การเมืองไทยในครึ่งปีหลัง 2569 กำลังเข้าสู่โหมด “ร้อนปรอทแตก” รัฐบาลภายใต้การนำของ “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤติศรัทธาและมรสุมรอบทิศ ทั้งศึกในและศึกนอกที่ดาหน้าเข้ามาพร้อม ๆ กัน จนกลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญว่าจะอยู่รอดปลอดภัยถึงปลายทาง 4 ปีตามที่ได้ประกาศไว้หรือไม่ หรือจะพังครืนลงมาก่อนเวลาอันควร

เพราะศึกในมหาดไทยที่กำลังมีปฏิบัติการเลื่อยขาเก้าอี้ปลัด “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ “นายกฯหนู” กางปีกป้อง ก็รุนแรงจนกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่ซุกอยู่ใต้พรมในกระทรวงคลองหลอด
ทั้งเรื่องการจัดการนอมินีต่างชาติยึดพื้นที่คนไทย อีกทั้งยังมีเรื่องพ่อทิพย์แทรกคิวเข้ามาเติมความร้อนในกระทรวงมหาดไทย จากกรณีการออกใบแจ้งเกิดให้เด็กจีนได้รับสัญชาติไทย ซึ่งเป็นเรื่องอื้อฉาวที่อยู่ในความปกครองดูแลของ “มท. 1 และปลัดอรรษิษฐ์”

ขณะที่คดี “ทุจริตสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น” ที่มูลค่าความเสียหายสะพัดสูงถึง 4,500 ล้านบาท ยังคงนัวเนียยุ่งเหยิงเหมือนลิงแก้แหและยังไม่รู้ว่าจะจบลงอย่างไร
แม้ว่า “อธิบดีเซมเบ้” นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ที่ถูก “นายกฯหนู” แต่งตั้งให้มารักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เพื่อมาเคลียร์ปัญหาและกอดคอลุยไฟไปพร้อมกับ “ปลัดอรรษิษฐ์” จะเด้งรับอย่างขึงขัง ประกาศสอยข้าราชการล็อตแรกกว่า 3,000 คนที่พบพฤติกรรม “แก้คะแนน” อย่างชัดเจน
โดยสวมบทเพชฌฆาตแสดงแอ็กชันจัดการฟันไม่เลี้ยงก็ตาม
แต่เมื่อถอดรหัสจากคำพูดของ “นายกฯอนุทิน” ก่อนบินลัดฟ้าไปจีน ดูเหมือนจะลอยตัวเหนือลานประหารข้าราชการโกงสอบ โดยระบุว่า “ใครทำต้องรับผิดชอบ” ซึ่งถูกมองว่าเป็นเกมตีชิ่งจากฝ่ายการเมืองเพื่อโยนเผือกร้อนให้ข้าราชการจัดการกันเอง ลากเส้นแบ่งอย่างชัดเจนว่า “การเมืองไม่เกี่ยว” และปล่อยให้กลไกข้าราชการประจำชนกับปัญหาเพียงลำพัง

“นายกฯอนุทิน” ย้ำชัดเจนว่า “ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการที่จะถอด หรือจะต่อ หรืออะไรทั้งสิ้น แต่ผมในฐานะหัวหน้ารัฐบาล มีหน้าที่แจ้งไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องให้รับทราบว่า มันเกิดสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลขึ้น ดังนั้น ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ จะต้องไปดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย อะไรที่ไม่ถูกต้องก็ต้องดำเนินคดี จะยกเลิกหรือจะทำอย่างไร ก็ต้องออกคำสั่งมาจากผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบโดยตรง ซึ่งกฎหมายเขาออกแบบมาเรียบร้อยแล้ว อำนาจไม่ได้อยู่ที่ตัวผม แม้จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการเองก็ตาม แต่กฎหมายท้องถิ่นล่าสุดระบุชัดเจนว่า ให้อำนาจนี้อยู่กับคณะกรรมการชุดต่าง ๆ”
แต่การฟันข้าราชการล็อตใหญ่ 3,000 กว่าคน ย่อมมีแรงกระเพื่อมและการฟ้องร้องตามมาอย่างมหาศาล การผลักให้เป็นเรื่องของ “มติคณะกรรมการ” จึงเป็นการโยนเผือกร้อนให้ข้าราชการประจำไปแบกรับความเสี่ยงและแรงกระแทกทั้งหมดแทนฝ่ายการเมือง

