ทั้งนี้ หลังจากโครงการที่ถูกเรียกติดปากว่า “ข้าวแกง 40 บาท” ที่ทางรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ชูแนวคิดโครงการดังกล่าวขึ้นมา โดยหวังจะช่วยลดภาระด้านค่าอาหารประจำวันให้กับประชาชนได้ อย่างไรก็ตาม แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ตามมา มีทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของการตั้งราคา จนทำให้โครงการนี้ต้องพับแผนและนำกลับไปทบทวนใหม่ อย่างไรก็ดี ว่าด้วยเรื่องของ “อาหารจานด่วน-อาหารจานเดียว” อย่างข้าวแกงนั้น นอกจากจะเกี่ยวข้องเป็นมาตรการของรัฐบาลแล้วนั้น…
“ข้าวแกง” อาหารจานด่วนของคนไทยนั้น
ยังมีมิติอื่น ๆ ที่น่าสนใจที่ซ่อนอยู่ในจาน
เมื่อมองผ่าน “มุมเศรษฐศาสตร์” อีกด้วย
ทั้งนี้ ก่อนจะไป “ถอดรหัสข้าวแกง” ผ่านมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์นั้น “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” อยากชวนมาพลิกแฟ้มย้อนดูโครงการเก่า ๆ ในอดีตที่เกี่ยวกับ “มาตรการช่วยเหลือประชาชน” ผ่านโครงการที่เกี่ยวข้องกับ “ข้าวแกง-อาหารจานเดียว” กันเสียก่อน เนื่องจากนับตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยถ้าหากไล่เรียงย้อนหลังไปประมาณ 20 ปี หรือราว 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ก็พบว่า… “มีโครงการเกี่ยวกับอาหารจานด่วน” แบบนี้มากมายหลาย ๆ โครงการ ในแต่ละสมัย
ส่วนจะมีโครงการเด่น ๆ อะไรที่น่าสนใจ
มาดูข้อมูลที่นำมาไล่เรียงประมวลไว้กันดู

เริ่มจากโครงการชื่อสุดคุ้นหูอย่าง “ร้านอาหารธงฟ้าราคาประหยัด” โครงการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนที่ได้รับความนิยมมายาวนานอีกโครงการหนึ่ง เนื่องจากมีการดำเนินมาตรการในลักษณะนี้ต่อเนื่องในหลายช่วงเวลา โดยเฉพาะในช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจโลก หรือ “วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์” ที่ส่งผลให้ค่าครองชีพคนไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ทั้งนี้ ในช่วงปี 2552 มีการขับเคลื่อนและขยายมาตรการร้านอาหารธงฟ้าราคาประหยัดผ่านกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ในรูปแบบ ระบบเครือข่ายร้านอาหารธงฟ้าราคาประหยัด เพื่อดึงดูดร้านข้าวแกง ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านอาหารตามสั่งทั่วประเทศให้เข้ามาร่วมโครงการ โดยมีจุดเด่นที่การติดป้ายสัญลักษณ์ธงฟ้าของร้านอาหารเพื่อแลกกับสิทธิ์ซื้อวัตถุดิบราคาพิเศษ
และใน “ยุคร้านอาหารธงฟ้าราคาประหยัด” หนึ่งในมาตรการที่นำมาใช้ก็คือการ กำหนดเพดานราคาข้าวราดแกงไว้ที่ไม่เกิน จานละ 25-30 บาท และที่สำคัญ “ตัวเลขราคาอาหารจานด่วน” ที่ถูกกำหนดนี้ได้กลายเป็น “ฐานราคาอ้างอิง” ของสังคมไทยอยู่ยาวนานหลายปี… เป็นที่มาของโครงการแรก ๆ ของไทย เกี่ยวกับโครงการแรก ๆ …
ที่เชื่อมโยงกับ “ข้าวแกง–อาหารจานด่วน”
สะท้อนว่า… “ข้าวแกงสำคัญต่อเศรษฐกิจ”
และจากยุคร้านอาหารธงฟ้าราคาประหยัด ต่อมาก็มีโครงการช่วยเหลือด้านปากท้องที่ถูกชูเป็นมาตรการลดค่าครองชีพและเพิ่มทางเลือกให้ประชาชน ผ่านโครงการที่ถูกเรียกชื่อว่า… “หนูณิชย์…พาชิม” ซึ่งเปิดตัวในเดือนสิงหาคม ปี 2557 ภายใต้แนวคิดร้านอาหารที่ “อร่อย ถูก สะอาด ปลอดภัย” เพื่อเป็นทางเลือกให้คนรายได้น้อย โดยร้านที่เข้าร่วมโครงการจำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จในราคาเมนูละ 25-35 บาท และมีการประชาสัมพันธ์พิกัดร้านผ่านช่องทางต่าง ๆ ต่อมาโครงการนี้ยังมีการดำเนินงาน ขยายจำนวนร้าน