ท่ามกลางกระแสข่าว “ทุจริตสอบเข้ารับราชการท้องถิ่น” และ “วาทะการเมือง” เรื่อง “ล้างบ้านระบบราชการ” ที่ผลักให้คำถามเรื่อง “ลดคน” ขยับไปไกลกว่าเดิม จนนำไปสู่ปุจฉาที่ว่า…แล้วควรรื้ออย่างไร?”

เพื่อจะให้ “คนพอดีกับงานงานพอดีกับคน”

แล้วเอาจริง ๆ จะปฏิรูปทั้งระบบได้แค่ไหน

แนวคิด “เออร์ลี่รีไทร์ข้าราชการ” ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะถูกปัดฝุ่นขึ้นมาหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยเผชิญปัญหา “รายจ่ายสวนทางรายได้” แต่รอบนี้รัฐบาลและภาคการเมืองกำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า “มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด” อาจไม่หยุดอยู่บนกระดาษ แต่กำลังเดินหน้าเร็วขึ้น ท่ามกลางภาระรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้น ทั้งบุคลากร ค่ารักษาพยาบาล และบำเหน็จบำนาญ ทั้งนี้ หากดูจากฐานข้อมูลกำลังคนภาครัฐ ปี 2567 ที่อ้างอิงรายงานของสำนักงาน ก.พ. ประเทศไทยมีกำลังคนภาครัฐทั้งหมดประมาณ 3,004,485 คน แบ่งเป็นกลุ่มข้าราชการ 1,756,606 คน และ บุคลากรภาครัฐประเภทอื่น อีกราว 1,247,879 คนแล้ว ตัวเลขดังกล่าวทำให้มาตรการเออร์ลี่รีไทร์ไม่ใช่เพียงเรื่องการลดจำนวนคนบางส่วน แต่เกี่ยวพันกับโครงสร้างกำลังคนของรัฐทั้งระบบ ตั้งแต่ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ไปจนถึงท้องถิ่น

เพื่อหวังจะช่วยปรับลดขนาดของภาครัฐ

และลดภาระงานซ้ำซ้อนที่ไม่จำเป็นออก

เพื่อให้ “กำลังคนพอดีกับงานที่มี” ในมือ

อนึ่ง เมื่อเรื่องนี้กลายเป็นวาระสำคัญ คำถามจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ว่าจะจูงใจให้ข้าราชการออกก่อนเกษียณได้มากแค่ไหน หรือจะลดรายจ่ายรัฐได้เท่าใด แต่อยู่ที่มาตรการนี้จะถูกออกแบบอย่างไรไม่ให้เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยประเด็นนี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” เคยนำเสนอมุมมองของ รศ.ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์ หัวหน้าสาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ซึ่งเห็นด้วยกับการที่รัฐบาลสั่งให้ศึกษา “แผนเกษียณก่อนกำหนด” เพราะมองว่าเป็น “จุดเริ่มต้นการทบทวนอัตรากำลังคนภาครัฐ” อย่างจริงจัง…

จริง ๆ ช่วง 10-20ปีที่ผ่านมา ประเด็นนี้ไม่ค่อยถูกสนใจมากนัก เพราะมีประเด็นที่ต้องระวัง และส่วนตัวมองว่าถ้าจะทำเรื่องนี้ ถ้าจะให้ดีก็ควรใช้โอกาสนี้เดินหน้าทบทวนแผนยุทธศาสตร์อัตรากำลังคนภาครัฐไทย เพื่อปฏิรูปทั้งระบบไปพร้อมกันด้วยเลยจะดีมาก ซึ่งจะช่วยให้การวางแผนกำลังคนภาครัฐมีประสิทธิภาพในระยะยาว”

ทาง รศ.ดร.วสันต์ ย้ำว่า… ส่วนตัวไม่ได้คัดค้านมาตรการเออร์ลี่รีไทร์ แต่สนใจว่า… รัฐบาลจะใช้มาตรการอย่างไรมากกว่า โดยเฉพาะจะทำอย่างไรจึงจะเห็นภาพที่แท้จริงทั้งระบบว่า… หน่วยงานใดควรลด หน่วยงานใดควรรักษาคนไว้ หรือหน่วยงานใดต้องเพิ่มคนให้สอดคล้องกับภารกิจในอนาคต เพราะถือเป็นจุดเริ่มต้นของการรื้อยุทธศาสตร์อัตรากำลังคนภาครัฐทั้งระบบ …เป็นมุมมองนักวิชาการที่เห็นด้วยกับการทบทวนกำลังคนภาครัฐ…เพื่อให้จำนวนข้าราชการสอดคล้องกับงาน

ส่วน “แนวทางปฏิรูปกำลังคนภาครัฐทั้งระบบ” ให้ได้ผลเกิดเป็นรูปธรรมนั้น รศ.ดร.วสันต์ เคยเสนอไว้ใน 3 ประเด็นหลัก ๆ คือ ข้อแรก “ควรใช้ข้อมูลข้าราชการทั้งระบบ” มาวางแผนอัตรากำลังเพื่อให้เห็นสภาพจริงและนำไปสู่แผนที่เหมาะสม เพราะที่ผ่านมารัฐมักมองจากจำนวนข้าราชการส่วนกลาง แต่ไม่ครอบคลุมถึงข้าราชการท้องถิ่นที่มีระดับชั้น ตำแหน่ง และสายวิชาชีพของแต่ละหน่วยงานที่ลึกพอ ซึ่งถ้าไม่เห็นข้อมูลครบถ้วน ก็ยากจะตอบโจทย์ปัญหา “งานล้นคนคนล้นงาน” ได้ตรงจุด

