การต่อสู้กับกลุ่มอาชญากรรมไซเบอร์จึงไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมายเดิม ๆ อีกต่อไป หากแต่เป็น “สงครามความเร็ว”  ที่ต้องตัดวงจรทั้งสองฝั่งไปพร้อมกัน นั่นคือ “ตัดทางเข้า”  ไม่ให้เว็บไซต์ที่เป็นพิษภัยแฝงตัว และ “ตัดทางออก” ไม่ให้เงินถูกยักย้ายผ่านบัญชีม้าไปสู่มิจฉาชีพ

เพื่อรับมือกับภัยวิกฤตินี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จึงได้สนองนโยบายรัฐบาล ด้วยการออกประกาศกระทรวงดีอี เรื่อง การยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน พ..2569 ซึ่งถือเป็นการอัดยาแรงเพื่อสปีดความเร็วในการฟันสแกมเมอร์อย่างเป็นรูปธรรม

พชร อนันตศิลป์ปลัดกระทรวงดีอี บอกว่า  ประกาศกระทรวงฯ ฉบับนี้เป็นไปตามมาตรา 20 ของ พ...คอมพิวเตอร์ พ..2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อยกระดับกลไกการระงับ ปิดกั้น URL หรือเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมาย ให้มีความรวดเร็วและทันท่วงทีมากยิ่งขึ้น 

ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงฯ สามารถดำเนินการยื่นคำร้องพร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาล ขอให้มีคำสั่งระงับปิดกั้น URL ผิดกฎหมายได้โดยเร็วที่สุด และรายงานให้รัฐมนตรีทราบโดยเร็ว

ประกาศฉบับนี้อาศัยอำนาจตามมาตรา 20 แห่ง พ... คอมพิวเตอร์ฯ เพื่อแก้ไขข้อจำกัดด้านเวลาของระบบเดิม เนื่องจากปริมาณ URL ผิดกฎหมายพุ่งสูงขึ้นจากหลักหมื่นสู่หลักล้านรายการในปัจจุบัน กลไกใหม่นี้จึงปลดล็อกให้เจ้าหน้าที่สามารถยื่นพยานหลักฐานต่อศาลเพื่อขอคำสั่งปิดกั้นได้ทันทีในกรณีเร่งด่วน พร้อมวางแนวทาง Fast-track และขั้นตอนวิธีปฏิบัติ ร่วมกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) และโซเชียลมีเดียต่างชาติ เพื่อลบเนื้อหาผิดกฎหมายชัดเจนได้โดยตรงทันที

โดยประกาศฉบับใหม่นี้ จะเปลี่ยนกระบวนการปิดกั้น URL ผิดกฎหมาย จากเดิมที่ต้องใช้เวลานานหลายวัน ให้เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง ช่วยยับยั้งไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อ สร้างสภาพแวดล้อมที่มั่นคงปลอดภัยเอื้อต่อเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งสามารถใช้เพื่อระงับเนื้อหาได้โดยตรง รวดเร็ว ไม่ต้องรอคำสั่งศาล ในกรณีที่พบความผิดชัดเจน และให้มีผลบังคับใช้ครอบคลุมภัยออนไลน์ทุกรูปแบบ เช่น บัญชีม้า การชักชวนลงทุนปลอมผ่าน DeepFake โฆษณาบุหรี่ไฟฟ้า และการหลอกลวงผ่านข้อความ SMS-แอปพลิเคชัน

ทั้งนี้ ผลจากการดำเนินการอย่างเข้มงวดในปีงบประมาณ 2569 (1 .. 68-13 .. 69) กระทรวงดีอี สามารถระงับ URL ผิดกฎหมายไปแล้วสูงถึง 883,012 รายการ โดยแชมป์อันดับหนึ่งยังคงเป็น พนันออนไลน์ที่สั่งปิดไปกว่า 600,000 รายการ 

อย่างไรก็ตามการสกัดทางเข้าผ่านการปิด URL เป็นเพียงครึ่งทางของสงคราม เพราะปลายทางที่มิจฉาชีพใช้ดูดเงินประชาชนก็คือ “บัญชีม้า” โดยข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) เผยสถิติสะสม (1 พ.ย. 66-30 มิ.ย. 69)
พบบัญชีต้องสงสัยสูงถึง 1,423,695 ราย และมีผู้เสียหายแล้ว
768,682 ราย

โดย บัญชีม้ายังคงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ขบวนการอาชญากรรมออนไลน์ใช้ในการรับโอน และซ่อนเส้นทางการเงินจากการหลอกลวงประชาชน ทำให้หลายคนเข้าใจว่า ผู้ที่ถูกอายัดบัญชีต้องเป็นผู้ร่วมขบวนการเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ประชาชนบางคนอาจได้รับผลกระทบ หากรับโอนเงินที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินของมิจฉาชีพโดยไม่รู้ตัว  เข้าทำนองที่ว่า ไม่ได้ทำผิดแต่ทำไมบัญชีถูกอายัด?

ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นจาก เมื่อผู้เสียหายแจ้งความคดีออนไลน์ เจ้าหน้าที่จะเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงิน เพื่อสกัดการโอนเงินต่อไปยังบัญชีต่าง ๆ หากพบว่าบัญชีใดมีความเชื่อมโยงกับเงินที่ได้จากการกระทำผิด บัญชีนั้นอาจถูกอายัดชั่วคราวเพื่อรักษาพยานหลักฐานและป้องกันไม่ให้เงินถูกเคลื่อนย้าย 

ส่งผลให้หลายกรณี เจ้าของบัญชีอาจไม่เคยรู้จักมิจฉาชีพมาก่อน แต่รับโอนเงินจากบุคคลอื่น หรือทำธุรกรรมกับบุคคลที่ไม่ทราบที่มา จนทำให้บัญชีเข้าไปอยู่ในเส้นทางการเงินของขบวนการโดยไม่รู้ตัว

สิ่งสำคัญก็คือ เราต้องใช้บัญชีธนาคารอย่างรอบคอบ เพราะเพียงธุรกรรมที่ดูเหมือนปกติ อาจนำไปสู่การตรวจสอบหรือการอายัดบัญชีตามกระบวนการทางกฎหมายได้

อย่างไรก็ตามเพื่อป้องกันไม่ให้ต้องตกเป็นเหยื่อ หรือถูกอายัดบัญชีจนเดือดร้อน จะใช้เงินในบัญชีไม่ได้ ทาง “AOC 1441” จึงแนะ 5 วิธีใช้อย่างปลอดภัย ดังนี้

1. อย่าให้ผู้อื่นใช้บัญชีธนาคารของเรา โดยไม่รับโอนเงิน ไม่รับฝากเงิน หรือเปิดบัญชีแทนผู้อื่น เพราะอาจเข้าข่ายเป็นบัญชีม้า 

2. เก็บรักษาข้อมูลบัญชีและรหัสผ่านเป็นความลับ โดยต้อง ไม่เปิดเผยรหัส PIN OTP Mobile Banking Password หรือข้อมูลส่วนบุคคลให้ผู้อื่น 

3. ตรวจสอบก่อนโอนทุกครั้ง สิ่งสำคัญ คือ ตรวจสอบชื่อบัญชี ผู้รับเงิน และวัตถุประสงค์ของการโอน โดยเฉพาะเมื่อถูกเร่งรัดให้รีบโอน 

4. ติดตามความเคลื่อนไหวของบัญชีเป็นประจำ โดยให้เปิดแจ้งเตือนผ่าน SMS หรือ Mobile Banking และตรวจสอบรายการผิดปกติทันที

และ 5. หากบัญชีถูกระงับ อย่าตื่นตระหนก ขอให้รีบติดต่อธนาคารและศูนย์ AOC 1441 เพื่อรับคำแนะนำ พร้อมเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการตรวจสอบ 

ขณะเดียวกัน หากบัญชีถูกอายัด ต้องทำอย่างไรนั้น สิ่งสำคัญ คือ ไม่ควรตื่นตระหนก เนื่องจากการระงับการใช้บัญชีเป็นมาตรการตามกฎหมายเพื่อป้องกันความเสียหายและตรวจสอบธุรกรรมที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยไม่ได้หมายความว่าเจ้าของบัญชีเป็นผู้กระทำความผิดเสมอไป

ทั้งนี้สิ่งที่ควรดำเนินการโดยเร็ว คือ

– ตรวจสอบข้อความแจ้งเตือน (SMS) หรือช่องทางการแจ้งเตือนจากธนาคาร และปฏิบัติตามคำแนะนำของธนาคาร 

– ติดต่อธนาคารเจ้าของบัญชีเพื่อสอบถามรายละเอียดและยืนยันสถานะของบัญชี 

– เตรียมเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น หลักฐานการทำธุรกรรม เอกสารการซื้อขาย หรือเอกสารที่แสดงที่มาของเงิน เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบกับธนาคาร 

– ติดต่อ AOC 1441 เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

การดำเนินการอย่างรวดเร็วและให้ข้อมูลที่ครบถ้วนจะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการระงับการใช้บัญชีได้รวดเร็ว

สุดท้ายแล้วสิ่งที่จะเป็นเกราะคุ้มครองเงินและบัญชีเงินฝากของเรา ให้ยึดหลักง่าย ๆ คือ ไม่เปิด ไม่ขาย ไม่ให้ใช้ ไม่รับโอนแทน และไม่โอนต่อให้คนแปลกหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงในการตกเป็นบัญชีม้า และป้องกันปัญหาบัญชีถูกอายัดได้ดีที่สุด.

จิราวัฒน์ จารุพันธ์