เมื่อวันที่ 9 ส.ค. น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความรุนแรงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี จังหวัดนนทบุรี โดยอ้างอิงข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข ณ เวลา 10.00 น. ว่า ขณะนี้มีผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด 36 ราย แบ่งเป็นผู้บาดเจ็บ 27 ราย และผู้เสียชีวิต 9 ราย โดยจำนวนผู้เสียชีวิตคงเดิม ไม่มีรายงานเพิ่มเติม

น.ส.ลลิดา กล่าวว่า ในจำนวนผู้บาดเจ็บ 27 ราย ขณะนี้กลับบ้านแล้ว 13 ราย และยังรักษาตัวในโรงพยาบาล 14 ราย แบ่งเป็นผู้ป่วยระดับวิกฤติ 5 ราย ระดับปานกลาง 5 ราย และระดับเล็กน้อย 4 ราย ในจำนวนนี้ผ่านการผ่าตัดแล้ว 8 ราย และไม่มีผู้ป่วยอยู่ระหว่างการส่งต่อ เนื่องจากทุกรายได้รับการรักษาในโรงพยาบาลที่มีศักยภาพเหมาะสมกับอาการแล้ว โดยผู้ป่วยที่ยังรักษาตัว 14 ราย กระจายอยู่ในโรงพยาบาล 8 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า 3 ราย โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า 3 ราย โรงพยาบาลศิริราช 2 ราย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 1 ราย โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล 2 ราย โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ รัตนาธิเบศร์ 1 ราย โรงพยาบาลธนบุรี 2 จำนวน 1 ราย และโรงพยาบาลบางกรวย 1 ราย โดยวันนี้มีแผนให้ผู้ป่วยกลับบ้านเพิ่มเติมอีก 2 ราย หลังอาการดีขึ้นและแพทย์ประเมินว่าสามารถดูแลต่อที่บ้านได้

น.ส.ลลิดา กล่าวอีกว่า กระทรวงสาธารณสุขได้เปิดระบบบัญชาการเหตุการณ์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี โรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อติดตามอาการและประสานการรักษาผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่าผู้บาดเจ็บทุกรายจะได้รับการดูแลตามมาตรฐานอย่างเต็มที่ โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่ายและสิทธิการรักษา นอกจากการรักษาด้านร่างกาย กระทรวงสาธารณสุขยังจัดทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤติ (MCATT) ลงพื้นที่ดูแลนักเรียน ครู บุคลากร ครอบครัวผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต รวมถึงผู้เห็นเหตุการณ์ เพื่อประเมินและติดตามผลกระทบด้านสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 สัปดาห์ 1 เดือน และ 3 เดือน

“รัฐบาลขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และขอให้มั่นใจว่าผู้บาดเจ็บทุกรายจะได้รับการดูแลอย่างเต็มความสามารถ ขณะเดียวกัน การเยียวยาจะไม่จบเพียงการรักษาบาดแผลทางกาย แต่จะดูแลด้านจิตใจของนักเรียน ครู ครอบครัว และผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องด้วย ขอความร่วมมือสื่อมวลชนและประชาชนหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ภาพความรุนแรง ภาพผู้บาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิต ตลอดจนข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อไม่สร้างความสะเทือนใจซ้ำ และขอให้ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานราชการเป็นหลัก โดยรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขจะติดตามสถานการณ์และรายงานความคืบหน้าให้ประชาชนทราบเป็นระยะ” น.ส.ลลิดา กล่าว.