ข้อที่สอง รศ.ดร.วสันต์ เห็นว่า… ไม่ควรใช้แนวคิดแบบตัดเสื้อโหล” โดยรัฐบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่ควรเลือกมาตรการใดมาตรการหนึ่งไปใช้กับทุก ๆ หน่วยงานแบบเดียวกัน เพราะวิธีคิดแบบตัดเสื้อโหลอาจช่วยลดปัญหาคนล้นงานในบางแห่ง แต่อาจจะยิ่งไปซ้ำเติมปัญหางานล้นคนในอีกหลายแห่ง ดังนั้นมาตรการเออร์ลี่รีไทร์จึงไม่ควรถูกมองเป็นสูตรสำเร็จเดียว แต่ควรออกแบบตามภารกิจและสภาพกำลังคนของแต่ละหน่วยงาน

ข้อที่สาม รศ.ดร.วสันต์ เสนอให้ “แบ่งบทบาทหน้าที่ของราชการแต่ละระดับให้ชัดเจน” ทั้งราชการส่วนกลางที่มี 20 กระทรวง 166 กรม ราชการส่วนภูมิภาคใน 76 จังหวัด และราชการส่วนท้องถิ่นประมาณ 7,850 แห่ง เพราะถ้าหากยังปล่อยให้ภารกิจทับซ้อนกัน การปฏิรูปกำลังคนก็ยากจะได้ผล โดยปัจจุบันถึงแม้จะมีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมากขึ้น แต่หลาย ๆ หน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาคยังมีขนาดและภารกิจใกล้เคียงแบบเดิม ทำให้บริการสาธารณะถูกทำซ้ำในหลายระดับ

ยกตัวอย่างง่าย ๆ เรื่องถนน ถ้าไปดูจะเห็นเลยว่ามีหน่วยงานเยอะมากที่ทำเรื่องนี้ ดังนั้นถ้าจะปฏิรูป ก็ต้องทำให้สัมพันธ์สอดรับกันทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น” …รศ.ดร.วสันต์ กล่าว พร้อมย้ำว่า… หากรัฐบาลจะเดินหน้า “โครงการเกษียณก่อนกำหนด” อย่างจริงจัง ก็ควรเริ่มจากข้อมูลภาพรวมของข้าราชการทั้งหมด เพื่อให้เห็นสถานการณ์จริง และ ไม่ควรใช้แนวทางเดียวกับทุกหน่วยงาน เพราะเรื่องของกำลังคนนั้นจะต้องลงรายละเอียด มิฉะนั้นอาจสร้างปัญหาใหม่ ๆ และสุดท้ายก็อาจทำให้รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหานี้ในภาพรวมได้

ถ้ารัฐบาลอยากทำเรื่องนี้จริงจังก็ไม่ควรมองแค่ประเด็นเออร์ลี่รีไทร์ แต่ควรปฏิรูปทั้งระบบเพื่อที่จะได้ไม่เสียของ รวมถึงควรใช้ข้อมูลทั้งระบบ ไม่ใช่เลือกมาใช้แค่ส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือใช้แค่สูตรใดสูตรหนึ่งอย่างตายตัว เพราะไทยมีข้าราชการหลายประเภท ไปจนถึงบุคลากรรัฐที่ไม่ได้เป็นข้าราชการพลเรือนแบบดั้งเดิมอีกจำนวนมาก” …เป็น “ข้อเสนอน่ารับฟัง” ที่ทาง รศ.ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์ นักวิชาการธรรมศาสตร์ ที่เคยเสนอแนะเรื่องนี้ไว้ โดย “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” นำมาสะท้อนต่ออีกครั้ง เพราะเป็นมุมวิเคราะห์ที่ชวนให้สังคมไทยคิดต่อ ในวันที่แนวคิดนี้ถูกขยับมากขึ้น

ทั้งนี้ แม้แนวคิดเรื่อง “เกษียณก่อนกำหนด” อาจจะเป็นแนวคิดที่สำคัญซึ่งจะช่วยแก้ปัญหา “งานล้นคนคนล้นงาน” ได้ แต่ก็ต้องไม่ลืม “มองรอบด้าน” ไปที่มิติอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะ มิติทางประชากรศาสตร์ เนื่องจากไทยนั้นกำลังจะก้าวสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ที่จะมีความท้าทายใหม่หลายเรื่องเกิดขึ้นกับสังคมไทย ดังเช่นที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ได้สะท้อนไปก่อนหน้านี้ถึง “ปัญหาคนวัยเกษียณ” รวมถึง “วัยก่อนเกษียณ” ซึ่งเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของไทย เนื่องจากต้องยอมรับว่า… ระบบสวัสดิการรองรับที่มียังไม่เพียงพอ” ด้วยเหตุนี้นอกจาก “โจทย์ปรับลดกำลังคนภาครัฐ” ผ่านแนวคิด “เกษียณอายุก่อนกำหนด” แล้วนั้น รัฐบาลก็ต้องคิดต่อว่า… มาตรการแบบใดจะเหมาะสมที่สุด”

ที่จะซัคเซสกับปัญหาโดยไม่มีใครตกหล่น

จนเป็นกลุ่มเสี่ยง “เงินหมดก่อนสิ้นลม??”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์