การเมืองไทยกลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง เมื่อคดี “ฮั้วเลือก สว.” เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมพิจารณาและชี้ขาดชะตากรรมของคดีนี้ ซึ่งอาจส่งผลสะเทือนไปถึงโครงสร้างอำนาจทางการเมืองและองค์กรอิสระทั้งระบบ ชนวนเหตุยิ่งปะทุหนักเมื่อมีการเปิดตัวพยานปากสำคัญจาก 4 จังหวัด แฉลึกถึงเครือข่ายบล็อกโหวต การซื้อขายตำแหน่งผู้ช่วย สว. และการใช้โรงแรมเป็นฐานปฏิบัติการ โดยมีการเชื่อมโยงตัวละครไปยังพรรคการเมืองใหญ่ จนนำไปสู่การฟ้องร้อง นายยิ่งชีพ อัชฌาชนนท์ ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLAW) นำมาสู่คำถามสำคัญจากสังคมว่า นี่คือเกมชิงอำนาจทางการเมือง หรือเป็นการกระชากหน้ากาก “เผด็จการทุนกินรวบประเทศ” กันแน่?

เพื่อเจาะลึกเบื้องหลังและวิเคราะห์ฉากทัศน์ทางการเมือง รายการเดลินิวส์ ทอล์ก จึงได้เชิญ รองศาสตราจารย์ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภาและอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มาร่วมถอดรหัสข้อเท็จจริงในประเด็นนี้
โดย “รศ.ดร.เจิมศักดิ์” ออกตัวเปิดประเด็นขอชี้แจงถึงการเข้าร่วมเวทีของฝ่ายค้านที่สภาที่ผ่านมา ไม่ได้หมายความว่า ผมเป็นส่วนหนึ่งของพรรคฝ่ายค้าน หากแต่ได้รับเชิญไปในฐานะ “ผู้สังเกตการณ์” เพื่อร่วมรับฟังข้อมูลจากพยาน 4 คน ใน 4 จังหวัด เกี่ยวกับกระบวนการและตัวละครที่เกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก สว.
“ผมไปเพื่อรับฟังข้อมูล ซึ่งบอกได้เลยว่า ‘เลวกว่าที่คิดไว้มาก’ แม้เดิมทีจะประเมินไว้แล้วว่าการเลือกตามระบบนี้จะมีปัญหา แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏกลับมีความซับซ้อนและเลวร้ายยิ่งกว่าที่คาดการณ์ไว้”

@ ระบบการเลือกกันเองและเลือกไขว้ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ทำไมถึงไม่สามารถป้องกันการฮั้วได้ตั้งแต่แรก?
จากประสบการณ์ในอดีตตั้งแต่การทำสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเคยใช้ระบบให้ผู้สมัครเลือกกันเอง ระบบนี้ในรุ่นแรกอาจจะได้คนดี แต่พอรุ่นถัดมาจะเกิดการบล็อกโหวตทันทีเมื่อรัฐธรรมนูญปี 2560 นำระบบเลือกกันเองและเลือกไขว้มาใช้ หากกลุ่มอิทธิพลส่งคนของตนเองลงสมัครครบทุกสาขาอาชีพตั้งแต่ระดับอำเภอ คนของเครือข่ายก็จะได้ผ่านเข้ารอบไปเรื่อยๆ จนถึงระดับประเทศ ดังนั้นการเลือกไขว้จึงไม่สามารถป้องกันการเกณฑ์คนหรือการบล็อกโหวตได้เลย
อย่างไรก็ตาม การจะทำกระบวนการระดับนี้ได้สำเร็จ ต้องประกอบด้วย 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การมีเครือข่ายระดับหลายจังหวัดในลักษณะระบบบ้านใหญ่ การมีเงินทุนระดับพันล้าน และการมีกลุ่มทุนธุรกิจหนุนหลัง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพลังงานหรือโรงแรม
@ พฤติการณ์และรูปแบบความผิดปกติในการเลือก สว. ครั้งนี้ มีความซับซ้อนอย่างไรบ้าง?
จากการรับฟังข้อมูลเชิงลึก พฤติกรรมที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงแค่การแจกจ่ายเงินค่าสมัคร 2,500 บาท เพื่อเกณฑ์คนมาเป็นโหวตเตอร์เท่านั้น แต่ยังมีรูปแบบที่ซับซ้อนกว่านั้น ทั้งการช้อนซื้อตัวผู้สมัครนอกทีมในรอบท้ายๆ รวมถึงการยื่นข้อเสนอตำแหน่งตอบแทน เช่น หากไม่ได้รับเลือกเป็น สว. จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วย สว., ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ชำนาญการ รับเงินเดือน 15,000 บาท แต่มีเงื่อนไขว่าต้องทอนเงินคืนให้กลุ่มจัดการ 10,000 บาท ซึ่งเข้าข่ายระบบหักหัวคิว
นอกจากนี้ยังมีการกวาดต้อนผู้สมัครไปเก็บตัวตามโรงแรม โดยมีนักการเมืองระดับ สส. และผู้บริหารระดับสูงเข้ามาเกี่ยวข้องในการจัดตั้งเครือข่าย ซึ่งข้อมูลพยานได้ระบุถึง สส. อักษรย่อ ‘ศ’ จากนครพนม เหตุการณ์ที่โรงแรมในจังหวัดอยุธยา รวมทั้งระบุชื่อถึงอดีตรองนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน

@ เป้าหมายสูงสุดของการพยายามเข้าควบคุมวุฒิสภาผ่านกระบวนการนี้คืออะไร และจะส่งผลอย่างไรต่อการเมืองไทย?
เป้าหมายสำคัญของกระบวนการนี้ คือการเข้าควบคุมวุฒิสภาเพื่อกุมอำนาจในการเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระทั้งหมด ทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), ศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ตรวจการแผ่นดิน
หากสามารถคุมได้ทั้งสภาล่าง และสภาสูง ซึ่งวุฒิสภาที่เป็นฝ่ายสรรหาคัดเลือกองค์กรอิสระ จะนำไปสู่สภาวะ “เผด็จการโดยทุนสามานย์” ที่ใช้เงินและอิทธิพลเข้ากินรวบประเทศ ทำลายระบบการตรวจสอบและถ่วงดุล (Checks and Balances) จนประชาชนไม่เหลือช่องทางในการเรียกร้องความยุติธรรม ซึ่งปรากฏการณ์นี้คล้ายกับสูตรการควบรวมพรรคการเมืองในอดีต ที่อาศัยระบบอุปถัมภ์ดึงกลุ่มบ้านใหญ่และพรรคเล็กเข้ามา เพื่อล็อกตำแหน่งบริหารและสถาปนาอำนาจเบ็ดเสร็จ

@ มองอย่างไรต่อกรณีที่พรรคภูมิใจไทยออกมาโต้แย้งว่า iLaw และพรรคฝ่ายค้านก็ชวนคนมาสมัครเหมือนกัน และกำลังเล่นเกมการเมือง?
ต้องแยกแยะให้ออกในประเด็นดังนี้ ประการแรก การเชิญชวนประชาชนออกมาสมัครตามอุดมการณ์ โดยไม่มีการจัดตั้ง ใช้เงิน หรือทำโพย ถือเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย
สิ่งที่เป็นความผิด คือ การทำเป็นกระบวนการ ใช้เงินทุน มีการกวาดต้อน เลี้ยงดู และจัดทำโพย ซึ่งหากพรรคการเมืองใดทำในลักษณะนี้ ถือเป็นพฤติการณ์ร้ายแรงเข้าข่ายล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งมีโทษถึงขั้นยุบพรรค
ปัจจุบันข้อมูลถูกส่งไปยัง กกต. และ DSI เรียบร้อยแล้ว การที่นายยิ่งชีพ ยื่นเรื่องให้ฝ่ายตรวจสอบ คือ ฝ่ายค้าน ถือว่าทำตามกระบวนการกฎหมาย ซึ่งการนำเรื่องส่งศาล ทุกอย่างก็จะกระจ่างเพราะ ในชั้นศาลจะสามารถเรียกเอกสาร รวมถึงข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ (Cell site) มาพิสูจน์ความจริงทั้งหมดได้

@ ระบบ สว. ปัจจุบันควรยกเลิกหรือไม่ และควรปรับเปลี่ยนโครงสร้างวุฒิสภาไทยอย่างไรให้ตอบโจทย์?
ระบบ สว. แบบเลือกกันเองและเลือกไขว้จำเป็นต้องยกเลิกอย่างถาวร เพราะพิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถป้องกันการทุจริตเชิงระบบได้ สำหรับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำเป็นต้องทบทวนใน 3 มิติหลัก คือ พิจารณาว่ายังจำเป็นต้องมี สว. หรือไม่ ที่มาของ สว. ควรเป็นอย่างไร และอำนาจหน้าที่ของ สว. ควรมีแค่ไหน ตามหลักสากล หาก สว. ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน อำนาจควรจำกัดอยู่เพียงการกลั่นกรองกฎหมาย แต่หากยังต้องการให้ สว. มีอำนาจเลือกองค์กรอิสระ สว. จำเป็นต้องยึดโยงกับประชาชนผ่านการเลือกตั้ง
ทั้งนี้เคยมีโมเดลการเลือกตั้งตามกลุ่มอาชีพระดับประเทศเสนอไว้ ให้ สว. มาจากการเลือกตั้งตามกลุ่มอาชีพ เช่น 20 กลุ่มอาชีพ โดยเปิดให้ประชาชนทั่วประเทศลงทะเบียนเลือกสังกัดกลุ่มอาชีพ และลงคะแนนเลือกพร้อมกันทั้ง 77 จังหวัด วิธีนี้จะทำให้ผู้สมัครต้องหาเสียงกับฐานประชาชนขนาดใหญ่ประมาณกลุ่มละ 2 ล้านคน ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้กลุ่มอิทธิพลบ้านใหญ่ใช้เงินซื้อเสียงหรือควบคุมการลงคะแนนได้
@ บทสรุปและมุมมองต่อการทำงานของหน่วยงานตรวจสอบรวมถึงโทษทางกฎหมายควรเป็นอย่างไร?
การแก้ไขปัญหาระยะยาว จำเป็นต้องอาศัยมติมหาชนจากการลงประชามติ และการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ไม่ถูกครอบงำโดยพรรคการเมืองหรือกลุ่มอิทธิพล พร้อมทั้งเพิ่มกลไกให้ประชาชนสามารถเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและองค์กรอิสระได้โดยตรง
หากพิจารณาตามบรรทัดฐานทางกฎหมาย การวางแผนเข้าครอบงำกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจปกครองแบบนี้ เข้าข่ายพฤติการณ์ร้ายแรงถึงขั้นล้มล้างการปกครองฯ ซึ่งนำไปสู่การยุบพรรคการเมืองที่อยู่เบื้องหลังได้ แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบันคือความล่าช้าในการตรวจสอบของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งอาจทำให้เกิดข้อสงสัยต่อความเที่ยงธรรม และส่งผลกระทบต่อความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อระบอบประชาธิปไตยในระยะยาว



