วันนี้ “เดลินิวส์” มาเปิดคำต่อคำจากปาก “เป๋า-ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw และส.อ.อัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง ที่จับมือกันออกมาแฉพิศวงปม “ฮั้ว สว.” ที่งวดเข้ามาทุกขณะ พร้อมตั้งคำถาม กกต. กับข้อมูลล่าสุดที่ ปล่อยคนสมัครผิดกลุ่ม-ไร้เอกสารย้อนหลังมาสมัครเข้ารับเลือกตั้งสว.จากรายการ “ Dailynews Talk” ทางช่องยูทูป ที่ได้เปิดสถานีเจาะลึกประเด็นร้อนคดีฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ได้เชิญ 2 ตัวละครสำคัญในประเด็นนี้มาร่วมพูดคุย ในความคลางแคลงใจต่อการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จนนำมาสู่การถูกฟ้องร้องเสียเอง

โดย “เป๋า ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ออกมาเปิดประเด็นว่า จากการที่ออกมาเคลื่อนไหวพูดไปถึงขบวนการต่างๆก็เพื่อเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ส่งเรื่องร้องเรียนกระบวนการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 (คดีฮั้วสว.) ให้ศาลฎีกาวินิจฉัยตามกฎหมาย แทนการตัดสิทธิ์หรืออุ้มคดีไว้เอง และจากการที่ออกมาเปิดเผยเรื่องคดีฮั้วสว.ครั้งนี้ เท่าที่ทราบมีคนไปแจ้งความ ที่อำนาจเจริญ 3 เคส และโดย นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้ทนายไปแจ้งความที่บึงกาฬ ตอนนี้ยังไม่มีหมายมาที่บ้าน แล้วก็คิดว่าถ้าตำรวจที่รับเรื่อง ทำงานด้วยความเป็นธรรม ใช้กฎหมายโดยซื่อสัตย์สุจริต ก็คิดว่าจะดำเนินคดีกับผมไม่ได้ เนื่องจากสิ่งที่พูดเป็นการตั้งคำถามบนพื้นฐานของพยานหลักฐานที่มีอยู่จริง
นอกจากนี้ การเดินทางไปแจ้งความในพื้นที่ห่างไกล ถือเป็นเจตนาตั้งใจกลั่นแกล้งให้ผมลำบากในการเดินทาง เพราะสถานที่เกิดเหตุและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดอยู่ในกรุงเทพมหานคร หากคู่กรณีต้องการพิสูจน์ความจริงด้วยความสง่างาม ควรดำเนินการยื่นฟ้องตรงต่อศาลอาญา กรุงเทพมหานคร ซึ่งตนพร้อมนำพยานหลักฐานไปกางพิสูจน์ในชั้นศาลตลอดเวลา และไม่ได้มีความกังวลต่อคดีหมิ่นประมาทดังกล่าว

“ผู้อำนวยการ iLaw” ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติของผู้สมัคร สว. ในพื้นที่อำนาจเจริญ โดยเฉพาะผู้สมัครในกลุ่มที่ 10 (กลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดใหญ่) ซึ่งตามเจตนารมณ์ต้องเป็นผู้ประกอบการที่มีลูกจ้างหลักร้อยคนและมีผลกำไรจำนวนมาก แต่กลับพบว่าผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกและผู้สมัครคนอื่นในกลุ่มเดียวกัน มีอาชีพเป็นเพียงเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ เขียงหมู ช่างทาสี ช่างทำโบสถ์ หรือคนทำนา ซึ่งไม่ตรงตามคุณสมบัติของกลุ่มอาชีพดังกล่าว แต่คนกลุ่มนี้กลับลงสมัครในกลุ่มเดียวกันและลงคะแนนเลือกกันเองจนผ่านเข้าสู่ระดับประเทศ
ขณะเดียวกัน เมื่อ กกต. เผยแพร่คำวินิจฉัยยกคำร้องในเคสอำนาจเจริญ กลับพบว่า กกต. ให้เหตุผลเพียงแค่ “มีพยานรับรองว่าค้าขายเกิน 10 ปีจริง” โดยไม่ได้ไต่สวนหรือวินิจฉัยในประเด็นสำคัญว่า กิจการดังกล่าวมีขนาดและคุณสมบัติถูกต้องตรงตามเกณฑ์ของกลุ่มที่ 10 หรือไม่ ซึ่งถือเป็นการตอบไม่ตรงคำถาม
