ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจและศึกษาศาสตร์นี้สะท้อนตรงกันว่า…นี่ไม่ใช่ศาสตร์ใหม่ และจริง ๆ ไม่ใช่แค่เรื่องการทำนายดวงชะตา แต่ยังเป็น “เครื่องมือช่วยให้เข้าใจตนเองอย่างเป็นระบบ” ด้วย โดย “ปาจื่อ” ศาสตร์แบบจีนที่กำลังครองใจวัยรุ่น-คนยุคดิจิทัลนั้น ศาสตร์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่เป็นที่รู้จักมานานแล้ว ซึ่งอะไรคือปัจจัยทำให้ “ศาสตร์ปาจื่อ” ที่มีมาแต่โบราณกลับมาอยู่ในความสนใจ? กรณีนี้เป็นเรื่องที่น่าถอดรหัส…

นี่เป็น “อีกปรากฏการณ์สังคมยุคใหม่”

จะ “น่าสนใจอย่างไร?”ลองมาดูกัน

อ.คฑา ชินบัญชร

เกี่ยวกับ “ศาสตร์ปาจื่อ” นี้ ผู้เชี่ยวชาญโหราศาสตร์แบบจีน นักพยากรณ์ชื่อดัง อ.คฑา ชินบัญชร ได้ร่วม “ถอดรหัส” และสะท้อนผ่าน “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” โดยระบุว่า… ศาสตร์โบราณดังกล่าวนี้รู้จักกันมานับพันปีแล้ว โดยมีการเปรียบเทียบศาสตร์ปาจื่อว่า…เป็นเสมือนแผนที่นำทางชีวิต หรือเป็น คัมภีร์บริหารจัดการความเสี่ยงในชีวิตของแต่ละคนได้ โดยมีจุดเด่นอยู่ที่มีหลักการคำนวณชัดเจน มีระบบระเบียบ และมีโครงสร้างที่จับต้องได้ เนื่องจากศาสตร์นี้จะไม่พิจารณาเพียงแค่ปีนักษัตรหรือปีเกิดกว้าง ๆ แต่จะนำข้อมูลเฉพาะบุคคล เช่น วัน เดือน ปี เวลาเกิด มาคำนวณเพื่อแปรผลทางพลังงาน ผลลัพธ์จากการคำนวณจะถูกแปรผลเป็น “โครงสร้างพลังงาน” ที่เรียกขานในตำราจีนว่า “4 เสา 8 ตัวอักษร” เพื่อนำมาใช้วิเคราะห์และอ่านโครงสร้างพลังชีวิตของบุคคลนั้น ๆ จึงทำให้ “ปาจื่อ” เป็นเหมือน แผนที่ชีวิตที่ติดตัวทุกคนมาตั้งแต่เกิด

ปาจื่อไม่ใช่คำทำนายตายตัวที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะเป้าหมายหลักของการตรวจเช็กดวงชะตาด้วยศาสตร์ปาจื่อคือการทำให้มนุษย์รู้เท่าทันสภาวะภายในของตนเอง” …ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ศาสตร์นี้

พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า… การใช้ศาสตร์นี้ เมื่อคำนวณแปรผลจน ทำให้รู้ว่าตัวเองเกิดมาพร้อมกับพลังงานแบบไหน? หรือมีธาตุใดที่โดดเด่น? เจ้าชะตาก็จะได้ นำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ในเรื่องการปรับตัว การวางแผนชีวิต หรือการเลือกเส้นทางเดินให้เกิดความสมดุลสูงสุด โดยหัวใจสำคัญของโครงสร้าง “ปาจื่อ” จะผูกโยงหลัก “หยินหยาง” และ “ธาตุทั้ง 5” คือไม้, ไฟ, ดิน, ทอง, น้ำ ซึ่งเป็นตัวสะท้อนบุคลิกภาพ พฤติกรรม และอารมณ์ที่ต่างกันของมนุษย์

