หลังจากเกิดเหตุเขย่าขวัญคนไทยทั่วประเทศกับกรณีที่ นายฑณา เกิดทอง หรือ “ป๋อง” อายุ 43 ปี ผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญและคดีฝังดินหลายศพ ซึ่งเพิ่งพ้นโทษออกมาได้ไม่นานก่อนจะกลับมาก่อเหตุซ้ำ จนกลายเป็นประเด็นสังคมและบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมและมาตรการเฝ้าระวังผู้พ้นโทษ

ท่ามกลางข้อสงสัยของหลายคนที่ตั้งคำถามว่าทำไมผู้ต้องหาคดีร้ายแรงที่เพิ่งพ้นโทษออกมาถึงกลับมาก่อเหตุรุนแรงได้อีก ทั้งๆที่ยังเป็นอดีตนักโทษที่อยู่ในการดูแลของศูนย์มาตรการเฝ้าระวังความปลอดภัยหลังพ้นโทษ (JSOC) หรือ ศูนย์เฉพาะกิจเฝ้าระวังความปลอดภัยของประชาชน

การจัดตั้ง ศูนย์มาตรการเฝ้าระวังความปลอดภัยหลังพ้นโทษ (JSOC) และการบังคับใช้ พ.ร.บ. มาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง (พ.ร.บ. JSOC) นับเป็นก้าวสำคัญของระบบยุติธรรมไทยในการยกระดับจากการ “ลงโทษ” ไปสู่การ “ป้องกันเชิงรุก” เพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่สังคม


อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงเรายังคงเห็นข่าวการกระทำผิดซ้ำของอดีตผู้ต้องขังในคดีร้ายแรงอยู่เนืองๆ นำมาซึ่งคำถามสำคัญของสังคมว่า “เหตุใดกลไกของ JSOC จึงยังไม่สามารถหยุดยั้งอาชญากรรมได้อย่างสมบูรณ์?”

เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้างและทางปฏิบัติ ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดจากความล้มเหลวของมาตรการเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากข้อจำกัดทางกฎหมาย ทรัพยากร และสภาพทางสังคมที่คาบเกี่ยวกันในหลายมิติ

แม้ JSOC จะมีมาตรการที่เข้มงวด เช่น การติดกำไล EM การจำกัดพื้นที่ หรือการกำหนดเวลาออกนอกเคหสถาน แต่มาตรการเหล่านี้ ไม่สามารถใช้กับผู้พ้นโทษได้ทุกคน ศาลจะสั่งใช้มาตรการความปลอดภัยเฉพาะกับผู้กระทำผิดในกลุ่มคดีร้ายแรงที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายเท่านั้น นอกจากนี้ JSOC ไม่ใช่การ “คุมขัง” หรือการจำกัดอิสรภาพ 100% ผู้ถูกเฝ้าระวังยังคงมีสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิต ทำให้เจ้าหน้าที่ทำได้เพียง “ติดตามและเฝ้าระวัง” แต่ไม่สามารถเข้าขัดขวางได้ในทันทีทันใดก่อนที่เจตนาในการก่อเหตุจะปรากฏขึ้น

ระบบการเฝ้าระวังด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) แม้จะช่วยติดตามตำแหน่งได้แบบเรียลไทม์ แต่ก็มีข้อจำกัดทางเทคโนโลยี เช่น จุดอับสัญญาณ การตัดทำลายอุปกรณ์ หรือความล่าช้าในการแจ้งเตือน ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเทียบสัดส่วนระหว่าง จำนวนบุคลากรคุมประพฤติและเจ้าหน้าที่ตำรวจ กับ จำนวนผู้พ้นโทษที่ต้องดูแล พบว่าสัดส่วนยังคงมีความเหลื่อมล้ำสูง ส่งผลให้การติดตามเชิงลึกแบบใกล้ชิดในระดับบุคคลตลอด 24 ชั่วโมงเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ


มาตรการทางกฎหมายเป็นเพียงการตีกรอบพฤติกรรมภายนอก แต่รากเหง้าของการกระทำผิดซ้ำ มักเกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม เมื่ออดีตผู้ต้องขังพ้นโทษออกมา สังคมส่วนใหญ่ยังคงปฏิเสธ ขาดโอกาสในการทำงาน ไม่มีรายได้ และขาดระบบซัพพอร์ตจากครอบครัว การถูกตีตรา และการกดดันทางเศรษฐกิจบีบบังคับให้พวกเขาย้อนกลับไปสู่วงจรอาชญากรรมเดิมเพื่อความอยู่รอด หรือเกิดความรู้สึกแปลกแยกจนนำไปสู่พฤติกรรมก้าวร้าวต่อสังคม

ผู้กระทำผิดซ้ำในคดีรุนแรงหรือคดีเพศจำนวนมากมีอาการป่วยทางจิตเวช มีความผิดปกติทางบุคลิกภาพ หรือติดสารเสพติดขั้นรุนแรง การบำบัดรักษาในเรือนจำมักไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับระยะเวลาที่ถูกจำคุก และเมื่อพ้นโทษออกมาระบบการส่งต่อเพื่อรักษาจิตเวชในชุมชนยังขาดความต่อเนื่อง ทำให้เมื่อเกิดภาวะเครียดหรือขาดยา ปัญหาทางจิตจะย้อนกลับมากระตุ้นให้ก่อเหตุซ้ำได้อย่างฉับพลัน