ซึ่งการทำงานที่ผ่านมาดูเหมือนจะรวดเร็ว แต่ในทางคดีกลับเชื่องช้าจนถูกมองว่าเป็นการ “แต่งตัวเลขโชว์สื่อ” ยิ่งการที่ “อธิบดีเซมเบ้-นิรัตน์” ออกมายอมรับว่ารู้จักกับ “ดร.วิน” ผู้ต้องหาคดีบงการโกงสอบ แม้จะปฏิเสธว่าไม่สนิทและไม่เคยแจกงาน แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่ “กลิ่นคาวทุจริต” ครั้งนี้จะลอยฟุ้งไปตกอยู่ที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย-พรรคภูมิใจไทย เข้าเต็ม ๆ ต้องรอดูว่าผลการสอบครั้งนี้จะออกมาอย่างไร
จะกลายเป็นมวยล้มต้มคนดู หรือเป็นมหากาพย์ลากยาวจนเป็นปมใหญ่ให้รัฐบาลสะดุดขาตัวเองหรือไม่ เพราะยิ่งสาวยิ่งลึก ผู้ที่เกี่ยวข้องดูเหมือนจะเชื่อมโยงกับคนการเมืองบ้านใหญ่ในพรรคภูมิใจไทยด้วยกันทั้งนั้น
ขณะที่ฝ่ายค้านพรรคส้มอย่าง “พรรคประชาชน” กำลังท็อปฟอร์ม เดินเกมรุกคืบหน้าแบบไม่ให้รัฐบาลได้หายใจหายคอ เกาะติดขุดคุ้ยขย่มรัฐบาลสีน้ำเงินอย่างต่อเนื่อง โดย “ลิซ่า” ภคมน หนุนอนันต์ ประธาน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ออกโรงฉีกหน้ากากนายกฯ แฉปมโกงสอบท้องถิ่นว่าผ่านไป 1 เดือนยังไม่มีการแจ้งข้อหาใคร

