ผลพวงจากเหตุโศกนาฏกรรม “ไฟไหม้โรงเบียร์” ทำให้หลายคนเกิดข้อสงสัยในการขอใบอนุญาต เนื่องจากมีการยื่นขอจัดตั้งเป็น “ร้านอาหาร” ซึ่งย้อนแย้งกับความรู้สึกของหลายคนว่า ทำไมถึงไม่ใช่ “สถานบริการหรือสถานบันเทิง”

ซึ่งในแวดวงธุรกิจกินดื่ม หลายคนมักสับสนระหว่าง “สถานบริการ (สถานบันเทิง)” กับ “ร้านอาหาร” เนื่องจากในชีวิตจริงเรามักเห็นร้านอาหารบางแห่งจัดคอนเสิร์ต มีเสียงเพลง และจำหน่ายสุราไม่ต่างจากผับบาร์ ทว่าในทางกฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัย ทั้งสองประเภทนี้มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนและมีบทลงโทษที่รุนแรงหากฝ่าฝืน

ซึ่งนิยามและข้อกฎหมายจะมีเส้นแบ่งอยู่ที่ “พฤติกรรม” และ “เวลา” จุดตัดสำคัญที่จำแนกสองธุรกิจนี้ออกจากกัน ถูกกำหนดโดย พ.ร.บ. สถานบริการ พ.ศ. 2509 ซึ่งระบุว่าร้านค้าทั่วไปจะกลายเป็น “สถานบริการ” ทันทีหากเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง คือ

1.มีผู้บำเรอหรือปรนนิบัติลูกค้า หรือเรียกง่ายๆก็คือมีพนักงานนั่งดริ๊งก์ บริการดูแลอย่างใกล้ชิด หรือยินยอมให้นักร้องนักแสดงลงมานั่งกับลูกค้า 2.จัดให้มีการเต้นรำ หมายถึงมีเวทีเต้นรำ (ฟลอร์) หรือปล่อยให้ลูกค้าเต้นบริเวณโต๊ะอาหาร และ 3.เปิดหลังเที่ยงคืน หมายถึงมีการแสดงดนตรีสด เปิดเพลง หรือเปิดไฟแสงสีเพื่อการบันเทิง และปิดทำการหลังเวลา 24.00 น.

ในขณะที่ “ร้านอาหาร” ตามกฎหมายจะเน้นไปที่การปรุง ประกอบ และจำหน่ายอาหารเป็นหลัก แม้จะเปิดเพลงคลอเบาๆ หรือมีดนตรีสด ก็ต้องปิดการแสดงและห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังเวลา 24.00 น. รวมถึงห้ามปล่อยให้มีการเต้นรำเด็ดขาด

ส่วนในเรื่องการขอใบอนุญาตที่ด่านหินของสถานบันเทิงนั้น ต้องยอมรับว่ามันมีความยากง่ายในการเริ่มต้นธุรกิจที่มีความแตกต่างกันอย่างมหาศาล ซึ่งเรื่องแรกเลยคือ ใบอนุญาตหลัก เพราะ “ร้านอาหาร” ต้องมีหนังสือรับรองการแจ้งจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหารจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือ กทม. และใบอนุญาตขายสุราจากกรมสรรพสามิต ส่วน “สถานบริการ หรือสถานบันเทิง/ผับบาร์” นั้นต้องมีใบอนุญาตตั้งสถานบริการ ออกโดยผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

อีกเรื่องคือ ข้อจำกัดเรื่องทำเล หรือโซนนิ่ง “ร้านอาหาร” ไม่มีข้อจำกัดเข้มงวด ตั้งในอาคารพาณิชย์ทั่วไปได้ ส่วน ส่วน “สถานบริการ หรือสถานบันเทิง/ผับบาร์” นั้นจะเข้มงวดสูง ต้องตั้งอยู่ในเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตเท่านั้น และต้องห่างจากวัด โรงเรียน และโรงพยาบาล เรื่องสุดท้ายคือ อัตราภาษีพิเศษ “ร้านอาหาร” เสียภาษีเงินได้และ VAT ตามปกติส่วน “สถานบันเทิง/ผับบาร์” นั้นจะเสียภาษีสรรพสามิตสถานบริการเพิ่มเติม ตามอัตราที่กฎหมายกำหนดจากรายรับ

