชี้วัด” ได้หลายมิติ ทั้งกำลังซื้อผู้บริโภค และการอยู่รอดของผู้ประกอบการในเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งล้วนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่จำเป็นต้องแก้ทั้งระบบ ไม่ใช่แค่แก้เฉพาะหน้าทีละเรื่อง… รศ.ดร.ภูษิต ย้ำ

พร้อมกับได้ให้ “ข้อเสนอแนะ” เอาไว้ด้วยว่า… ในประเทศที่พัฒนาแล้วและมีการวางยุทธศาสตร์ชาติที่ดี หัวใจสำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวคือ การเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภค หรือมุ่งเน้นเพิ่มรายได้ที่แท้จริงให้แก่ประชาชน เนื่องจากรายได้ของคนส่วนใหญ่โตไม่ทันค่าครองชีพและเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่โครงการที่ผ่านมา หรือที่ทำอยู่ในปัจจุบันนี้จะไม่ดี เพียงแต่เป็นแค่นโยบายที่ช่วยได้ในระยะสั้น แต่ระยะยาวก็ต้องกลับไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอยู่ดี เพราะเมื่อผู้ประกอบการต้องแบกรับราคาวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนยื้อไม่ไหว ที่สุดก็ต้องลดคุณภาพ ลดปริมาณ หรือปิดตัวลง ซึ่งอาหารคือปัจจัย 4 ที่ขาดไม่ได้ ดังนั้นถ้าหากประชาชนไม่มีกำลังแม้แต่จะซื้ออาหารพื้นฐาน ประเทศนี้จะขับเคลื่อนต่อไปอย่างไร?

โจทย์ใหญ่จึงไม่ใช่แค่ออกนโยบายประคองต้นทุน แต่คือทำอย่างไรให้คนกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศนี้มีกำลังซื้อมากขึ้น เพราะแม้โลกจะหมุนไปไกลด้วยเทคโนโลยีและเอไอ แต่พลังงานที่ขับเคลื่อนมนุษย์ก็ยังเป็นอาหาร หากประชาชน “กินดีอยู่ดี” โอกาสการพัฒนาประเทศก็จะมีสูง แต่หากเกิดภาวะ “กินไม่ดีอยู่ไม่ดี” เมื่อนั้นโครงสร้างสังคมทั้งหมดก็ยากที่จะเดินหน้าต่อได้” …เป็นการเสนอแนะจาก รศ.ดร.ภูษิต และมุมวิเคราะห์เรื่องนี้ก็สะท้อนชัดเจนว่า…

อาหารจานด่วนในชีวิตคนไทยอย่าง “ข้าวแกง”

จริง ๆ แล้วกลับมี “นัยแฝงซ่อนไว้” บนจานข้าว

มีทั้งมุมเศรษฐกิจมีทั้งมุมชีวิตของประชาชน.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์