ทั้งนี้ ในช่วง 1-2 ปีมานี้เกิดเทรนด์ฮิตในคนรุ่นใหม่ อาทิ กลุ่มเจน Z ที่ติด # หรือแฮซแท็กคำว่า… “Bathroomcamping” ซึ่งไม่ได้หมายถึงการตั้งแคมป์ในห้องน้ำ แต่เป็น “พฤติกรรมใช้เวลาในห้องน้ำเป็นเวลานาน” โดยพื้นที่ดังกล่าวนี้ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงแค่ “ห้องน้ำ” แต่ถูกขยับสถานะเป็น “พื้นที่ส่วนตัวพื้นที่ปลอดภัย” ซึ่งการเปลี่ยนสถานะเชิงพื้นที่และความหมายดังกล่าวนี้…

สะท้อนถึง “สภาวะจิตใจ” ของผู้คนยุคนี้

โดยเฉพาะ “กลุ่มเจน Z” ที่เป็นคนรุ่นใหม่

แต่จะฉายภาพอะไรนั้น มาดูมุมวิเคราะห์

เกี่ยวกับการวิเคราะห์นี้ ที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อมาจากบทความชื่อ “หายเข้าไปในห้องน้ำ : พื้นที่ทำใจ สิ่งปฏิกูลทางอารมณ์ และการเมืองของการซ่อนตัว” โดย วิสุทธิ์ เวชวราภรณ์ นักวิจัยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ซึ่งได้ให้ความสนใจ รวมถึงได้มีการวิเคราะห์ปรากฏการณ์เรื่องนี้ไว้ผ่านบทความดังกล่าวซึ่งเผยแพร่ใน เว็บไซต์ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร โดยทางผู้เขียนสะท้อนว่า… “การหายเข้าไปในห้องน้ำ” ถือเป็นปฏิบัติการเงียบที่ไม่ต้องการคำอธิบาย ผ่านคำพูดธรรมดา ๆ อย่าง “ขอตัวไปห้องน้ำ” ที่เป็นคำบอกกล่าวที่สังคมยอมรับโดยไม่ซักถาม และด้วยเหตุนั้น ห้องน้ำจึงถูกทำให้เป็นพื้นที่ซ่อนตัว ที่ได้รับความชอบธรรมไปโดยปริยาย ทว่าคำถามที่ยังค้างคาคือ เหตุใดห้องน้ำจึงถูกเลือกเป็นพื้นที่ทำใจ? และเหตุใดร่างกายและอารมณ์บางคนจึงตอบสนองต่อพื้นที่นี้มากกว่ามุมอื่นในอาคาร ซึ่งนี่ก็รวมไปถึงคำถามว่า…

ห้องน้ำ” เกี่ยวข้องยังไงกับความสัมพันธ์

ระหว่างร่างกาย อารมณ์ โครงสร้างสังคม

ทาง วิสุทธิ์ นักวิจัยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ได้มีการหาคำตอบเรื่องนี้ โดยสะท้อนไว้ในบทความว่า… ห้องน้ำอาจมีสถานะเป็นพื้นที่ก้ำกึ่ง” ซึ่งการที่บางคนแอบไปทำใจในห้องน้ำ อาทิ ระหว่างงานเลี้ยงหรืองานสังคม หรือระหว่างการทำงาน ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะห้องน้ำเป็นสถานที่เงียบสงบกว่าพื้นที่อื่น ๆ แต่เป็นเพราะ ห้องน้ำมีสถานะทางสังคมบางอย่างที่แตกต่างจากพื้นที่ทั่วไป เนื่องจากห้องน้ำเป็นพื้นที่ที่คนสามารถหายตัวไปชั่วคราวได้ โดยไม่ต้องให้เหตุผลอะไรเพิ่มเติม ทำให้คำพูดสั้น ๆ “ขอไปห้องน้ำ” จึงเพียงพอที่จะยุติการซักถามและเปิดทางให้บางคนถอนตัวออกจากสถานการณ์ตรงหน้าได้ทันที อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในความหมายนี้ ห้องน้ำจึงมีสถานะกึ่งกลางระหว่างการอยู่ร่วมกับผู้อื่นและการแยกตัวออกจากสังคม ที่เปิดโอกาสให้บางคนผ่านจากสภาวะหนึ่งไปสู่อีกสภาวะหนึ่งชั่วคราว เช่น จากความพลุกพล่านสู่ความเงียบ จากการต้องตอบสนองต่อผู้อื่นสู่การอยู่กับตนเอง ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบของกระบวนการถอนตัวออกจากจังหวะทางสังคม โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อ…

