ผ่านศึก งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท วาระแรกในเวทีที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว พร้อมรอยแผลที่ฝ่ายค้านฝากไว้ โดยพรรคส้ม “ไหม-ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ฉะแหลกปม “ฝีแตก-งบหมกเม็ด” ชี้ให้เห็นว่าการจัดงบปี 70 เป็นแผลเรื้อรังทางการคลัง หลังงบลงทุนถูกหั่นยับกว่า 70,000 ล้านบาท เพราะไปเน้นสร้างแต่ถนนและอาคาร สวนทางกับงบประจำและงบกลางที่พุ่งสูงเพื่อโปะค่าใช้จ่ายบุคลากรและดอกเบี้ยที่จัดเก็บรายได้ไม่พอกับรายจ่าย จนเกิดเป็น “ลูปนรก” วนเวียนดึงเงินคงคลังมาใช้ล่วงหน้า


นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตเรื่องนโยบายสวยหรูแต่ทำจริงได้ไม่ถึงเป้า เช่น ทหารอาสา และศูนย์บำบัดยาเสพติด ส่วนการใส่ชื่อโครงการพ่วงท้ายว่า “พลัสพลัส” หรือ “เอไอ (AI)” ก็เพื่อเป็นรหัสลับในการวิ่งเต้นขอรับงบประมาณเพิ่มเป็นพิเศษ ทั้งที่ไร้ยุทธศาสตร์รองรับและต่างคนต่างทำ
ขณะที่หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านสีฟ้าอย่าง “เดอะมาร์ค-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกมาเตือนว่า “เป็นงบประมาณที่เรามองไม่เห็นอนาคต” เสี่ยงหนี้ทะลุเพดาน เพราะโครงสร้างงบประมาณปัจจุบันมีศักยภาพการจัดเก็บภาษีต่ำสุดในประวัติศาสตร์ (ร้อยละ 14.6 ของ GDP) ทำได้แค่ประคับประคองและชดใช้หนี้เก่า หากรัฐบาลกู้เงินเต็มเพดาน ประกอบกับหนี้สะสมตามมาตรา 28 หนี้สาธารณะไทยจะทะลุเพดานร้อยละ 70 และอาจพุ่งถึง 80-90% ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า

แกนนำฝ่ายค้านจึงประสานเสียงชี้ว่า การจัด “งบประมาณแบบ 5T” และ “งบประมาณฐานศูนย์” ของรัฐบาล เป็นการซุกปัญหาไว้ใต้พรม ไม่กล้าผ่าตัดโครงสร้าง ซึ่งหากยังปล่อยให้งบประมาณขาดดุลแบบกดไม่ลงเช่นนี้ ประเทศไทยจะสูญเสียพื้นที่ทางการคลังและไม่เหลืองบประมาณไปใช้ลงทุนสร้างอนาคตหรือทำสิ่งใหม่ๆ ได้อีกเลย
นอกจากศึกงบประมาณที่ฝ่ายค้านถล่มปมล็อกสเปกโครงการ TH-Ai Passport แล้ว กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ภายใต้การคุมบังเหียนของ “ลูกนก-ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดีอี ลูกชายเนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่แห่งหมู่บ้านเซาะกราวค่ายน้ำเงิน ก็จะกลายเป็นตำบลกระสุนตกลูกใหม่

เมื่อ “รังสิมันต์ โรม” ประธาน กมธ.กฎหมายฯ สภาผู้แทนราษฎร ลากประเด็นเก่าของ “ลูกนก” ออกมาขยี้แผลสินบน 40 ล้านบาท เพื่อไม่ให้ปิดเว็บพนันตั้งแต่สมัยรัฐบาลอนุทิน 1 และได้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษไว้ที่กองบังคับการปราบปรามก่อนเรื่องจะเข้าสู่การพิจารณาของ ป.ป.ช.
โดยมีชื่อผู้ถูกกล่าวหาชัด มีการเชื่อมโยงกับเว็บพนันออนไลน์จำนวน 4,000 เว็บไซต์ มีการเสนอเงินให้ URL ละ 10,000 บาท รวมเป็นเงิน 40 ล้านบาท ผ่านตัวกลางชื่อย่อ “ฉ” ให้รัฐมนตรี แต่ตลอด 8 เดือนหลังมีการแจ้งความ ตำรวจกลับ “ไม่เคยออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหามาเลยแม้แต่ครั้งเดียว”
แถมยังมีข้ออ้างสุดพีกเมื่อ กมธ. จี้ถามตำรวจสอบสวนกลาง กลับได้คำตอบสุดอึ้งว่า “เกรงว่าเรียกไปแล้วผู้ถูกกล่าวหาจะไม่มา” ทำเอา “โรม” ควันออกหู ลั่นจะเกาะติดเรื่องนี้ไม่ปล่อย เพราะสงสัยว่ามีการโยนความรับผิดชอบกันไปมา และพยายามตัดตอนคดีส่ง ป.ป.ช. เพื่อให้ผู้ที่ถูกกล่าวหานั้นเป็นแค่ บุคคลธรรมดา จะได้หลุดพ้นจากอำนาจการตรวจสอบ

