อากาศเมืองไทยว่าร้อนแล้ว แต่ “อุณหภูมิทางการเมือง” พุ่งปรี๊ดจนปรอทแทบแตก มีครบทุกรสชาติ ทั้งภาพชื่นมื่นซ่อนดาบ ข่าวลือบินดีลข้ามโลก ยันนิติสงครามที่เตรียมเงื้อดาบเชือดกันกลางเดือนสิงหาคมนี้

เริ่มที่วงสัมพันธ์ “2 น. 1 พ.” ที่กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ เมื่อ “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาโชว์ภาพยิ้มหวานใส่กล้องร่วมเฟรมกับ “เนวิน ชิดชอบ” ครูใหญ่ค่ายเซาะกราวสีน้ำเงิน และ “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ หัวเรือใหญ่แม่ทัพสายใต้ หวังสยบกระแสข่าวรักร้าวในค่ายรั้วสีน้ำเงิน
แต่ก็ต้องมาสะดุดกับสเตตัส “ซ้อต่าย” กรุณา ชิดชอบ นายหญิงบ้านใหญ่แห่งบุรีรัมย์คนข้างกายครูใหญ่ ที่มือไวฟาดไอจีสตอรี่ซ่อนคมแฝงนัยการเมืองว่า “เหลี่ยมจัดก็ตัดทิ้ง ดีก็คบ ทรยศก็ตัดทิ้ง โตแล้วอย่าซับซ้อน”

งานนี้ทำเอาคอการเมืองยิ่งมโนพร้อมส่องสปอร์ตไลท์เข้าไปในค่ายสีน้ำเงิน หาสาเหตุความร้าวฉานทันที เพราะลมที่โชยออกมามันออกกลิ่นตุๆ สุดท้ายจะกลายเป็นสัญญาณแยกย้ายหรือไม่?
เพราะอาการของ “เสี่ยหนู” ที่รีบออกมาอธิบายเหน็บแนมนักข่าวและพวกนักวิชาการวิเคราะห์การเมืองด้วยอารมณ์บ่จอย ว่าเมื่อถูกถามเรื่องนี้ว่า“คุณอยู่ในบ้านผมเหรอ ถ้าไม่อยู่ก็ไม่ต้องถาม เป็นเรื่องในบ้าน รู้ได้อย่างไรว่าพวกผมเคลียร์ใจกัน แล้วมีเรื่องอะไรที่จะต้องเคลียร์ใจ อยู่กันมากี่ปีแล้ว อยู่กันมาตั้งแต่คุณยังไม่จบมหาวิทยาลัยเลย เพราะฉะนั้น นี่เป็นเรื่องในครอบครัวของผม เป็นเรื่องภายในของพรรคผม ไม่ใช่ธุระของใครที่จะต้องมานั่งรับทราบ”

การกลบเกลื่อนปิดไม่มิด เพราะใครๆ ก็ดูออกว่า 4 เดือนที่ผ่านมา รอยร้าวเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดมันสั่งสมจนเกินจะประสานแล้วจริงไหม?
เมื่อมาไล่เรียงเหตุการณ์ มีปมปัญหาสะสม เริ่มตั้งแต่น้ำมันหายจาก จ.อ่างทอง ยัน จ.สุราษฎร์ธานี, ลามไปถึงปมริบคืนงานบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC), ยันการสั่งล้างบางจัดระเบียบภูเก็ต

ที่การสางปัญหายังไม่ไปถึงไหน ดูเหมือนการดำเนินการต่างๆ เป็นเพียงแค่งานอีเว้นท์ยังจับตัวการใหญ่ไม่ได้เลย และ“โกเกี๊ยะ-พิพัฒน์” ก็ถูกมองว่าเป็นตัวปัญหา และอาจมีเอี่ยวจนทำให้โครงการแลนด์บริดจ์ที่ครูใหญ่ “เนวิน” หมายมั่นปั้นมือเอาไว้ต้องถูกพับไป
อีกหนึ่งปมร้อน “โกงสอบท้องถิ่น” ที่ถือเป็น “ระเบิดเวลา” ทำให้สนิมภายในค่ายสีน้ำเงินภูมิใจไทย ปะทุออกมาอย่างชัดเจนที่สุด

