ทั้งนี้ จากกระแสดราม่าในอดีต สู่ประเด็นทำนองเดียวกันที่ล่าสุดในไทยถูกพูดถึงอีกครั้ง เมื่อ “คนดังสายสุขภาพรายหนึ่ง” ที่ถูกชาวเน็ตจดจำจากภาพลักษณ์ผูกกับ “เครื่องดื่มสีขาวจากธรรมชาติ” อัดคลิปเล่า “ปมในครอบครัว” พร้อมโยนประโยคแทงใจว่า… “บ้านอาจไม่ใช่เซฟโซน” จนชาวโซเชียลเกิดกระแสถกเถียง มีทั้งมุมเห็นใจ มุมตั้งคำถาม และมุมเตือนให้มองเรื่องในบ้านอย่างรอบด้าน อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นกรณีครอบครัวคนดังระดับโลก หรือกรณีในโลกออนไลน์ไทย กระแสเหล่านี้ชวนให้ย้อนคิดว่า… เมื่อ “ความรักในบ้าน” กลายเป็น “แรงกดดัน” หรือเมื่อคนในบ้านกลายเป็น “คนเป็นพิษ” โดยไม่รู้ตัว ปัญหา “เกลียดพ่อ เกลียดแม่ เกลียดบ้าน” ที่เคยถูกมองเป็นเรื่องต้องห้ามนั้น จริงแล้วมีรากลึกทางใจอย่างไร? ถือเป็นปัญหาครอบครัวหรือไม่?…
รวมถึงยังมีประเด็นอื่นใดที่ซ่อนหรือไม่
ที่เรื่องนี้ก็ชวนให้ค้นหาและน่าถอดรหัส
ทั้งนี้เกี่ยวกับ“ข้อสงสัย” เรื่องนี้ ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” พลิกแฟ้มชวนพิจารณา “ข้อมูลคำตอบในมุมจิตวิทยา” กันอีก ซึ่งเป็นข้อมูลจากบทความจิตวิทยา โดย จันทมา ช่างสลัก บทความชื่อ “เมื่อบ้านไม่ใช่ Safe Zone รับมืออย่างไรเมื่อเป็นโรคเกลียดคนในบ้าน” โดยมีการเผยแพร่ไว้ผ่าน www.istrong.co ซึ่งได้อธิบายในมุมจิตวิทยา โดยสังเขปมีดังนี้…

ความรู้สึก “เกลียดคนในบ้าน” นั้น พบมากขึ้นในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระบาดรุนแรง โดยเมื่อหลายคนต้องอยู่บ้านด้วยความจำเป็น จึงต้องใช้เวลาอยู่กับคนในบ้านมากกว่าที่เคย ซึ่งการใช้เวลาอยู่กับคนในบ้านหรือคนในครอบครัวเพิ่มมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่น่าจะเป็นเรื่องดี แต่กลับเกิด “สถานการณ์ที่น่าตกใจ” เมื่อพบว่า แทนที่การได้ใช้เวลากับคนในครอบครัวมากขึ้นจะทำให้รักกันเพิ่มขึ้น…กลับกลายเป็นว่าคนในบ้านรักกันน้อยลง และบางรายถึงขั้น“เกลียดครอบครัว–เกลียดบ้าน”ก็มี!!โดยในไทยนี่เป็นคำที่เคยขึ้นแฮชแท็กฮิตในสังคมออนไลน์เมื่อปี 2563 ซึ่งผู้ติดแฮชแท็กนั้น…
ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น–วัยผู้ใหญ่ตอนต้น
ชี้ว่าปัญหานี้ “เกิดกับหลายครอบครัว”
ในทางจิตวิทยา การ “เกลียดคนในบ้าน” หากมีการบ่มเพาะจนบานปลาย “อาจกลายเป็นโรคได้” โดยในบทความดังกล่าวระบุไว้ว่า… มีผู้เชี่ยวชาญจิตวิทยาเคยอธิบายผ่าน เฟซบุ๊กสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ไว้ว่า “โรคเกลียดคนในบ้าน”หรือ “ความรู้สึกเกลียดพ่อ แม่ หรือพี่น้อง” นั้น จริง ๆ เป็นอารมณ์ที่ทุกคนมีเกิดขึ้นได้ หากคนที่รู้สึกเกลียดเป็นผู้ถูกกระทำให้“เกิดบาดแผลในใจ” เช่น จากการถูกเลี้ยงดูแบบรุนแรง เข้มงวดเกินไป หรือการแสดงออกถึงความรักลูกที่มีไม่เท่ากัน หรือแม้แต่การปลูกฝังค่านิยมแข่งขันกันในหมู่พี่น้องด้วยซึ่งปัจจัยข้างต้นนั้นล้วนเป็น “สิ่งบ่มเพาะความเกลียด” ได้ จนอาจ “ทำให้เกิดโรคเกลียดคนในบ้าน” ขึ้น หรือกล่าวอีกอย่างคือ การเป็น “Toxic People” โดยไม่รู้ตัวของคนในบ้านบางคนเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคนี้ โดย “วิธีสังเกตตนเอง” ว่ากำลังเป็น “Toxic People” หรือไม่? มีหลักพิจารณาดังนี้…