งานนี้ กมธ. เตรียมดึง ปปง. เช็กเส้นทางเงิน เพื่อหาความเชื่อมโยง และจะนัดประชุมสรุปเรื่องนี้อีกครั้งในอีก 2 สัปดาห์ เพราะสงสัยว่า เครือข่ายนี้อาจพัวพันน้ำมันเถื่อนและแอบบริจาคเงินให้บางพรรคการเมืองด้วยหรือไม่
ซ้ำร้าย ภาพลักษณ์ประเทศต้องสะเทือนเมื่อ “แอร์สาวการบินไทย” ถูกรวบตัวที่สนามบินเมลเบิร์น ออสเตรเลีย ข้อหาลอบขนเฮโรอีนน้ำหนักกว่า 1 กิโลกรัม ควบคู่กับเคสชาวต่างชาติขนยาเสียสาวเดินทางจากไทยไปออสเตรเลีย ระหว่างที่ “นายกฯอนุทิน” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรวม.มหาดไทย ไปปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส เหมือนเป็นการตบหน้าผู้นำ
ทำเอา“นายกฯ หนู” เดือดจัด สั่งการด่วนข้ามทวีป เรียกประชุมด่วนหน่วยงานปราบปรามยาเสพติดทั้งหมดและ AOT ทันที เนื่องจากเหตุการณ์นี้กระทบต่อความเชื่อมั่นและยุทธศาสตร์การผลักดันไทยเป็น ศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) รวมถึงเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ในปี 2571
วิกฤติลูกเรือรับหิ้วยาเสพติดครั้งนี้ไม่ใช่แค่พฤติกรรมส่วนบุคคล แต่มันส่งเอฟเฟกต์สะเทือนยุทธศาสตร์ใหญ่ บีบให้รัฐบาลต้อง “ผ่าตัดระบบรักษาความปลอดภัยสนามบินไทย” ครั้งสำคัญ เพื่ออุดรอยรั่วขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติและกู้หน้าของรัฐบาลให้กลับคืนมา เพราะปัจจุบันประเทศไทยกำลังถูกตราหน้าว่าเป็นจุดพักยาเสพติดก่อนส่งออกไปยังประเทศที่สาม
แต่ระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่สุดที่พัดถล่มรัฐบาลสีน้ำเงินอยู่ในขณะนี้เห็นจะเป็นคลื่นใต้น้ำในกระทรวงมหาดไทย ล่าสุดคือ คดี ทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ครั้งมโหฬาร มูลค่าความเสียหายและเงินหมุนเวียนในขบวนการสูงถึงกว่า 4,500 ล้านบาท

ซึ่งเป็นขบวนการเชิงโครงสร้างที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ นำไปสู่การสั่งย้ายฟ้าผ่าและตั้งโต๊ะแถลงข่าวครั้งประวัติศาสตร์หลังขีดเส้นตาย 7 วัน โดย “นายกฯ อนุทิน ร่วมกับปลัดกระทรวงมหาดไทยและคณะกรรมการสอบฯ แถลงผลสอบสวน ระบุว่า มีการสุ่มตรวจพบพฤติการณ์ทุจริตแก้กระดาษคำตอบและไฟล์ข้อมูล เพื่ออัพคะแนนจาก 45 เป็น 77 คะแนน โดยทำเป็น “กระดาษคำตอบปลอม” ขึ้นมาแทน มีการโอนเงินซื้อขายตำแหน่งเกิดขึ้นจริง