เมื่อ “นายกฯ หนู” ในฐานะ รมว.มหาดไทย ได้สั่งเช็กบิลล้างบางขบวนการทุจริตการสอบบรรจุพนักงานส่วนท้องถิ่น (สถ.) แบบฟันไม่เลี้ยง มีการจับกุมตัวผู้กระทำผิดเข้าคุกไปแล้ว 3 ราย แต่ผลการสอบสวนขยายผลเส้นทางการเงินกลับดันไป “แจ็กพอต” โดนเข้ากับคนใกล้ชิดของแกนนำพรรค และพบรายชื่อญาติของ “เด็ก พ. สายท้องถิ่น” สอบได้ลำดับต้นๆ จนกลายเป็นเรื่องฉาวสะเทือนกระทรวงมหาดไทย
เหตุการณ์นี้จึงกลายเป็นโดมิโนบีบให้ “รัชพงศ์ ชูแก้ว” เลขาฯ รมว.คมนาคม และ “สันติ ปิยะทัต” อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำรองนายกฯ ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของ “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ แม่ทัพภาคใต้ค่ายน้ำเงิน ต้องไขก๊อกยื่นใบลาออกจากตำแหน่งหนีตายทันที

นอกจากนี้ยังมีขุมอำนาจในกระทรวงมหาดไทยที่ยังมีอาการปีนเกลียวกันอยู่ และในเดือนสิงหาคมนี้ “นายกฯ หนู” ก็ประกาศจะ “จัดทัพใหม่” เพื่อล้างภาพเดิม และกอบกู้ภาพลักษณ์กระทรวงที่ตกต่ำถึงขีดสุด หลังเผชิญสารพัดบาดแผล ทั้งปมฉาว “ทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น” ที่สาวถึงตัวเต็งสายการเมือง, ปัญหา “นอมินีต่างชาติ” กว้านซื้อที่ดินภูเก็ต ยันปัญหายาเสพติดและสถานบันเทิง จนถูกสังคมแซะแรงว่าเป็น “กระทรวงมหาไถ”
นาทีนี้ “อนุทิน” ไม่ทนตบโต๊ะสั่งสลายก๊วนสี-ตัดสายการเมือง ดึงอำนาจสั่งการกลับเข้าศูนย์กลาง โดยอาศัยจังหวะเกษียณอายุราชการปี 2569 ล็อตใหญ่ถึง 18 ราย รวมถึงอธิบดีกรมที่ดิน และอธิบดีกรมโยธาฯ บวกกับตำแหน่งบริหารว่างอีก 24 ตำแหน่ง “อนุทิน” บอกว่าจะจับมือกับ “ปลัดป๊อบ” อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลุยสแกนประวัติ ล้างภาพเด็กฝาก เพื่อดันผู้ว่าฯ ยุคใหม่มาเป็นหัวขบวนกวาดล้างทุนเทาและกระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดแทน

พร้อมกันนี้ยังเป็น “เกมกระชับอำนาจทางการเมือง” ของค่ายสีน้ำเงิน เพื่อสยบกระแสข่าวลือเรื่องรอยร้าวในพรรคและดีลเปลี่ยนตัวนายกฯ โดยเฉพาะประเด็น “ปฏิญญาโมนาโก” ที่อนุทินออกมาตอกกลับว่า“แดงเขียวผสมไปผสมมา ก็เป็นน้ำเงินอยู่ดี”
ดังนั้นต้องจับตาวันที่ 11 สิงหาคมนี้ บัญชีแต่งตั้งโยกย้ายที่จะเข้า ครม. จึงไม่ใช่แค่การสับเปลี่ยนตำแหน่งข้าราชการตามฤดูกาล แต่คือการล้างไพ่เซ็ตขุมกำลัง เพื่อเตรียมพร้อมรับศึกนิติสงคราม และตอกย้ำว่าใครคือ “ผู้จัดการประเทศ” ที่แท้จริง