“ยิ่งชีพ” ได้เปิดเผยข้อมูลพยานหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับความผิดปกติในกระบวนการเลือก สว. โดยระบุถึงกรณีของผู้ช่วย สว. บางราย จากการตรวจสอบสื่อสังคมออนไลน์ ไม่พบการโพสต์ภารกิจเกี่ยวกับงาน สว. แต่กลับมีพฤติกรรมเดินสายช่วยกิจกรรมและแชร์ข้อมูลของพรรคภูมิใจไทยอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังพบหลักฐาน “เส้นทางการเงิน” ที่มีการโอนไปยังผู้สมัคร สว. ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประมาณ 10 ราย จำนวนตั้งแต่ 2,000 ถึง 8,000 บาท ในวันก่อนการเลือกระดับจังหวัดเพียง 1 วัน แม้ผู้โอนจะอ้างว่าเป็นค่าซื้อตอไม้ ค่าปุ๋ย หรือค่าเช่าพระก็ตาม และจากการสืบค้นข้อมูลสาธารณะ พบภาพ ผู้โอนสวมเสื้อแจ็กเก็ตระบุเป็นผู้ช่วย สส. พรรคภูมิใจไทย ในพื้นที่สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวกับรองประธานวุฒิสภาคนปัจจุบัน ที่เคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก่อนมาสมัคร สว.
“ผู้อำนวยการ iLaw” เรียกร้องไปยัง กกต. ให้ปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 ซึ่งระบุว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต หรือรู้เห็นกับการทุจริต กกต. “มีหน้าที่” ต้องส่งคำร้องไปยังศาลฎีกาเพื่อเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด กกต. ไม่มีอำนาจในการตัดสิทธิ์ หรือทำหน้าที่เป็นผู้ชี้ขาดผิดถูกด้วยตนเอง หาก กกต. ส่งเรื่องให้ศาลฎีกา พยานหลักฐานทั้งหมดที่มีจะถูกนำไปพิจารณาในกระบวนการยุติธรรมตามขั้นตอน แต่หาก กกต. เลือกที่จะใช้อำนาจยกฟ้องเอง จะทำให้หลักฐานกว่า 90,000 หน้า ถูกทำลายไป และจะทำให้ประชาชนหมดความเชื่อถือในองค์กร กกต. อย่างสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม “ยิ่งชีพ” ยังได้ มองบทบาทของกกต.ซึ่งมีความสำคัญ ในประเด็นการพิจารณาเรื่องฮั้วสว.ว่า หลังจากผมได้โพสต์ข้อความเรียกร้องให้ กกต. เปิดเผยคำวินิจฉัยคดีที่เคยมีผู้ร้องเรียน กกต.จึงได้เผยแพร่คำวินิจฉัยยกคำร้องกรณีอำนาจเจริญ โดยให้เหตุผลเพียงว่า “มีพยานรับรองว่าค้าขายเกิน 10 ปีจริง” ซึ่งเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ตรงจุด เพราะผู้ร้องต้องการให้ตรวจสอบว่า “สมบูรณ์และตรงตามคุณสมบัติของกลุ่มที่ 10 หรือไม่” ไม่ใช่เพียงแค่การรับฟังว่ามีการค้าขายจริงหรือไม่
“ จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมกันส่งเสียงเรียกร้องผ่านแฮชแท็ก #สั่งฟ้องสว เพื่อกดดันให้ กกต. เร่งส่งเรื่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยเร็ว”
ด้าน “สว.สำรอง” ส.อ.อัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล เปิดเผยถึงกระบวนการตรวจสอบและพยานหลักฐานความผิดปกติในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ พร้อมเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเป็นผู้ชี้ขาดตามกฎหมาย ผมได้ลงพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญด้วยตนเองเพื่อตรวจสอบกรณีผู้สมัคร สว. ที่อ้างว่าประกอบอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวไก่มะระมานาน 12 ปี และลงสมัครในกลุ่มที่ 10 (กลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดใหญ่) จนได้คะแนนระดับประเทศนำโด่ง ชนะอดีตนายกรัฐมนตรี