ซ้ำร้าย ปปง. ยังแฉกลับว่าไม่มีใครส่งเรื่องให้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน 4.5 พันล้านบาท ไล่บี้ตรงไปที่ มท.1 ว่าการแอ็กชันโชว์สื่อที่ผ่านมา คือ เป็นการ “ล้มมวยต้มคนดู” ใช่หรือไม่
ตามด้วย ภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. เปิดศึกซัดยับ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ แฉปมดองคำร้องสอย ป.ป.ช. คดีซุกหุ้นศักดิ์สยาม เคลมผลงาน 122 วัน ลั่นประโยคเจ็บปวด “คนเขาเกลียดกันทั้งสภา”
อีกทั้งความพยายามในการคุมเกมเบ็ดเสร็จในสภาสูงก็ยังคงเป็นชนักติดหลังรัฐบาล ในปมร้อนเรื่อง “กระบวนการฮั้วเลือก สว.” ซึ่งเป็นเผือกร้อนอีกหนึ่งลูกที่ฝ่ายค้านเกาะไม่ปล่อย เพราะมีหลักฐานเชื่อมโยงกับกลุ่มอำนาจสายสีน้ำเงิน เป็นประเด็นที่ถูกขุดคุ้ยไม่เลิก และฝ่ายค้านก็หาหลักฐานออกมาแฉรายวัน เพื่อไม่ให้ กกต. บิดพลิ้วเป่าคดีทิ้งกลางทาง
นอกจากนี้แล้วสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ต้องระวังที่สุด คือ พฤติกรรมของบรรดา “ลูกเทพ” หรือทายาทนักการเมืองบิ๊กเนม และกลุ่ม “สายล่อฟ้า” ที่ดีแต่ปากแจ๋ว จนถูกฝ่ายค้านสบประมาทว่าไม่มีประสบการณ์ความสามารถเพียงพอในการบริหารราชการแผ่นดิน ดีแต่วิ่งรอกออกหน้ากล้องสลับหน้ากันมาเคลมผลงานแบบรายวัน แถมยังลามปามหันกลับมาสาดโคลนใส่บ้านเก่า จนฝ่ายค้านค่ายสีฟ้าทนไม่ไหว ต้องออกมาตอกกลับย้อนเกล็ดทั้งเรื่องผลงาน วุฒิภาวะ และแฉความล้มเหลวเชิงโครงสร้างที่ทิ้งขยะชิ้นใหญ่ไว้ให้ประเทศตามล้างตามเช็ด
การขยับของฝ่ายค้านรอบนี้ไม่ได้มาเล่น ๆ แต่เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลในเชิงระบบและตัวบุคคลอย่างรุนแรง
เมื่อโดนรุกหนักประกอบกับคะแนนนิยมที่ลดลงอย่างต่อเนื่องกำลังกลายเป็นสัญญาณเตือนภัยสีแดงที่ไม่อาจมองข้าม โดยเฉพาะผลสำรวจความนิยมในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ตัวเลขที่ร่วงลงเกือบ 10% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า
ส่งผลให้แกนนำค่ายเซราะกราวต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์ทั้ง “การทำงาน” และ “การสื่อสาร” อย่างเร่งด่วนเพื่อคุมเกมให้อยู่มือ
ทำเอาค่ายสีน้ำเงินนั่งไม่ติด ร้อนถึง “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ต้องรีบแจกยาแรงเรียกประชุมด่วน ขันน็อตรัฐมนตรีในสังกัดแบบไม่ไว้หน้า พร้อมตั้งเกณฑ์ประเมินงานแบบรายปีเสร็จสรรพ กระตุ้น “รัฐมนตรีโลกลืม” ถ้าพรีเซนต์ไม่เป็น โฆษณาตัวเองไม่ได้ ก็เตรียมม้วนเสื่อกลับบ้านไปนอนเหงาได้เลย ขณะเดียวกัน ส่งสัญญาณเตือนไปยังพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคด้วย รัฐมนตรีทุกคนต้องแสดงฝีมือ มีผลงานเชิงประจักษ์ ออกมาขับเคลื่อนงานนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม ใครที่ไม่มีผลงานและลากเกียร์ว่าง จะต้องถูกพิจารณาเช็กบิลเช่นกัน
โอกาสเดียวในตอนนี้ คือ ต้องปรับ ครม.เพื่อความอยู่รอด เปลี่ยนเกมก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะมาถึง เพื่อลดกระแสกดดัน
และช่วงนี้ก็มีกระแสข่าวว่ากฎหมายแยกกระทรวง ‘ท่องเที่ยว-กีฬา’ ใกล้เสร็จแล้ว จึงเป็นโอกาสทองของ “นายกฯหนู” ที่จะใช้เป็นข้ออ้างอันชอบธรรมในการ ปรับ ครม. ชุดใหญ่เพื่อสลัดภาพลักษณ์รัฐบาลที่ดูเนือยชา รื้อถอนรัฐมนตรีที่เป็น “ตำบลกระสุนตก” ออกมาก่อนไป แล้วเติมสายเลือดใหม่ที่ภาพลักษณ์สะอาด มีความสามารถเข้ามาแทน พร้อมโยกย้ายรัฐมนตรีที่มีแผลหรือถูกฝ่ายค้านเล็งเป้าอภิปรายไม่ไว้วางใจออกจากตำแหน่งหลัก
เกมการเมืองเวลานี้ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” กำลังเดินอยู่บนเส้นด้าย ด้านหนึ่งต้องเร่งปั๊มผลงานระดับมหภาคและงานต่างประเทศเพื่อซื้อใจประชาชน แต่อีกด้านหนึ่ง แผลสดเรื่องการโกงสอบท้องถิ่นและศึกขย่มจากพรรคประชาชนก็กำลังลามทุ่ง การตัดสินใจ “ปรับ ครม.” ครั้งหน้าจึงไม่ใช่แค่เรื่องการสลับเก้าอี้ แต่คือการวางเดิมพันว่า รัฐบาลชุดนี้จะอยู่ต่อเพื่อบริหารประเทศ หรือจะพังเพราะพิษทุจริตภายในกันแน่



