อย่างไรก็ตาม ว่าด้วยเรื่องของ “อาคารกับอัคคีภัย” นั้น กรณีนี้ที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อเป็นชุดข้อมูลน่าสนใจที่ทาง ชมรมวิศวกรออกแบบระบบป้องกันอัคคีภัย ได้มีการเรียบเรียงจัดทำขึ้นไว้ เพื่อเป็นข้อมูลแก่ประชาชนทั่วไปนำไปศึกษา เพื่อให้เกิดความเข้าใจถึง “ความสำคัญ” ว่า… ทำไมอาคารทุก ๆ แห่ง…
ไม่ว่าจะเป็นตึกแนวตั้ง หรืออาคารแนวราบ
ต้องยึดหลักออกแบบอาคารป้องกันไฟไหม้
ส่วนจะต้องทำยังไงบ้างนั้น…กรณีนี้ต้องมาดู
เกี่ยวกับแนวทาง “การออกแบบอาคารให้ปลอดภัยจากอัคคีภัย” ที่“ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อ เป็นชุดข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ใน เฟซบุ๊กชมรมวิศวกรออกแบบระบบป้องกันอัคคีภัย ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่ข้อมูลใหม่ เพราะมีการโพสต์ให้ข้อมูลไว้ตั้งแต่ปี 2559 แต่ก็ยังเป็นชุดข้อมูลที่น่าสนใจและมีประโยชน์กับสาธารณะ ที่สามารถนำข้อมูลไปศึกษาทำความเข้าใจเพื่อปรับใช้ได้ โดยในเฟซบุ๊กดังกล่าวได้อธิบายถึง “แนวทางออกแบบอาคารป้องกันไฟไหม้” โดยมีรายละเอียดที่สำคัญดังต่อไปนี้…
ทั้งนี้ การออกแบบอาคารที่ดีโดยทั่วไปจะประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญคือ ส่วนแรก ได้แก่ “Passive” ที่หมายถึง การวางตัวอาคาร การกำหนดระยะห่างของอาคาร การจัดระบบจราจรของรถ การจราจรของคน การจัดบันได การจัดแนวผนังกันไฟ การหนีไฟ รวมถึงรูปแบบของอาคาร เป็นต้น …และส่วนที่สองเรียกว่า… “Active” หมายถึง ระบบป้องกันเพลิง เช่น สัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบเครื่องสูบน้ำดับเพลิง ท่อดับเพลิง ระบบสปริงเกลอร์ เครื่องดับเพลิง ระบบควบคุมควันไฟ ซึ่งทั้งสองส่วนนี้
เป็นส่วนสำคัญของอาคารป้องกันเพลิงไหม้
แหล่งข้อมูลเดิมยังอธิบายเอาไว้เพิ่มเติมว่า… ในกรณีเป็น “อาคารสร้างใหม่” สิ่งที่ควรต้องทำตั้งแต่ “ขั้นตอนออกแบบอาคาร” นั่นก็คือ ควรให้ความสำคัญกับส่วน Passive เป็นพิเศษ เพื่อให้อาคารที่ได้รับการออกแบบและสร้างใหม่ มีความปลอดภัยในตัว (Inherent Fire Safety) ตั้งแต่แรก ซึ่งหากอาคารมีความปลอดภัยในตัวแล้ว การจะเสริมด้วยระบบ Active ต่างๆ ก็จะทำได้ง่าย และมีประสิทธิภาพในการป้องกันเหตุอัคคีภัย หรือช่วยป้องกันไฟไหม้ได้ดียิ่งขึ้น… และนี่เป็นข้อมูลที่ถูกระบุไว้
กรณีที่เป็น “อาคารที่กำลังจะก่อสร้างใหม่”