“นายกฯ อนุทิน” ชี้ว่า ขบวนการนี้ย่ามใจในช่วงปลายปี 2568 โดยอาศัยจังหวะช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลที่คิดว่าฝ่ายบริหารจะไม่ทันสังเกต ยืนยันว่าไม่เคยรับรู้เรื่องใต้โต๊ะ และเป็นคนสั่งระงับการสอบตั้งแต่ปี 2566 พร้อมทำ MOU ร่วมกับ 7 หน่วยงานเพื่อวางระบบป้องกันมาตั้งแต่ต้น จึงไม่ใช่ความบกพร่องทางนโยบายแต่เป็นความย่ามใจของขบวนการระดับปฏิบัติการ
ถึงอย่างไรก็ได้กางปีกป้องบิดา “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” ว่ายุคผู้พ่อเป็น มท.1 ไม่เคยมีปัญหาเรื่องซื้อขายตำแหน่งนายอำเภอตามที่มีคนพยายามขุดคุ้ยโยงเรื่องเก่า พร้อมส่งสัญญาณจะ“ล้างระบบสังคยานา” ดำเนินคดีวินัยร้ายแรง มัดพยานหลักฐานให้แน่นดิ้นไม่หลุด และดักคอพวกคิดทำลายหลักฐานว่าไม่ต้องห่วงเรื่องไฟฟ้าลัดวงจรห้องเก็บข้อสอบ เพราะคัดลอกไฟล์ลงฮาร์ดดิสก์ไว้หมดแล้ว ใครคิดจะโกงชาติ “ไม่มีใครรอดสักราย”
แต่ที่แน่ๆ คดีนี้ลามเข้าเนื้อในพรรคเต็มๆ เมื่อ “โกเกี๊ยะ-พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รมว.คมนาคม ออกมาแถลงยอมรับว่า “รัชพงศ์ ชูแก้ว” เลขาฯ รมว.คมนาคม ได้ลาออกจากตำแหน่งแล้ว ยื่นใบลาออกเมื่อ 27 มิ.ย. 69 หลังพบข้อมูลว่า คนนามสกุลเดียวกันสอบได้ลำดับต้นๆ อย่างผิดสังเกต

โดย “รัชพงศ์”ใครๆก็มองว่าเป็นมือขวาของ “โกเกี๊ยะ”และเป็นสายตรงสายใต้ของพรรคภูมิใจไทย การลาออกกะทันหันครั้งนี้จึงถูกเชื่อมโยงกับมหากาพย์ทุจริตสอบท้องถิ่นหรือไม่
จะถือเป็นปฏิบัติการ “เด็ดหัวคนในบ้าน” ชิงตัดเกมก่อนไฟลามไหม้เก้าอี้รัฐมนตรีและบัลลังก์ค่ายน้ำเงิน และเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการ “ไก่ย่างถูกเผา” ที่ “อนุทิน” เคยลั่นวาจาไว้ในการคุมลูกพรรค
ซึ่งหลังจากนี้ต้องจับตาดูว่า ป.ป.ช. และ ปปป. จะขยายผลเส้นทางการเงินไปถึงตัว “รัชพงศ์” ด้วยหรือไม่
เรื่องนี้ถือเป็นอีกเรื่องในการเปิดแผล “โกเกี๊ยะ” ที่ก่อนหน้านี้เจอทั้งข่าวที่มีบริวารคนใกล้ตัว ไปพัวพันโยงเครือข่าย น้ำมันเถื่อน-แลนด์บริจ์ด จนล่าสุดถูกเบรกให้ดูEEC สถานะเริ่มสั่นคลอนถูกสังคมจับตาการเป็นรัฐมนตรีสายล่อฟ้าตำบลกระสุนตกอีกหนึ่ง
ขณะที่ความสัมพันธ์กับ “ครูใหญ่เนวิน” นั้น “นายกฯ อนุทิน” ย้ำชัดว่ายังรักกันแน่นปึก สยบเกมเสี้ยมค่ายเซาะกราวแตกด้วยมุก “เนทิน-อนุวิน”
หลังจากนี้ต้องจับตาศึกคลองหลอดและความสัมพันธ์ภายในพรรคภูมิใจไทยอย่างใกล้ชิด แม้หน้าฉากอนุทินจะการันตีความปึ้กและคุมเข้มลูกพรรคด้วยบทลงโทษเพื่อสยบกระแสจากภายนอก
แต่ด้วยผลประโยชน์มหาศาล คดีต่างๆที่ผุดออกมาแล้วมีคนการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง จะลงเอยอย่างไร จะเป็นแค่ไฟไหม้ฟางหรือล้างบางได้จริง เพราะคนที่เสียประโยชน์เริ่มจับมือกันเป็น “คลื่นใต้น้ำ” รอจังหวะพลิกเกมอยู่ทุกวินาที!



