ดีเดย์ 28 มิถุนายน วันชี้ชะตาของคนกรุงเทพฯ และชาวเมืองพัทยา ที่จะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งสำคัญ ทั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร- นายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาท้องถิ่น หลังผ่านศึกหาเสียงที่แต่ละฝ่ายงัดนโยบายและความฝันออกมาขายกันอย่างเต็มที่ วันนี้จึงเป็นเวลาของประชาชนที่จะตัดสินใจแล้ว
ขณะที่สนามการเมืองระดับชาติกลับเดือดไม่เว้นแต่ละวัน “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ภายใต้การนำของ “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กำลังเผชิญแรงเสียดทานรอบด้าน โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นภายในกระทรวงมหาดไทย ซึ่งกลายเป็นอีก 1 จุดอ่อนสำคัญของรัฐบาลในเวลานี้

ตลอดช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ข่าวฉาวในกระทรวงคลองหลอดทยอยปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่กรณีแชตไลน์หลุด “ช่วยนำเงินด้วย” ไปจนถึง “ศึกเกาเหลาในจังหวัดภูเก็ต” ระหว่างรองผู้ว่าราชการจังหวัดกับผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ลุกลามกลายเป็นประเด็นสาธารณะ เมื่อรองผู้ว่าฯ แสดงบทบาทราวกับมี “แบ็กใหญ่” คอยหนุนหลัง จนเกิดคำถามถึงอำนาจและเส้นสายภายในระบบราชการ

แต่ประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนมากที่สุด คือ คดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น มูลค่าความเสียหายกว่า 4,500 ล้านบาท ซึ่งกำลังถูกตรวจสอบโดยสำนักงาน ป.ป.ช. และกองบังคับการ ปปป.
คำถามสำคัญไม่ได้อยู่แค่ว่าใครโกงสอบ หากแต่อยู่ที่ว่าการสอบสวนจะสาวไปถึงระดับใด จะหยุดอยู่เพียงผู้ปฏิบัติ หรือจะไปถึงระดับผู้บริหารและผู้มีอำนาจทางนโยบายหรือไม่

คดีนี้ยิ่งร้อนแรงขึ้นเมื่อมีคลิปเสียงหลุดพาดพิงถึงตำแหน่ง “รัฐมนตรีช่วย” จนทำให้ “เดชอิศม์ ขาวทอง” อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้อง พร้อมเปิดเผยว่าได้ยินเรื่องการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งในกระทรวงมหาดไทยมานานหลายปี
คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในระบบราชการไทย ว่าในบางพื้นที่ คนที่มีความสามารถอาจไม่ใช่ผู้ชนะเสมอไป หากไม่มีเงินหรือเส้นสายคอยสนับสนุน พร้อมบอกด้วยว่า เคยมีแนวคิดแก้ปัญหานี้โดยให้มหาวิทยาลัยในภูมิภาคเข้ามารับผิดชอบการจัดสอบ เพื่อกระจายอำนาจและลดโอกาสการทุจริต แต่ยังไม่ทันดำเนินการก็พ้นจากตำแหน่งเสียก่อน

ดังนั้น คำชี้แจงของ “เดชอิศม์” จึงไม่ได้เป็นเพียงการปกป้องตัวเอง หากยังเป็นการโยนโจทย์สำคัญกลับไปยัง “นายกฯหนู” ว่าจะปล่อยให้ปัญหานี้กลายเป็นอีกหนึ่งคดีที่เงียบหายไปตามกาลเวลา หรือจะใช้โอกาสนี้ผ่าตัดระบบที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสมานาน
ด้าน “นายกฯ อนุทิน” ไม่รอช้าเรียกประชุมด่วนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายหลังมีการจับกุมขบวนการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น และสั่งย้าย “ธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล” อธิบดีสถ. พ้นจากตำแหน่งทันที

