กลับมาร้อนแรงอีกรอบกับการที่รัฐบาลตั้งธงปฏิรูประบบราชการ ชงยาแรงเปิดให้ข้าราชการเออร์ลี่รีไทร์พร้อมปรับลดสวัสดิการการรักษาพยาบาลไปเข้าระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติบวกการซื้อประกันชีวิตเพิ่มเติม แทนการเบิกค่ารักษาพยาบาลจากรัฐตลอดชีพ โดยสาเหตุหลักมาจากปัญหางบประมาณไม่เพียงพองบรายจ่ายประจำเกี่ยวกับบุคลากรสูงปรี๊ด วันนี้จึงต้องมาคุยกับ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ล้วงลึกถึงความจริงของปัญหา พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขแบบตอบโจทย์

@หลายคนบอกว่างบประมาณปี 70 กำลังเข้าสู่ปากเหวในฐานะกรรมาธิการงบฯ มองอย่างไร
ผมเห็นสัญญาณมานานแล้วว่างบประมาณของประเทศไทยเข้าสู่ภาวะอันตราย วันนี้งบประมาณ 3.78 ล้านล้านบาท เป็นงบรายจ่ายประจำถึง 1 ล้านล้านบาท รายได้ที่เพิ่มขึ้นมาถูกเอาไปใช้จ่ายกับรายจ่ายประจำ ไม่สามารถนำรายได้ที่รัฐจัดเก็บมาบริการประชาชน แต่หมดไปกับข้าราชการ เป็นเงินเดือนค่าทำงาน ถ้าจะต้องลงทุนต้องเป็นเงินกู้ ซึ่งทุกรัฐบาลทุกปีงบประมาณก็กู้กันมา เท่ากับเงินที่เก็บภาษีมาไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย การบริหารจัดการไม่ทั่วถึง ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ถือว่าเป็นอันตราย
@ ถ้าชำแหละงบประมาณ 3.78 ล้านล้านบาทในปีนี้ จากที่คุณชาดาเคยพูดในกมธ.งบฯ ว่ามีขยะอยู่ใต้พรมนั้น เป็นอย่างไร
ขยะใต้พรมคือระบบข้าราชการ ระบบเงินเดือน ค่าใช้จ่ายต่างๆ บำเหน็จ บำนาญ โตขึ้นทุกวัน แม้จะมีคำสั่งไม่ให้เพิ่มข้าราชการ แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่ มีการลดระดับปฏิบัติการ ซี 4 ซี 5 รวมกันทั้งกรม 50-60 ตำแหน่ง แต่เปลี่ยนแปลงเป็นงบเงินเดือนและตำแหน่งผู้บริหารมากขึ้น โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ตัวดีเลย รองผู้ว่าฯ 4 คน เต็มไปหมด แต่ระดับข้างล่างมันแทบจะไม่มีคนทำงาน มีแต่คนสั่ง โตแบบเห็ดจะบานปลายไปเรื่อยๆ คนปฏิบัติการข้างล่างไม่มี เพราะเอาไปเป็นผู้บริหารหมด
ยิ่งไปเปลี่ยนในตำแหน่งบริหารมากขึ้น สิทธิในการเบิกก็เพิ่มขึ้น มากกว่าที่ข้าราชการระดับล่างเบิก รายจ่ายพวกนี้ก็จะพองขึ้นไปเรื่อย นี่คือสิ่งที่อยู่ใต้พรมแท้ ๆ รายจ่ายที่ต่อเนื่องจากเงินเดือนมันเยอะ งบเงินเดือนอาจจะแค่ 6-8 แสนล้านบาท ยังมีปัญหาเรื่องของสิทธิในการเบิกต่างๆ ค่ารักษาพยาบาลเลยกลายเป็น 1 ล้านล้านบาท เท่ากับ 1 ใน 3 ของงบประมาณ เงินลงทุนจึงต้องมาจากเงินกู้ ถือว่าไม่เป็นธรรมกับคนรุ่นต่อไปในอนาคต ที่ต้องมารับภาระตรงนี้