ศูนย์ JSOC ไม่ใช่ “ยาวิเศษ” ที่จะขจัดอาชญากรรมให้หมดไปได้ด้วยตัวเอง แต่เป็นเพียง เครื่องมือป้องปราม การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยการทำงานที่ประสานกันทุกภาคส่วน

ยกระดับเทคโนโลยีและการบูรณาการข้อมูล พัฒนาระบบ AI ช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมความเสี่ยง และเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างตำรวจ กรมราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติ และผู้นำชุมชนอย่างไร้รอยต่อ

สร้างกลไกการส่งต่อผู้ป่วยจิตเวช เชื่อมโยงระบบยุติธรรมเข้ากับระบบสาธารณสุข เพื่อให้ผู้พ้นโทษที่มีปัญหาทางจิตได้รับการรักษาและรับยาอย่างต่อเนื่อง

การเปิดโอกาสทางสังคมและอาชีพ สังคมและภาคเอกชนต้องร่วมมือในการสร้างอาชีพและให้โอกาสผู้ที่ปรับปรุงตัว เพื่อลดแรงจูงใจในการกลับไปทำผิดซ้ำ


ติดตามสถานการณ์
พล.ต.ต.วัชรินทร์ ประสพดี ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน ประชุมติดตามรายงานสถานการณ์ และผลการปฏิบัติประจำสัปดาห์ของหน่วยงานในสังกัด ภ.จว.สุพรรณบุรี เพื่อเร่งรัดการดำเนินคดี ติดตามสถานการณ์ เหตุการณ์ในพื้นที่ วิเคราะห์สถานการณ์อาชญากรรม สั่งการปราบปรามอาชญากรรม การพนัน แหล่งอบายมุข กวาดล้างยาเสพติดทำลายเครือข่ายในรอบสัปดาห์ ให้สิ้นซาก

มอบฟุตบอล
อัครวิทย์ จิ๋วนารายณ์ ผอ.กกท.ภาค 2 มอบหมายให้ คมสันติ์ กันทิยะ เป็นตัวแทนนำลูกฟุตบอล มอบให้ พ.ต.ท.พีระพงษ์ จบศรี รอง ผกก.สส.สภ.เมืองสุพรรณบุรี เพื่อร่วมสนับสนุนการแข่งขันกีฬาสานสัมพันธ์ของ สภ.เมืองสุพรรณบุรี

สนับสนุนการศึกษา
ดร.สุจิตรา ทรงมัจฉา ประธานสโมสรสุพรรณบุรี เอฟซี บริจาคเงินจำนวน 250,000บาท ให้มูลนิธิ รพ.ตำรวจ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เพื่อสนับสนุนการศึกษา กลุ่มงานศัลยกรรม รพ.ตำรวจ

มอบประกาศเกียรติคุณ
พ.ต.อ.รัฐพล เหลาพรม ผกก.สภ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น มอบประกาศเกียรติคุณจาก ภ.จว.ขอนแก่น แก่เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ในการสืบสวนขยายผลจับกุมคนร้ายในคดีฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและมอบรางวัลแก่ผู้มีผลการปฏิบัติราชการดีเด่น แต่ละแผนกงาน พร้อมประชุมชี้แจงข้อราชการ มอบนโยบายการปฏิบัติหน้าที่ประจำเดือน แก่ข้าราชการตำรวจ สภ.ชุมแพ ณ ห้องประชุม สภ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น

เฉลิมพระเกียรติ
พ.ต.อ.ปพนพัชร์ ใบยาผกก.สภ.คลองกิ่ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี พร้อมข้าราชการตำรวจ สภ. คลองกิ่ว ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล กิจกรรมเฉลิมพระ เกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนม พรรษา ณ ศาลาประชา คมอำเภอบ้านบึง ซึ่งมี นางสุกันยา เนื่องจำนงค์ ปลัดอาวุโส นางสาวลลิตา สิงห์โตทอง เลขานุการนายกอบจ.ชลบุรี นายเชวง จินตนาเลิศ รองนายกเทศมนตรีเมืองบ้านบึง ร่วมพิธี โดยมี ว่าที่ร้อยตรีศราวุธ กรจิระเจริญ นายอำเภอบ้านบึง เป็นประธาน

สร้างขวัญกำลังใจ
ที่สถานีตำรวจทางหลวง 3 กองกำกับการ 3 อ.เมือง จ.ระยอง พ.ต.อ.มีชัย กำเนิดพรม รอง ผบก.ทล. เดินทางตรวจเยี่ยมการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ทล.3 กก.3 บก.ทล. ตามนโยบายการขับเคลื่อนงานของผู้บังคับบัญชา เพื่อกำกับดูแลและสร้างขวัญกำลังใจแก่ เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงระยอง พร้อมเน้นย้ำการปฏิบัติหน้าที่ภายใต้แนวคิด “ห่วงใยทุกชีวิต เป็นมิตรทุกเส้นทาง” โดยมี พ.ต.ท.ไพโรจน์ ทรัพย์ประเสริฐ สว.ส.ทล.3 กก.3 บก.ทล.ระยอง พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงระยองให้การต้อนรับและรับฟังนโยบายการปฏิบัติงาน ซึ่ง พ.ต.อ.มีชัย ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกนายยึดถือนโยบายการบริหารราชการของ ผบ.ตร., ผบช.ก. และ ผบก.ทล. เป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด

**********************************
คอลัมน์ : สน.รอตรวจ
โดย : บิ๊กสลีป