ขณะที่เรื่องมาตรฐานความปลอดภัยและการควบคุมอาคารนั้น ซึ่งโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้สถานบันเทิงหลายครั้งในอดีตและล่าสุด มันสะท้อนให้เห็นว่ามาตรฐานโครงสร้างของทั้งสองธุรกิจต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยสถานบริการจะถูกควบคุมด้วย กฎกระทรวงกำหนดประเภทและระบบความปลอดภัยของอาคารที่ใช้ประกอบกิจการที่มีความเข้มงวดมากกว่าร้านอาหารหลายเท่าตัว

ทั้งจากระบบป้องกันอัคคีภัย โดยสถานบริการต้องใช้วัสดุตกแต่งผนังและเพดานที่ผ่านเกณฑ์การลามไฟต่ำ เช่น ไม่ใช้โฟมซับเสียงที่ติดไฟง่าย มีระบบสปริงเกอร์ฉีดน้ำอัตโนมัติ และระบบสัญญาณเตือนภัยที่ส่งสัญญาณทั้งแสงและเสียงทั่วถึงทั้งร้าน

ส่วนทางหนีไฟและทางออกฉุกเฉินนั้น ร้านอาหารทั่วไปอาจใช้ประตูเข้า-ออกหลักร่วมกับทางหนีไฟได้ แต่อาคารสถานบริการต้องมีทางหนีไฟเฉพาะที่เปิดออกสู่ภายนอกได้ทันที ประตูหนีไฟต้องเป็นบานผลักชนิดผลักออก ห้ามมีสิ่งกีดขวาง และต้องมีป้ายไฟบอกทางสำรองไฟที่สว่างแม้ไฟฟ้าดับ

สุดท้ายคือการจำกัดจำนวนคน เนื่องจากกฎหมายสถานบริการมีการคำนวณสัดส่วนพื้นที่ต่อจำนวนผู้ใช้บริการอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันความแออัดและเหตุเหยียบกันตาย ซึ่งต่างจากร้านอาหารทั่วไปที่มักจัดโต๊ะตามความสะดวกของร้าน

ให้ความรู้
พ.ต.อ.รัฐพล เหลาพรม ผกก.สภ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น มอบหมายให้ ร.ต.ท.อดุลย์กิจ นามแดง
รอง สว.(ป.) สภ.ชุมแพ ร่วมเป็นวิทยากรอบรม ให้ความรู้ กิจกรรมโครงการครู(Traffic Teacher) เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับกฎระเบียบ แนวทางปฏิบัติ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจราจร โดยมีคณะครู นักเรียนเข้าร่วมรับการอบรม จำนวน 1200 คน ณ หอประชุมโรงเรียนอนุบาลชุมแพ

กิจกรรมจิตอาสา
พ.ต.ท.บดินทร์ ชูเฉลิม สวญ.ส.ทล.2 กก.4 บก.ทล., พ.ต.ต.ณรงค์ ละครชัย สว.ส.ทล.2 กก.4 บก.ทล. พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจในสังกัด ส.ทล.2 กก.4 บก.ทล ขอนแก่น ร่วมทำกิจกรรมจิตอาสา (จิตอาสาเฉพาะกิจ) บริจาคสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น ให้กับ มูลนิธิช่วยเหลือเด็กบ้านลูกรัก ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น

ประชุมสัญจร
พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 เป็นประธานการประชุมคณะที่ปรึกษาตำรวจภูธรภาค7 ด้านการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ ครั้งที่3/2569(สัญจร) โดยมี พล.ต.ต.วัชรินทร์ ประสพดี ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี และคณะให้การต้อนรับ ที่โรงแรมเลิศธานี จ.สุพรรณบุรี