@เมื่อเห็นปัญหาแล้วจะแก้อย่างไร โดยเฉพาะการลดจำนวนข้าราชการ
ลดไม่ได้ มีแต่เพิ่ม มันกลายเป็นรัฐราชการไปแล้ว ถ้าจะแก้ต้องจริงจัง เรื่องสิทธิข้าราชการในการเบิกต่างๆ อย่าไปยุ่งกับเขา เขาสอบเข้ามา มีความตั้งมั่นว่าจะเป็นข้าราชการ ลูก เมีย พ่อ แม่ เบิกได้ ก็ว่ากันไป แต่ข้าราชการรุ่นใหม่ ต้องสังคายนาใหม่ การรับข้าราชการใหม่ ปกติอัตราเงินเดือน 1 หมื่นบาท อาจจะเพิ่มให้ 1.5 หมื่นบาท แต่จะจำกัดสิทธิในการเบิก สามารถเบิกได้น้อยลงหรือเบิกไม่ได้เลย ข้าราชการรุ่นใหม่ต้องรับสภาพ ตั้งแต่วันที่เข้ามารับราชการวันแรก แต่จะไม่ยุ่งกับข้าราชการเก่า เพราะเขาเข้ามาเพื่อหวังดูแลพ่อแม่ ถ้าแก้ปัญหาตรงนี้ได้ก็จะแก้ปัญหาการทุจริตโกงสอบได้ ถามว่าวันนี้ที่กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.)มีเรื่องการทุจริต เดี๋ยวก็ต้องมีในหน่วยงานอื่น ลองคิดดูเขาเสียเงิน 4-8 แสนบาท พ่อแม่เบิกได้หมดทุกอย่าง เหมือนเขาซื้อประกัน ชีวิตเขาชัวร์เลย ทำไมเขาจะไม่ซื้อ แล้วเขาจะไม่ดิ้นรนโกงหรือ ถ้ามันเป็นลักษณะนี้ไปอยู่ตรงไหนมันก็ต้องโกง โกงตรงนี้ไม่ได้ก็โกงตรงนั้น เพราะว่ามันเป็นความดิ้นรนของชีวิตเขา แต่ถ้าระบบราชการแบบใหม่ มารับเงินเดือนอย่างนี้ๆ ไม่ใช่แบบในอดีต มันก็อาจจะเปลี่ยนไปทำมาหากินอย่างอื่นกันได้ ตอนนี้ถึงเวลาแล้วการรับราชการรุ่นใหม่ต้องมีกติกา เงินเดือนต้องเพิ่มขึ้น ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขาด้วย เขาจะได้รู้ว่าเขาเบิกได้แค่ไหน ทำให้ชัดเจนไปเลย
@นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี จะปรับสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ เป็นแบบซื้อประกันชีวิตให้ข้าราชการจะช่วยลดภาระได้หรือไม่
เรื่องการซื้อประกันเคยพูดกันมานานแล้ว นายปกรณ์อาจจะมีประสบการณ์เรื่องนี้ โดยจะทำเรื่องเออร์ลี่รีไทร์ด้วย ที่ผ่านมาจะมีปัญหาเรื่องการค้ำประกันเงินกู้สหกรณ์ที่จับคู่กับเพื่อนข้าราชการไว้ ทำให้เกิดปัญหา ทำให้โครงการนี้สะดุด ไม่สำเร็จเท่าที่ควร ส่วนตัวถ้าจะเออร์ลี่ข้าราชการ อย่างน้อยต้องเหลืออายุข้าราชการ 5-10 ปี ไม่ใช่ปีหน้าจะเกษียณ แล้วเข้าโครงการเออร์ลี่ถือว่าเอาเปรียบกันเกินไป

@ ระบบราชการคนเยอะกว่างานจริงหรือไม่