ต้องจับตาดูว่าการโยกย้ายขุมกำลังในมหาดไทยครั้งนี้จะทำให้คลองหลอดสั่นสะเทือนเป็นสึนามิหรือไม่
ท่ามกลางรอยร้าวค่ายสีน้ำเงิน สายปั่นการเมืองก็ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ ปล่อยกระแสข่าวลือข่าวลวงว่า “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” บินข้ามน้ำข้ามทะเลไปพบ นายใหญ่คนเสื้อแดง “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ประเทศโมนาโก เพื่อเปิดดีลลับเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี

งานนี้ “ร.อ.ธรรมนัส” โพสต์คลิปพร้อมข้อความสยบข่าวลือทันควันว่า“ผมเดินทางไปพักผ่อนกับครอบครัวที่ฝรั่งเศสและโมนาโกจริงครับ ไม่มีเรื่องการเมือง… ผมไม่ชอบเป็นอีแอบ และไม่มีความจำเป็นต้องบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปพบคุณทักษิณ”
แต่ช่วงจังหวะมันได้ ทำให้คอการเมืองต้องมโนกันไปไกลเป็นเรื่องธรรมดา แต่คนอย่าง “ร.อ.ธรรมนัส” ไม่ใช่คนธรรมดา ต้องรอดูต่อไปว่าสถานการณ์การเมืองจะพลิกเกมออกหน้ากระดานไหน

“ค่ายน้ำเงินระส่ำ ครูใหญ่เล่นเกมจัดฉาก” แม้ “บัลลังก์สีน้ำเงิน” จะแข็งโป๊ก สว. ในสภาก็จับมือกันแน่นปึก แต่อะไรก็เป็นไปได้ในทางการเมือง เหมือนพี่น้อง 3 ป. ที่เป็นพี่น้องสายเลือดทหารรักกันมานานและรักกันมากยังแตกคอกันได้
หากมองประวัติศาสตร์การเมืองไทย นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลหลายชุดไม่ได้ตกบัลลังก์เพราะการลงมติไม่ไว้วางใจในสภา แต่ตกสวรรค์เพราะ “นิติสงคราม” ด้วยเงื้อมือขององค์กรอิสระทั้งนั้น
และการเมืองในห้วงเวลานี้ จุดสปอตไลต์กำลังพุ่งเป้าไปที่ สนามรบ กกต. กับคดี “ฮั้วเลือก ส.ว.” ที่ยืดเยื้อมานาน

แม้ดีเอสไอ (DSI) ลุยสอบปากคำพยานไปแล้วกว่า 700–1,200 ปาก ขยายผลไปถึงกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจและโพย ส.ว. ทำให้ กกต. เป็นตำบลกระสุนตก เจอกระแสแรงกดดันจากสังคม นำโดย “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผู้อำนวยการบริหาร โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และฝ่ายตรวจสอบ กำลังเปิดเวทีแฉหลักฐานสะเทือนรัฐบาล
จนทำให้ กกต. ต้องรีบออกตัวส่งสัญญาณว่า จะรีบปิดจบคดีฮั้ว ส.ว. ภายในเดือนสิงหาคมนี้แน่นอน
คดีฮั้ว สว. นี้แหละ ที่จะเป็น “จุดตัดชีพจรทางการเมือง” หาก กกต. เงื้อดาบฟัน สว. ล็อตใหญ่ ผลกระทบจะสะเทือนเป็นโดมิโนไปถึงขั้วอำนาจในสภา และอาจกลายเป็น “ชนวนนิติสงคราม” รอบใหม่ที่บีบให้กระดานการเมืองไทยต้องเซ็ตซีโร่กันอีกรอบ
ต้องติดตามกันยาวๆ การเมืองไทยไม่มีคำว่าน่าเบื่อ ใครเพลี่ยงพล้ำนิดเดียว โดนสับขาหลอกหลุดเก้าอี้ไม่รู้ตัว!.