เกี่ยวกับธาตุทั้ง 5 นั้น ทาง .คฑา ก็ได้ให้ข้อมูลว่า… ธาตุไม้” จะเกี่ยวพันกับการเติบโต ความคิดสร้างสรรค์ การแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ, ธาตุไฟ” จะสะท้อนถึงพลังงานความโดดเด่น การแสดงออก ความกระตือรือร้น, ธาตุดิน” จะบ่งบอกถึงความมั่นคง การดูแลเอาใจใส่ การจัดระบบระเบียบที่เป็นขั้นเป็นตอน, ธาตุทอง” จะหมายถึงเรื่องระเบียบวินัย ความชัดเจน ความเด็ดขาด ความยุติธรรม ขณะที่ “ธาตุน้ำ” คือตัวแทนสติปัญญา ความลึกซึ้ง การสื่อสาร ความสามารถในการปรับตัว

ทั้งนี้ เมื่อทราบเกี่ยวกับธาตุภายในตัวแล้ว ก็จะวิเคราะห์ได้ว่า…คน ๆ นั้นมีความสมดุลและสอดคล้องกับธรรมชาติรอบตัวเพียงใด เช่น บางคนมีพลังธาตุไฟมากเกินไป แม้มักจะเป็นคนเก่ง กล้าแสดงออก แต่คน ๆ นี้ก็มักจะเป็นคนใจร้อน และเหนื่อยง่ายจากการใช้พลังเกินตัว หรือบางคนมีธาตุน้ำมากเกินไป ทำให้ภายนอกแม้ดูเป็นคนฉลาด คิดเก่ง วางแผนดี แต่ก็มักจะมีแนวโน้มเป็นคนคิดมาก มักกังวลใจ และลังเลในการตัดสินใจได้ง่ายกว่าคนธาตุอื่น …นี่เป็นตัวอย่างที่มีการอธิบายไว้

และนอกเหนือจากข้อมูลที่ยึดโยงกับ “ปาจื่อ” ดังที่สะท้อนมาข้างต้นแล้ว .คฑา ยังให้ข้อมูลที่น่าสนใจเพิ่มเติมอีกว่า… ศาสตร์ “ปาจื่อ” นี้ยังมีระบบสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่เรียกว่า “เสินซา”ที่แปลความหมายได้ว่า “เทพศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งบางตำรานิยมเรียกในภาษาที่เข้าใจง่าย ๆ ว่า “เทพประจำดวง”หรือ “ดาวประกอบดวง” โดย อ.คฑา อธิบายว่า… เสินซาในศาสตร์ปาจื่อไม่ได้หมายถึงเทพเจ้าในเชิงความเชื่อลึกลับอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เพียงอย่างเดียวตามที่หลายคนเข้าใจ เพราะแท้จริงแล้ว“เสินซาคือสัญลักษณ์ที่ใช้แทนพลังงานพิเศษ”บางประการ ที่แฝงเร้นในโครงสร้างดวงชะตาแต่ละบุคคล ซึ่งพลังงานพิเศษเหล่านี้จะส่งผลต่อวิถีชีวิต พฤติกรรม และโอกาสที่จะเข้ามาในแต่ละช่วงวัย โดยดวงชะตาแต่ละคนจะมีพลังเสินซาที่จำแนกออกได้หลายรูปแบบ อาทิ ดาวอุปถัมภ์, ดาวผู้ใหญ่เมตตา, ดาววิชาการ, ดาวเสน่ห์, ดาวเดินทาง, ดาวชื่อเสียง, ดาวทรัพย์ หรือดาวเตือนภัยที่บ่งชี้ให้เจ้าชะตาต้องระมัดระวังในเรื่องต่าง ๆ เช่น อารมณ์ สุขภาพ อุบัติเหตุ ความขัดแย้ง

.คฑา บอกต่อไปว่า… ดาวประกอบดวง หรือ “เสินซา” จะถูกใช้พิจารณาร่วมกับโครงสร้างหลักของ “ปาจื่อ” เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนและมีมิติมากขึ้น แต่การมีดาวเสินซาปรากฏอยู่ในดวงก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตคน ๆ นั้นจะดีหรือร้าย เป็นเพียงการชี้ว่า…ดวงชะตามีแต้มต่อหรือมีพลังสนับสนุนด้านใดบ้าง เพื่อจะนำศักยภาพนั้นออกมา หรือใช้ได้ถูกจังหวะชีวิต ซึ่งการอ่านเสินซาที่ถูกต้องและแม่นยำตามหลักวิชานั้นต้องอ่านร่วมกับระบบดวงทั้งหมด โดยไม่ควรหยิบยกดาวดวงใดดวงหนึ่งขึ้นมาตัดสินหรือพิพากษาชีวิตทั้งหมดของคน ๆ นั้น …นี่เป็นหลักสำคัญในการเชื่อมโยงกันของ “ปาจื่อเสินซา”

