ทั้งนี้ ผลกระทบจาก “ภาวะแพ้รุนแรง” โดยเฉพาะ “การแพ้ยารุนแรง” ถือเป็นภัยใกล้ตัวที่สำคัญ เนื่องจากหลาย ๆ คนอาจจะจำเป็นต้องรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วย โดยไม่รู้ว่า… ยาที่รับประทานเข้าไปจะทำให้เกิดอาการแพ้รุนแรงหรือไม่? ยิ่งเกิดกรณีที่เป็นข่าว ก็อาจจะทำให้หลายคนรู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ และกังวลใจกับ “อาการแพ้ยารุนแรง” ที่ว่านี้

โดยเฉพาะหากเป็นยาที่ไม่เคยรับประทาน

กรณีนี้จะทราบอย่างไรว่าจะแพ้หรือไม่?

ที่กรณีนี้ก็อาจ “มีวิธีค้นหามีวิธีตรวจสอบ”

เกี่ยวกับการ “ตรวจภาวะแพ้ยารุนแรง” เพื่อให้มีข้อมูลสำหรับ “ป้องกันตัวล่วงหน้า” หรือ “หลีกเลี่ยงความเสี่ยง” จากภาวะอาการนี้นั้น กรณีนี้มีข้อมูลที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อ โดยเป็นคำอธิบายน่าสนใจที่เผยแพร่ผ่าน เฟซบุ๊กCMGrama ของ ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้อธิบายและแนะนำวิธีลดความเสี่ยงจากภาวะแพ้ยารุนแรง ด้วยวิธีการ “ตรวจหาจากยีน” หรือ “รหัสพันธุกรรม” ล่วงหน้า เพื่อให้ทราบว่า… คนนั้นมีความเสี่ยงจะเกิดอาการแพ้ยารุนแรงหรือไม่ โดยได้แนะนำและให้ข้อมูลเรื่องนี้ไว้น่าสนใจ ดังต่อไปนี้…

แหล่งข้อมูลนี้ชี้ว่า… ในชีวิตประจำวัน เมื่อเราเจ็บป่วย การรับประทานยาคือวิธีแก้ปัญหาพื้นฐานที่สุด ที่เราคุ้นเคย โดยสารเคมีในยาตัวนั้นที่รับประทานเข้าไป จะเข้าไปจัดการกับความผิดปกติในร่างกาย ปรับสมดุล หรือกำจัดเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคหรืออาการนั้น ๆ อย่างไรก็ตาม แต่สำหรับคนบางกลุ่ม ยาเม็ดเดียวกันที่ช่วยรักษาก็อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปฏิกิริยาต่อต้านที่รุนแรงจนคุกคามชีวิต จากการที่ยาเม็ดนั้นอาจออกฤทธิ์แรงเกินไป จนทำให้เกิดภาวะเป็นพิษ หรือถูกสลายไปอย่างรวดเร็ว จนไม่หลงเหลือฤทธิ์ในการรักษาเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนกังวล นั่นคือ คนส่วนใหญ่ไม่ทราบล่วงหน้ามาก่อนว่าตนเองมีความเสี่ยงแพ้ยาชนิดใด จนกระทั่งได้รับยาและเกิดอาการขึ้นมาแล้ว จึงจะทราบว่า…มีภาวะแพ้ยา

ทั้งนี้ อาการแพ้ยารุนแรงนั้น ไม่ใช่อาการแพ้ยาแบบทั่วไป ที่จะเกิดอาการแค่เป็นผื่นแดง คันเล็กน้อยตามผิวหนังเสมอไป เนื่องจากในบางกรณี และบางคนปฏิกิริยานี้อาจพัฒนากลายเป็นกลุ่มอาการที่รุนแรงอย่าง ภาวะSJS (Stevens-Johnson syndrome) และ ภาวะ TEN (Toxic epidermal necrolysis) ที่ไม่ใช่เพียงแค่โรคผิวหนังทั่ว ๆ ไป แต่เป็น ภาวะที่เซลล์ผิวหนังและเยื่อบุชั้นนอกเกิดการตายและหลุดลอกออก เสมือนเกราะป้องกันตามธรรมชาติของร่างกายถูกทำลายลง ที่ในทางการแพทย์แล้วนั้น เป็นภาวะวิกฤติที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดแสนสาหัสและต้องได้รับการรักษาอย่างใกล้ชิดในหอผู้ป่วยหนัก นี่เป็นคำอธิบายโดยสังเขปเกี่ยวกับ “ภาวะแพ้ยารุนแรง” เพื่อฉายภาพกลไกทำให้เกิดอาการนี้ขึ้นในบางคน

อย่างไรก็ตาม แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือ แม้ส่วนใหญ่รู้ว่า… ยามีประโยชน์ แต่ไม่มีใครรู้ล่วงหน้ามาก่อนว่า… ยาที่รับประทานเข้าไปจะก่อให้เกิดอาการแพ้รุนแรงได้หรือไม่ ตราบใดที่ไม่เคยเกิดอาการขึ้นมาก่อน ซึ่งเรื่องนี้เกิดคำถามว่า… ทำไมคนร้อยคนกินยาชนิดเดียวกัน ในขนาดที่เท่ากัน แต่คนหนึ่งหายดี ขณะที่อีกคนเกิดผลข้างเคียงรุนแรง ซึ่งปริศนานี้ดูเหมือนเป็นความโชคร้ายที่ไม่อาจคาดเดาได้ จนกระทั่ง เทคโนโลยีการถอดรหัสดีเอ็นเอ ของมนุษย์ก้าวหน้าไปจนสามารถมองเห็นความแตกต่างในระดับโมเลกุลได้อย่างชัดเจน ยิ่งนำมาผนวกเข้ากับ ความก้าวหน้าด้านเภสัชพันธุศาสตร์ ทำให้ในปัจจุบันสามารถประเมินว่า… ความแปรผันทางพันธุกรรมของแต่ละบุคคล ส่งผลต่อการตอบสนองต่อยาอย่างไร จนทำให้แพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงและปรับขนาดยาได้ ก่อนจะทำให้คนนั้นเกิดความเสี่ยงจากภาวะแพ้ยารุนแรง …เป็นความก้าวหน้าเทคโนโลยีการแพทย์ที่เข้ามาช่วยเรื่องนี้