“คนในบ้านมักชอบทำหน้าเบื่อขณะพูดคุยด้วย” ที่เป็นการแสดงออกชัดเจนว่าไม่อยากรับฟัง ไม่ต้องการคุยด้วย, “รู้สึกหงุดหงิดคนในบ้านตลอดเวลา” โดยมีพฤติกรรมที่แสดงออกชัดเจน เช่น ไม่เก็บอารมณ์หงุดหงิดไว้ โวยวายด่าทอไม่หยุด หรือทำร้ายคน สัตว์ ทำลายสิ่งของในบ้าน, “ผิดหวังกับคนในบ้านบ่อยแบบสังเกตได้ชัดเจน” ซึ่งไม่ได้เกิดจากคนในบ้านทำให้ผิดหวัง แต่เกิดจากการคาดหวังที่ไม่เหมาะสม เช่น คาดหวังสูงไป หรือคาดหวังสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับความสามารถของคนในบ้าน, “ชอบวางแผนให้คนในบ้านเสมอ” โดยไม่ถามความสมัครใจ หรือไม่รับฟังความเห็นเลย
“ชอบเปรียบเทียบคนในบ้านเสมอ” เช่น พ่อใจดีกว่าแม่ ลูกคนโตเรียนเก่งกว่าลูกคนเล็ก, “ไม่รับฟังฟีดแบ็กคนในบ้าน” โดยเฉพาะทุกครั้งที่คนในบ้านเริ่มแสดงความคิดเห็น, “มีอคติทุกเรื่องกับคนในบ้าน” เช่น เมื่อมีของหายมักจะโทษลูกหรือใครคนหนึ่งในบ้านเสมอ โดยไม่ถามเหตุผลหรือสอบถามความจริง, “ดุเก่งจนรู้สึกตัวเองเป็นคนปากร้าย”หรือรู้สึกตัวว่าปากไว ช่างประชด จนไม่มีใครอยากเข้าใกล้, “ไม่เคยขอโทษหรือขอบคุณ” หรือไม่เคยใช้คำพูดดี ๆ กับคนในบ้าน
“ไม่ให้พื้นที่ส่วนตัวกับคนในบ้าน”เช่น ไม่ขออนุญาตก่อนเข้าห้องนอนคนในบ้าน หยิบเงินหรือของคนในบ้านมาใช้โดยไม่ขออนุญาต, “ไม่สนใจความรู้สึกของคนในบ้าน”โดยพบว่าตัวเองมีพฤติกรรมนี้บ่อยครั้งมากขึ้น เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ, “ชอบยกตัวเองข่มคนในบ้าน” เช่น สมัยพ่ออายุเท่าลูกมีเงินเก็บเป็นแสนแล้ว ถ้าเป็นแม่อาหารที่ทำคงรสชาติดีกว่า
นอกจากวิธีสังเกตแล้ว กับ วิธีแก้การเป็น “Toxic People”เพื่อที่จะ ป้องกันไม่ให้เป็น “สาเหตุก่อโรคเกลียดคนในบ้าน” ในบทความโดย จันทมา ช่างสลัก ก็ได้มีการให้คำแนะนำไว้ด้วย กล่าวคือ… 1.ต้องเคารพในพื้นที่ส่วนตัวคนในบ้าน ไม่รุกล้ำ หรือต้องขออนุญาต หรือถามความสมัครใจก่อนเสมอ, 2.หาคนกลางช่วยปรับความเข้าใจ โดยเลือกคนที่คนในบ้านสบายใจมาช่วยพูดคุย, 3.เปิดใจรับฟังฟีดแบ็กคนในบ้าน นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดเพื่อให้รู้ว่าคนในบ้านรู้สึกอย่างไร และอะไรเป็นสาเหตุทำให้คนในบ้านไม่ชอบ, 4.ใช้ความสงบสยบ โดยพูดให้น้อยลง และเกรี้ยวกราดหรือแสดงอารมณ์ทางลบน้อยลง และ 5.รู้สึกอย่างไรก็สื่อไปตรง ๆ นี่ก็ช่วยได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม กระแสที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์จากเรื่องราวทำนองนี้ ไม่ควรถูกมองเพียงเป็น “ข่าวดราม่า” ที่คนเข้ามาเลือกข้างแล้วก็เลื่อนผ่าน เพราะเบื้องหลังประโยคสั้น ๆ อย่าง “บ้านอาจไม่ใช่เซฟโซน” อาจสะท้อนเสียงของคนที่เคยรู้สึกว่า…พื้นที่ซึ่งควรให้ความอบอุ่น กลับกลายเป็นพื้นที่ที่ทำให้เหนื่อยล้า อึดอัด หรือเจ็บปวดใจ โดยเฉพาะเมื่อความคาดหวัง คำพูดเปรียบเทียบ การควบคุม หรือการไม่รับฟัง ถูกทำซ้ำจนกลายเป็นบาดแผลสะสม และที่สำคัญ การพูดถึงเรื่องนี้ในสังคมออนไลน์ก็มีทั้งข้อดีและข้อควรระวัง โดยด้านหนึ่งทำให้หลายคนกล้าทบทวนความสัมพันธ์ในบ้านของตนเองมากขึ้น แต่อีกด้านหนึ่ง เรื่องครอบครัวก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่คนนอกอาจไม่รู้ทั้งหมด การรับฟังจึงควรทำด้วยความเข้าใจ ไม่รีบตัดสิน ไม่ใช้กระแสซ้ำเติมกัน และในท้ายที่สุด ประเด็น “บ้านไม่ใช่เซฟโซน” จึงไม่ใช่การชวนให้เกลียดบ้าน หรือให้ตัดขาดคนในครอบครัว แต่เตือนให้ทุกฝ่ายหันกลับมาดูว่า… ในบ้านมีใครกำลังเจ็บปวดหรือไม่หรือใครกำลังเป็น “คนเป็นพิษ” ต่อคนใกล้ตัวโดยไม่รู้ตัว…
เพราะในบางครั้งการรักษาครอบครัวเอาไว้
อาจไม่ได้เริ่มจากการบอกให้อีกฝ่ายอดทน
แต่อาจเริ่มจากการยอมรับฟังความเจ็บปวด
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