และจากการลงพื้นที่จริง พบว่าร้านดังกล่าวดั้งเดิมเป็นฟิตเนสเก่าของนักการเมือง และพนักงานในร้านให้ข้อมูลว่าเปิดทำการมายังไม่ถึง 1 ปี อีกทั้งเมื่อทำการสแกนชำระเงินค่าอาหาร บัญชีผู้รับเงินกลับปรากฏเป็นชื่อของนักการเมืองท้องถิ่น (สท. ในเขตเทศบาลอำนาจเจริญ) ไม่ใช่ชื่อของ สว. หรือบุคคลในนามสกุลของผู้สมัครแต่อย่างใด ผมจึงได้รวบรวมหลักฐานทั้งการค้า การขาย และการโอนเงิน ยื่นร้องเรียนต่อ กกต. ตั้งแต่ปี 2567 แต่กลับถูก กกต. ยกคำร้อง ซึ่งผมอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อยื่นร้องใหม่อีกครั้ง
“สว.สำรอง” เปิดเผยเพิ่มเติมถึงความผิดปกติในเอกสารการสมัครสว.อีกด้วย ว่า จากการสังเกตเอกสารผู้สมัครรอบอำเภอในหลายจังหวัด อาทิ อำนาจเจริญ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ พบว่าลายมือชื่อในใบสมัครมีลักษณะเหมือนกัน รูปถ่ายติดใบสมัครเป็นการสวมชุดสูทสไตล์เดียวกัน ถ่ายจากร้านเดียวกัน และใบรับรองแพทย์มาจากแพทย์คนเดียวกันทั้งหมด จึงเห็นว่า การระบุข้อมูลที่ไม่ตรงกับความจริงลงในเอกสาร สว.3 เพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อและลงคะแนนให้ ถือเป็นการนำความเท็จเข้าสู่ระบบเอกสารทางราชการ ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อยื่นร้องเรียนต่อกระบวนการยุติธรรม มักจะถูกตัดตอนด้วยคำว่า “ไม่มีอำนาจฟ้อง” จนเรื่องไปไม่ถึงศาลยุติธรรม

ผมเห็นว่าการทำงานของ กกต. ในเคสจังหวัดกระบี่ กกต. สามารถตรวจสอบการจดทะเบียนพาณิชย์และการเสียภาษีได้อย่างละเอียด แต่กรณีอำนาจเจริญ ผู้ร้องกลับไม่เคยได้รับคำวินิจฉัยฉบับเต็ม มีเพียงหนังสือแจ้งเมื่อเดือนมกราคม 2568 ว่าอยู่ระหว่างจัดทำคำวินิจฉัย ทั้งที่มีมติยกคำร้องไปตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 จนกระทั่งมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม คำวินิจฉัยจึงโผล่ออกมา
นอกจากนี้ ผมมองว่า กกต. กำลังพยายามยื้อและเตะถ่วงเวลา ทั้งที่ตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 กกต. มีหน้าที่เพียงรวบรวมพยานหลักฐานหากมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการทุจริต แล้วส่งเรื่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัย ไม่ใช่หน้าที่ของ กกต. ในการไต่สวนหาหลักฐานเพิ่มหรือเป็นผู้ชี้ขาดเอง ขอฝากถึง กกต. ทั้ง 7 คนว่า ศาลฎีกากำลังรอสำนวนคดี เพื่อปัดเป่าปัญหาและคืนความสงบสุขให้บ้านเมือง จึงขอให้ กกต. มีใจสุจริตเที่ยงธรรม เร่งส่งสำนวนที่มีอยู่ให้ศาลฎีกา อย่ายื้อเวลาด้วยเหตุผลประเภทองค์ประชุมไม่ครบหรือลาป่วย
“หาก กกต. ตัดสินใจยกคำร้องหรือเป่าคดีทิ้ง กลุ่มทนายความและประชาชนทั่วประเทศที่ได้รับความเสียหายพร้อมจะยื่นฟ้องดำเนินคดีกับ กกต. ในทุกศาลทั่วประเทศอย่างแน่นอน”