นอกจากนั้น ข้อมูลจาก ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ฯ ยังอธิบายถึง “กลไกแพ้ยารุนแรง” เพิ่มว่า… ภาวะนี้อาจจะมีความลับซ่อนอยู่ในระบบภูมิคุ้มกันแต่ละคน และเพื่อให้เข้าใจว่า… เกิดอะไรขึ้นในร่างกายผู้ที่แพ้ยารุนแรง ทั้งภาวะ SJS และTEN ก็อาจจำเป็นต้องมองลึกไปที่กลไกของระบบภูมิคุ้มกัน โดยในภาวะปกติยาที่รับประทานเข้าไปไม่ได้มีพิษร้ายแรงพอที่จะทำลายผิวหนังคนได้โดยตรง เพราะกลไกที่ทำให้เกิดความเสียหาย แท้จริงแล้วมาจากระบบภูมิคุ้มกันของคนเราเองที่เกิดความสับสน โดยในร่างกายคนเรานั้นจะมียีนกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า… HLA (Human Leukocyte Antigen) ทำหน้าที่สร้างโปรตีนที่เป็นเสมือน เครื่องสแกนบัตรประจำตัวบนผิวเซลล์ และคอยตรวจสอบสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย ซึ่งหากพบไวรัสหรือแบคทีเรียก็จะส่งสัญญาณเตือนให้เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ (T-cell) เข้ามาทำลายผู้บุกรุกอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ดี แต่ความแปรผันทางพันธุกรรมบางรูปแบบก็ทำให้โปรตีน HLA นี้ มีโครงสร้างที่เปลี่ยนไป เมื่อยาบางชนิดเข้าสู่ร่างกาย โมเลกุลยาจะเข้าไปจับกับโปรตีน HLA นี้ ทำให้รูปร่างของเครื่องสแกนบิดเบี้ยวไปจากรูปแบบปกติ ดังนั้นเมื่อทีเซลล์มาพบเข้า จึงสับสนในการอ่านรหัส และเข้าใจผิดว่าเซลล์ผิวหนังที่แข็งแรงดีคือไวรัสที่ต้องถูกกำจัด จึงมีการหลั่งสารเคมีที่กระตุ้นให้เซลล์เป้าหมายทำลายตัวเองออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เซลล์ผิวหนังเกิดการตายและหลุดลอกในวงกว้าง …นี่คือกลไกทางชีววิทยาที่อธิบายว่า…ทำไมอาการแพ้ยารุนแรงจึงสัมพันธ์กับยีนเฉพาะบุคคล ที่ไม่ใช่ความผิดพลาดของตัวยาเพียงอย่างเดียว ดังนั้น “การตรวจยีนเพื่อประเมินความเสี่ยงเบื้องต้น” จึงมีความสำคัญ และอาจจะช่วยลดความเสี่ยงจากพ้ยารุนแรงให้ผู้คนได้…

เพื่อให้ผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ลดความเสี่ยงแพ้ยา

ไม่ต้องคอยลุ้นระทึกจะเกิดเอฟเฟกต์หรือไม่

ทั้งนี้ ข้อมูลของ ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เผยแพร่ผ่าน เฟซบุ๊กCMGrama เสนอแนะว่า… สิทธิในการตรวจยีนประโยชน์สูงสุดจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผลตรวจถูกนำมาใช้งานจริงในทุก ๆ ครั้งที่ผู้ป่วยต้องรับยา ไม่ว่าจะอยู่โรงพยาบาลใดก็ตาม แต่ความท้าทายในปัจจุบันคือ ผลตรวจดีเอ็นเอมักอยู่ในรูปแบบรายงานผล หรือไฟล์เอกสาร ที่เก็บไว้ในระบบโรงพยาบาลแห่งเดียว ซึ่งหากผู้ป่วยต้องเดินทางไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลอื่น ข้อมูลนี้มักไม่ถูกส่งตามไปด้วย ทั้ง ๆ ที่รหัสพันธุกรรมมนุษย์ตรวจเพียงครั้งเดียวก็ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงได้เสมอ ดังนั้น เพื่ออุดช่องโหว่นี้ ควรพัฒนาระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนระดับประเทศ เพื่อทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลดีเอ็นเอกับเวชระเบียนผู้ป่วย โดยเมื่อแพทย์สั่งยาที่สัมพันธ์กับยีนเสี่ยง ระบบจะวิเคราะห์ข้อมูลและแสดงการแจ้งเตือนขึ้นมา เพื่อให้หลีกเลี่ยงยา ปรับขนาดยา หรือเปลี่ยนยา เพื่อป้องกันผลข้างเคียง… เป็น “ข้อเสนอแนะ” เพื่อนำศาสตร์ความรู้จากศาสตร์ดังกล่าว…

มาพัฒนาต่อยอดช่วยคนไทยให้ปลอดภัย

เลี่ยงความเสี่ยงผลข้างเคียงจากยาที่รักษา

ด้วยวิธี “ตรวจยีน” ที่ไทยน่าส่งเสริมเรื่องนี้

เพื่อให้เป็นหนึ่งในสิทธิประโยชน์ที่เข้าถึงได้.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์