วันนี้คนบรรจุเข้าเป็นข้าราชการ เช่น ตำแหน่งวิศวกร สถาปนิก เต็มกระทรวง แต่เวลาออกแบบไปจ้างเขาออกแบบ ซึ่งไม่ทราบว่าทำไมเป็นแบบนั้น ก็กลายเป็นว่าไม่รู้อยู่กันทำไมเยอะแยะ ถ้ามี 10 งาน เราจ้างเขา 3 งาน ทำเอง 7 งาน ก็โอเค แต่ไม่ใช่จะมาจ้างอย่างเดียว กลายเป็นการเอาเปรียบหลวงจนเกินไป ในส่วนของงบดำเนินงานการจะจัดงานต่างๆ ใช้ข้าราชการจัดเวทีได้ แต่ตอนนี้กลายเป็นการจ้างอีเวนท์หมด ซึ่งไม่ทราบว่าทำไมเป็นอย่างนี้ อีเวนท์เปอร์เซ็นต์มันสูงมั้ง
“การปฏิรูประบบราชการ ถ้าไม่ทำอะไรเลย จะไปไม่รอด เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น ที่มันดีอยู่ตอนนี้ เพราะพื้นฐานทางเศรษฐกิจของเราดี ผมพูดได้เลยว่าเอกชนไทยเก่ง การค้าขายทั้งในและต่างประเทศเข้มแข็ง จึงพาให้รัฐไม่ลำบากไปด้วย ที่ไม่ลำบากเพราะมีการขึ้นภาษีทุกปี ทั้งจากกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต เก็บรายได้เพิ่มขึ้นทุกปี เพราะความสามารถของเอกชนในการแข่งขัน ถ้าวันไหนรายได้ของรัฐหยุดนิ่ง วันนั้นคือหายนะ ถ้าไม่ปรับ ไม่ปฏิรูประบบราชการ เจอหล่มแน่นอน จะเกิดกับดักทางงบประมาณ ถ้าไม่ทำอะไรเลย 10 ปีนี้ไปแน่นอน วันไหนที่รายได้ของรัฐหยุดอยู่กับที่วันนั้นมีปัญหา ”
ในฐานะหนึ่งในกมธ.งบฯ ช่วยได้ด้วยการตั้งข้อสังเกตและพูดคุยกับข้าราชการที่เกี่ยวข้อง เราต้องกล้าที่จะตัด อะไรที่ไม่ถูกต้องก็ตัดไป ผมเป็นกมธ.งบฯ มาหลายสมัย พยายามปรับลดงบ ตัดไขมัน ในโครงการต่างๆ ออก อันไหนไม่จำเป็นก็ลอกออกไป มีข้อเสนอให้ยุบบางหน่วยงาน แต่ก็ยังไม่มีการทำอะไร

@หน่วยงานไหนควรเป็นเจ้าภาพในการแก้ปัญหางบประมาณที่มีลักษณะเป็นช้างตัวใหญ่และอุ้ยอ้าย
ตอนนี้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กำลังออกระเบียบเกี่ยวกับการรับข้าราชการชุดใหม่ ว่าจะทำอย่างไร ซึ่งต้องเริ่มที่กระทรวงการคลัง กรมบัญชีกลาง ที่เกี่ยวข้องกับการเงินของประเทศ สำนักงบประมาณ ก.พ. ต้องเข้ามาคุยกันหลายฝ่าย
@ กังวลหรือไม่ว่าถ้าปรับลดสิทธิของข้าราชการรุ่นใหม่ จะทำให้คนเข้าสู่ระบบราชการน้อยลงหรือไม่
ต้องมีอยู่แล้ว เพราะเป็นตัวเลือกที่ไม่ใช่เป็นเจ้าคนนายคนอย่างที่เคยรู้สึกกันมา ต้องเป็นข้าราชการยุคใหม่ ที่รัฐดูแลอย่างสมควรตามอัตภาพ เงินเดือนต้องเพิ่ม เพื่อทดแทนสิ่งที่เขาไม่ได้ ขอฝากประชาชนให้ติดตามการทำงานของ กมธ.งบฯ อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ ค่อยๆ ดูภาพรวมว่าจบอย่างไร เพราะเป็นเงินของประชาชนทั้งนั้น ไม่ใช่เงินของใคร