และต่อยอดรูปแบบอย่างต่อเนื่องในช่วงปีถัดมา ภายใต้เครือข่าย “หนูณิชย์” เช่น การขยายสู่ภูมิภาคและการเพิ่มร้านอาหารราคาประหยัดในพื้นที่ต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม ด้วยต้นทุนอาหารที่เพิ่มขึ้น ทำให้เพดานราคาอาหารปรุงสำเร็จในโครงการลักษณะนี้ค่อย ๆ ขยับขึ้นจากฐานราคาเดิมที่เคยอยู่ราว 25-30 บาท ไปสู่ระดับจานละ 30–35 บาท …และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่เกิดโครงการเกี่ยวกับอาหารจานด่วนราคาประหยัดขึ้นมา เกี่ยวกับ “ข้าวแกง” อาหารจานด่วนคนไทย
จาก “ร้านอาหารธงฟ้า” สู่ “หนูณิชย์…พาชิม”
นี่ก็ยิ่งตอกย้ำถึง “ความสำคัญของข้าวแกง”
ต่อมาในปี 2565 ประเทศไทยต้องรับแรงกระแทกซ้ำเติมจากการฟื้นตัวหลัง “โควิด-19” และภาวะสงคราม “รัสเซีย-ยูเครน” ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานพุ่งสูง จนทำให้ค่าขนส่ง รวมถึงราคาเนื้อหมูและไข่ไก่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ “ราคาข้าวแกงต้องปรับราคาเพิ่มขึ้น” โดยขณะนั้นราคาข้าวแกงในตลาดปรับตัวสูงขึ้นเป็นจานละ 40-50 บาท และกระทบกับค่าครองชีพประชาชน ในช่วงนี้จึงเกิดโมเดลช่วยเหลือผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ผ่านโครงการชื่อ “ข้าวแกงกำลังใจ อิ่มหนึ่ง 25 บาท” ซึ่งเปิดโมเดลต้นแบบช่วงปลายเดือนมิถุนายน ปี 2565 และเตรียมเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม ปีเดียวกัน โดยเป็นโครงการที่สมาคมภัตตาคารไทยร่วมกับภาคเอกชนและพันธมิตร เช่น พีที และเครือข่ายผู้ผลิตวัตถุดิบ จัดทำขึ้นเพื่อช่วยลดต้นทุนคงที่และต้นทุนวัตถุดิบ เช่น การสนับสนุนพื้นที่จำหน่ายในสถานีบริการน้ำมัน PT การจัดหาวัตถุดิบและก๊าซหุงต้มราคาพิเศษ เพื่อให้ร้านค้าสามารถจำหน่ายข้าวแกงในราคาจานละ 25 บาทได้…
นี่เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ออกมาช่วยคนไทย
ในช่วงเวลาที่ไทยเผชิญกับวิกฤติซ้อนวิกฤติ
มาถึงปี 2569 ที่ประเทศไทยเผชิญกับ “ภาวะเศรษฐกิจผันผวนรุนแรง” จากสงคราม ภัยธรรมชาติ วิกฤติพลังงาน และอัตราเงินเฟ้อ ส่งผลให้ต้นทุนราคาวัตถุดิบต่าง ๆ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมีการเสนอแนวคิดจัดทำโครงการ “ข้าวแกงไทยช่วยไทย” ขึ้นมา ซึ่งเป็นการต่อยอดจากแนวคิด “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อสร้างทางเลือกด้านอาหารราคาประหยัดและประคองผู้บริโภคกับพ่อค้าแม่ค้า โดย “เพดานราคาข้าวแกง” ที่ถูกเสนอในเบื้องต้นคือ “ราคาไม่เกิน 40 บาทต่อจาน”
อย่างไรก็ตาม สถานะของโครงการนี้ยังอยู่ในขั้นจัดทำรายละเอียดและเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา จึงควรถือว่ายังเป็นแนวคิดหรือมาตรการที่อยู่ระหว่างรอความชัดเจน ไม่ใช่โครงการที่เริ่มดำเนินการเต็มรูปแบบแล้ว ขณะเดียวกันก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา จนทำให้แนวทางดังกล่าวถูกนำกลับไปทบทวนก่อนว่าจะเดินหน้าต่อในรูปแบบใด และทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อมูลที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ได้นำมาประมวลและไล่เรียงเป็น “ไทม์ไลน์” ไว้ เพื่อฉายภาพให้เห็นพัฒนาการในเรื่องนี้ เพื่อจะชี้ว่า… “ข้าวแกง” เมนูยอดฮิตของคนไทย ไม่ได้เป็นแค่เพียง “อาหารจานด่วน” เท่านั้น…
หากเชื่อมโยงกับมิติเศรษฐกิจอื่นมากมาย
ที่สามารถใช้เป็น “ดัชนีชี้วัดปากท้อง” ผู้คน
จะวัดได้อย่างไร? มาดูมุมวิเคราะห์ต่อพรุ่งนี้
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