นอกจากนี้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด หากพบว่ามีการแก้ไขข้อสอบหรือทุจริต จะต้องถูกเพิกถอนการบรรจุและออกจากราชการทันที แม้จะเข้าปฏิบัติงานแล้วก็ตาม แต่จะไม่ยกเลิกผลสอบทั้งระบบ เพื่อไม่ให้ผู้สอบผ่านโดยสุจริตได้รับผลกระทบ
“อนุทิน” ยอมรับอย่างแมนๆ ด้วยว่า การสอบดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งเป็นมท.1 โดยเดิมเคยสั่งระงับการสอบตั้งแต่ปี 2566 หลังมีข้อร้องเรียนเรื่องทุจริต ก่อนจะกลับมาจัดสอบอีกครั้งตามข้อเรียกร้องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ขาดแคลนบุคลากร และได้มีการเปลี่ยนหน่วยงานจัดสอบมาเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ แต่สุดท้ายก็ยังพบพฤติการณ์ทุจริตเกิดขึ้น

ส่วนกรณีคลิปเสียงที่พาดพิงถึงรัฐมนตรีช่วยนั้น นายกฯ ระบุว่าต้องรอการพิสูจน์ข้อเท็จจริงจากพนักงานสอบสวนก่อน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นคลิปเก่าที่เกิดขึ้นก่อนรัฐมนตรีชุดปัจจุบันเข้ามารับตำแหน่ง
แม้รัฐบาลสีน้ำเงินจะเพิ่งบริหารประเทศได้เพียงสองเดือน แต่กลับต้องเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง จนทุกโครงการสำคัญถูกสังคมจับตาเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นแลนด์บริดจ์ อีอีซี หรือโครงการ TH-AI Passport
โดยเฉพาะ TH-AI Passport ที่ “ลูกนก” ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผลักดันให้เป็นผลงานโบว์แดง กลับกลายเป็นเป้าหมายหลักของฝ่ายค้าน
หลายฝ่ายมองว่า นี่ไม่ใช่เพียงการตรวจสอบโครงการหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการเจาะตรงไปยังหัวใจของพรรคภูมิใจไทย และอาจส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึง “เนวิน ชิดชอบ” ผู้นำทางจิตวิญญาณของค่ายสีน้ำเงินโดยตรง
จังหวะเดียวกันนี้ สภาผู้แทนราษฎรกำลังจะเข้าสู่ศึกสำคัญอีกสนาม ในสัปดาห์หน้า กำหนดพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม รวม 41 ชั่วโมง
ซึ่งต้องจับตาบรรดา “องครักษ์พิทักษ์ลูกนาย” เพราะบรรยากาศก่อนศึกงบประมาณเริ่มร้อนขึ้น เมื่อ “ไอซ์” รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน ออกมาตั้งคำถามถึง ก็มีบรรดาสส.ภูมิใจไทย ดาหน้าออกมาปกป้อง “ไชยชนก”อย่างพร้อมเพรียง โดยเปรียบเปรยว่าเป็นการทำหน้าที่ “องครักษ์พิทักษ์ลูกนาย” มากกว่าการทำหน้าที่ผู้แทนประชาชน

ขณะเดียวกัน “รักชนก” ยังเหน็บ สำนักงบประมาณได้ตัดงบเฟสสองของโครงการ TH-AI Passport วงเงิน 900 ล้านบาทออกไปแล้วทั้งหมด และเตรียมผลักดันให้มีการทบทวนงบในเฟสแรกวงเงิน 1,600 ล้านบาทเพิ่มเติม
นอกจากนี้ “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาตั้งข้อสังเกต 3 ข้อพิรุธโครงการ Skill/Credit Portfolio ของ “กระทรวงอว.-ศึกษา” คล้าย TH-AI Passport พร้อมแฉ มี 4 ใน 6 บริษัทกับข้องโครงการเอไอ 4 ปีหลังได้เป็นคู่สัญญาเอกชนมีแต่ได้กับได้ พบความเชื่อมโยงของบริษัทที่สืบราคา/เข้าร่วมประมูล ซึ่งส่อแววซ้ำรอยความผิดปกติของโครงการอื่นในอดีต

แต่ในอีกด้านหนึ่ง เกมการเมืองก็เริ่มเปิดฉากตอบโต้ เมื่อมีการขยายผลเส้นทางการเงินในคดีแชร์ลูกโซ่ Forex ที่เชื่อมโยงถึง “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” สส.พรรคประชาชน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เปิดประเด็นตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport

จึงมีผู้มองว่า นี่อาจเป็นเกมแลกหมัดทางการเมือง ที่ต่างฝ่ายต่างงัดข้อมูลมาตอบโต้กัน เพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของคู่แข่ง
แต่พรรคประชาชนก็ยังมี พรรคประชาธิปัตย์ เป็นเพื่อนร่วมหัวจมท้ายกับการอภิปรายฯงบครั้งนี้ และได้เตรียมข้อมูลร่วมวงตรวจสอบเช่นกัน โดย “สส.อ้อ” การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค ประกาศเตรียมอภิปรายงบกระทรวงดิจิทัลฯ หลังพบว่างบประมาณเพิ่มขึ้นกว่า 30%

แม้จะไม่มีโครงการ TH-AI Passportในการรายจัดทำงบฯปี 70 แต่ก็เปิดประเด็นให้เห็นชัดๆมีทั้งโครงการคลาวด์ภาครัฐมูลค่า 5,000 ล้านบาท และงบด้าน AI กว่า 2,500 ล้านบาท ในกว่า 200 โครงการ ที่ยังขาดความชัดเจนด้านเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์
เมื่อรวมกับแผนบูรณาการรัฐบาลดิจิทัลมูลค่ากว่า 8,700 ล้านบาท ที่สัดส่วนงบดำเนินงานสูงถึง 72.6% ขณะที่งบลงทุนมีเพียง 9.4%
อีกทั้งยังมีมือปราบจำนำข้าว “หมอวรงค์”นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ขู่“ลูกนก” ให้ระวังความไม่โปร่งใสใน 2 โครงการรัฐบาลที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าและความโปร่งใส โดยเตือนให้ระวังการเอื้อประโยชน์ที่อาจสร้างความเสียหายร้ายแรง ซ้ำรอยวิกฤติโครงการจำนำข้าว

ทำให้ฝ่ายค้านเตรียมใช้เวทีงบประมาณครั้งนี้เป็นสนามตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นอีกทั้งจะเป็นการโชว์ให้เห็นถึงการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านหวังเรียกศรัทธากลับคืนมา
สุดท้ายแล้ว การเมืองไทยในสัปดาห์หน้าอาจไม่ได้มีเพียงผลเลือกตั้งท้องถิ่นที่ต้องจับตา แต่ยังมีศึกงบประมาณที่อาจกลายเป็นเวทีวัดกำลังของรัฐบาลสีน้ำเงินครั้งแรกอย่างจริงจัง
และในห้วงเวลาที่สังคมกำลังตั้งคำถามต่อความโปร่งใสของอำนาจรัฐ ทุกสายตาจึงไม่ได้จับจ้องแค่ฝ่ายค้านจะเปิดแผลรัฐบาลได้ลึกเพียงใด แต่กำลังรอดูว่า “รัฐบาลสีน้ำเงิน” จะปิดแผลเหล่านั้นได้จริง หรือปล่อยให้ลุกลามจนกลายเป็นวิกฤติศรัทธาที่ใหญ่กว่าเดิม
ในช่วงการเมืองเข้าด้ายเข้าเข็ม การจับมือแน่น ๆ กับพันธมิตร เพื่อความแข็งแกร่ง “บัลลังก์สีน้ำเงิน” ย่อมสำคัญเสมอ เลยได้เห็น “นายกฯอนุทิน” กินข้าวมือเที่ยงที่ตึกไทยคู่ฟ้า ถือเป็นการ“กระชับมิตร-เคลียร์ใจ” ในความสัมพันธ์และปิดรอยร้าวในประเด็นร้อนอย่างการแก้รัฐธรรมนูญก่อนการแถลงผลงาน 90 วัน ลดแรงเสียดสร้างเอกภาพในการขับเคลื่อนนโยบาย เป็นการค้ำบัลลังก์อำนาจให้เสถียรภาพของรัฐบาลผสมชุดนี้แข็งแกร่งพอที่จะเผชิญหน้ากับเกมรุกของฝ่ายค้านได้อย่างเป็นปึกแผ่น