ส่วนปัจจัยสำคัญที่ทำให้ศาสตร์แบบจีนในยุคโบราณอย่าง “ปาจื่อ” เกิดกระแสสนใจในคนรุ่นใหม่ของไทยในเวลานี้นั้น อ.คฑา วิเคราะห์และสะท้อนกับ ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ว่า… ที่ “ปาจื่อฮิตในคนรุ่นใหม่” ทั้งวัยรุ่นและวัยทำงานนั้น ก็เพราะ มีปัจจัยจากความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อน คนรุ่นใหม่ไม่ได้ต้องการดูดวงเพียงเพื่อรู้อนาคตในลักษณะโชคลาภความร่ำรวยแบบลอย ๆ เหมือนในอดีต ทว่ามีแนวโน้มที่จะตั้งคำถามกับชีวิตเพื่อแสวงหาตัวตนที่แท้จริง เพื่อการพัฒนาศักยภาพตนเอง ตลอดจนมองหาแนวทางดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับเนื้อแท้ของตนเองมากกว่าคนรุ่นก่อน ๆ เช่น ต้องการคำตอบว่าตนเองมีความเหมาะสมกับงานประเภทใด หรือทำไมบางช่วงชีวิตจึงรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเป็นพิเศษ เป็นต้น ซึ่ง ศาสตร์ “ปาจื่อ” สามารถ “ตอบโจทย์ของคนรุ่นใหม่”เนื่องจาก “มีระบบ” มีการคิดวิเคราะห์เป็นเหตุเป็นผล

นอกจากนี้ ปัจจัยโซเชียลมีเดียก็มีบทบาททำให้กระแสปาจื่อเติบโตรวดเร็ว โดยแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้ช่วยเปลี่ยนศาสตร์จีนโบราณที่เคยดูซับซ้อน เข้าใจยาก ให้กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย และเข้าถึงได้ผ่านกราฟิกที่สวยงาม อีกทั้งการที่นำเรื่องธาตุทั้ง 5 มาเชื่อมโยงกับแบบทดสอบบุคลิกภาพ นี่ก็ทำให้ คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าการดูดวงแบบจีนเป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นไลฟ์สไตล์ และเป็นเครื่องมือวางกลยุทธ์ชีวิต ที่ร่วมสมัย นี่ก็ทำให้ “ปาจื่อเป็นกระแสนิยมในโลกออนไลน์”

ทั้งนี้ อ.คฑา ชินบัญชร ยังสะท้อนกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” เกี่ยวกับเรื่อง “ความเชื่อดวง-ศาสตร์พยากรณ์” ว่า… การดูดวงชะตา ไม่ว่าศาสตร์ใดก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือไม่ปล่อยให้คำทำนายมาครอบงำจิตใจจนเกิดความกลัว หรือบั่นทอนกำลังใจหรือสูญเสียตัวเองไป เพราะ ศาสตร์พยากรณ์ที่ดีและมีคุณค่าควรทำหน้าที่สร้างความเข้าใจตนเอง เพิ่มความมั่นใจ และเตือนสติ เช่น “ปาจื่อ” ที่ไม่ใช่ศาสตร์ที่ให้เชื่อแบบงมงาย แต่สอนให้ทุกคนเห็น “คุณค่า-พลังตัวเอง” ซึ่งเมื่อเข้าใจกลไกเหล่านี้ก็จะมีโอกาสเลือกทางเดินชีวิตที่ถูกต้อง …อ.คฑา ย้ำเตือนเรื่องการดูดวง พร้อมย้ำจุดเด่น “ศาสตร์ปาจื่อ”

ปาจื่อเทรนด์ดูดวงฮิต” คนรุ่นใหม่

ถือเป็น “อีกศาสตร์มูแบบมีระบบ”

ที่ดิจิทัลเป็นตัวช่วยให้ฟื้นมาฮิต”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์