จัดระเบียบร่างกายและอารมณ์ตนเองใหม่

นี่เป็นความสำคัญที่ถูกตีความให้กับห้องน้ำ

นอกจากนั้น บทความนี้ยังชี้ว่า… ห้องน้ำยังมีสถานะน่าสนใจ ที่ไม่ได้เกิดจากสถาปัตยกรรมของพื้นที่เพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นช่องว่างทางสังคมที่เปิดโอกาสให้ผู้คนถอนตัวจากความคาดหวังของผู้อื่นได้อย่างชอบธรรม อย่างไรก็ตาม ความก้ำกึ่งของห้องน้ำไม่ได้ดำรงอยู่เพียงในระดับความหมายทางสังคมเท่านั้น แต่ยังถูกสร้างขึ้นผ่านประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสโดยตรง ซึ่งทำให้ร่างกายรับรู้ว่า… ตนเองกำลังเคลื่อนออกจากจังหวะของโลกภายนอก และการที่ห้องน้ำให้ความรู้สึกเช่นนี้ ส่งผลทำให้ห้องน้ำเป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการหยุดพัก หายใจ และจัดวางอารมณ์ตนเองใหม่ ก่อนกลับเข้าสู่พื้นที่ทางสังคมอีกครั้ง โดยความโดดเด่นเช่นนี้เอง ทำให้ ห้องน้ำเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางอารมณ์ นอกเหนือจากการเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานที่จำเป็นต้องมีให้อยู่ได้อย่างถูกสุขลักษณะ โดยพื้นที่นี้ถูกยกระดับเป็น “เซฟโซน” เพื่อตั้งสติ หายใจ ร้องไห้ กรีดร้อง อยู่กับตนเอง หรือแม้แต่ใช้เป็นพื้นที่เพื่อรวบรวมกำลัง ก่อนกลับออกไปเผชิญหน้ากับโลกภายนอกอีกครั้ง

ในเชิงสังคมวิทยาแล้ว ห้องน้ำทำหน้าที่มากกว่าการจัดการของเสียทางกายภาพ เพราะยังช่วยรองรับสิ่งที่อาจเรียกว่าสิ่งปฏิกูลทางอารมณ์ ซึ่งสะสมมาจากการใช้ชีวิตในสังคมร่วมสมัยอีกด้วย” …เป็นมุมมองที่ถูกฉายภาพเอาไว้กับ “พื้นที่ธรรมดา ๆ” อย่าง “ส้วมห้องน้ำ” ที่มีหน้าที่มากกว่า “ปลดทุกข์เชิงกายภาพ”

นักวิจัยของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรคนเดิม ยังกล่าวในบทความนี้ว่า… ชีวิตในสังคมสมัยใหม่มักเต็มไปด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็น การรักษาภาพลักษณ์ การตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้อื่น การรับมือกับการประเมินหรือตัดสินจากสายตาคนรอบข้าง ตลอดจนหลายคนยังต้องปรับตัวให้ทันจังหวะการทำงาน การเรียน และการเข้าสังคม โดยสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นภาระทางอารมณ์ที่ค่อย ๆ สะสมมากขึ้นในชีวิตประจำวัน และถึงแม้ภาระเหล่านี้อาจไม่รุนแรงถึงขั้นทำให้ใครล้มลงในทันที แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า… ร่างกายและจิตใจจะแบกรับได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ดังนั้นในชีวิตประจำวันจึงจำเป็น ต้องอาศัยพื้นที่บางประเภทที่ทำหน้าที่ดูดซับแรงกดดัน เหล่านี้เอาไว้ ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้คนสามารถกลับเข้าสู่กิจวัตรของตนเองได้อีกครั้งนั่นเอง

ในความหมายนี้ ห้องน้ำจึงทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางอารมณ์ ไม่ต่างจากถนนที่ทำให้คนเดิน โดยสิ่งที่ห้องน้ำรองรับไม่ใช่แค่คน สินค้า ข้อมูล หรือแม้แต่สิ่งปฏิกูล แต่ยังรองรับสิ่งปฏิกูลทางอารมณ์ ทั้งเรื่องอารมณ์ ความเหนื่อยล้า ความอึดอัด และความเปราะบางที่เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น เหตุนี้เองจึงทำให้ห้องน้ำเป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยที่ทำให้มนุษย์สามารถอดทนอยู่ในสังคมได้” …เป็น “ความสำคัญของห้องน้ำ” ในฐานะ “พื้นที่รองรับขยะอารมณ์”

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรคนเดิม ยังเสริมประเด็นนี้ไว้เพิ่มเติมว่า… สิ่งที่น่าสนใจของเรื่องนี้อาจไม่ใช่เพียงข้อเท็จจริงว่า… ห้องน้ำช่วยให้ผู้คนพักใจได้ แต่คือคำถามว่า…ทำไมผู้คนจึงพึ่งพาห้องน้ำเพื่อทำเช่นนั้น เพราะหากสังคมร่วมสมัยมีพื้นที่สำหรับพักผ่อนทางอารมณ์เพียงพอ ผู้คนก็ไม่จำเป็นต้องหลบไปอยู่ในห้องน้ำเพื่อรวบรวมสติตนเอง ดังนั้นการที่ห้องน้ำกลายเป็นสถานที่สำหรับการร้องไห้ ตั้งสติ หรือพักใจ จึงอาจไม่ได้สะท้อนคุณสมบัติพิเศษของห้องน้ำเท่านั้น แต่สะท้อนถึง “ข้อจำกัดของโลกภายนอก” ที่ขาดพื้นที่รองรับทางอารมณ์ของผู้คนยุคนี้ ที่สำคัญ ห้องน้ำเป็นดัชนีชี้วัดสภาวะของสังคม ด้วย เพราะยิ่งผู้คนต้องอาศัยห้องน้ำในการเยียวยาตนเองมากเท่าใด ก็ยิ่งชวนให้ตั้งคำถามว่า… สังคมไทยได้จัดสรรพื้นที่สำหรับความเป็นมนุษย์ไว้เพียงพอแล้วหรือยัง จึงทำให้ “ส้วม” หรือ “ห้องน้ำ” ถูกยกสถานะใหม่ ให้มีบทบาทหน้าที่เพิ่มขึ้น…

ทั้งการรองรับสิ่งปฏิกูลในทางกายภาพ

อีกทั้งต้องรองรับสิ่งปฏิกูลทางอารมณ์

กลายเป็น “เซฟโซน” ให้ “คนใช้ซ่อนตัว”

เพื่อตั้งสติ กรีดร้อง จะได้มีแรงฮึดสู้ใหม่.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์