ส่วนในกรณีเป็น “อาคารเก่า” หรือ “อาคารสร้างแล้ว” แหล่งข้อมูลเดิมชี้ว่า… ควรต้องสำรวจเพื่อประเมินสภาพอาคารก่อน จากนั้นจึงจะค่อยทำการปรับปรุงอาคารให้มีความปลอดภัยสูงมากขึ้น เช่น การเพิ่มประตูหนีไฟ การเพิ่มผนังกันไฟ โดยหลังจากนั้นอาจจะเสริมด้วยระบบ Active ต่าง ๆ เข้าไป อย่างไรก็ตาม กับกรณีอาคารที่สร้างแล้วมักพบปัญหาว่า… มักจะปรับปรุงได้ยาก โดยเฉพาะการติดตั้งระบบป้องกันเพลิงในภายหลัง รวมไปถึงอาจจะต้องลงทุนสูงกว่า เมื่อเทียบกับอาคารที่กำลังจะสร้างใหม่… เป็นคำอธิบายเกี่ยวกับกรณี “อาคารที่สร้างแล้ว” หรือ “อาคารเก่า” ที่การติดตั้งปรับปรุงระบบป้องกันอัคคีภัย หรือระบบช่วยเหลือ เมื่อเกิดเพลิงไหม้จะทำได้ยากกว่า กับมีต้นทุนที่สูงกว่า เมื่อเทียบกับ “อาคารใหม่” ที่กำลังจะก่อสร้าง…
ที่จากชุดข้อมูล และคำอธิบายส่วนอาคารเก่า
นี่ก็น่าคิดเพราะไทยมีอาคารประเภทนี้ไม่น้อย
ข้อมูลจากเฟซบุ๊กชมรมวิศวกรออกแบบระบบป้องกันอัคคีภัย ยังระบุถึง “องค์ประกอบสำคัญ” ของการออกแบบอาคารเพื่อป้องกันไฟไหม้ว่า… จะประกอบด้วยส่วนประกอบที่สำคัญ ได้แก่… “พื้นที่นิรภัย” เป็นพื้นที่ที่มีโครงสร้างที่สามารถป้องกันอัคคีภัยได้เป็นอย่างดี โดยในพื้นที่นี้จะติดตั้งอุปกรณ์ช่วยชีวิตต่าง ๆ เอาไว้รองรับ เมื่อเกิดสถานการณ์ไฟไหม้ขึ้น โดยสาเหตุที่จำเป็นจะต้องมีพื้นที่นิรภัยบรรจุไว้ในการออกแบบอาคารตั้งแต่แรก ๆ นั้น เนื่องจากเมื่อเกิดเพลิงไหม้ในอาคารสูง การอพยพคนทั้งหมดออกจากอาคารสูงในคราวเดียวมักจะทำได้ลำบากหรือยากมาก จึงส่งผลให้ความสามารถในการลำเลียงคนออกจากสถานที่เกิดเหตุไฟไหม้ รวมถึงมีปัจจัยอื่น ๆ เข้ามาประกอบทำให้การอพยพลำบาก เช่น มีผู้สูงอายุ มีผู้พิการ ดังนั้นพื้นที่นิรภัยจึงสำคัญ เพราะจะกลายเป็น พื้นที่รองรับชั่วคราว (Buffer Area) ระหว่างอพยพคน ขณะที่เกิดเหตุไฟไหม้…
“การจัดทางหนีไฟ” ควรพิจารณา ให้มีทางหนีเลือกได้ 2 ทาง โดยมีหลักคือ ควรอยู่คนละทิศทาง (2-Ways Means of Escape) เพราะถ้ามีอุปสรรคจนไม่สามารถหนีออกได้ทางหนึ่ง ก็จะได้มีโอกาสหนีออกไปได้อีกทาง, “ลิฟต์สำหรับพนักงานดับเพลิง” เป็นอีกองค์ประกอบสำคัญที่ต้องบรรจุในการออกแบบอาคารไว้ด้วย โดยต้องจัดให้มีลิฟต์แยกสำหรับพนักงานดับเพลิงออกจากลิฟต์ที่คนทั่วไปใช้ และควรจะมีโถงที่มีระบบอัดอากาศที่มีขนาดไม่น้อยกว่า 6 ตารางเมตร พร้อมหัวต่อสายส่งน้ำดับเพลิงติดตั้งให้พร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา โดยตามกฎหมายระบุให้อาคารต้องมีลิฟต์ดับเพลิงอย่างน้อย 1 ชุด แต่ทางปฏิบัติจริงอาจจะพิจารณาให้มีจำนวนมากกว่านี้ก็ได้ โดยเฉพาะถ้าอาคารนั้นมีพื้นที่จำนวนมาก หรือเป็นอาคารสูง, ช่องทางดับเพลิง อาคารที่ปลอดภัยจะต้องออกแบบให้มีช่องทางเข้าอาคารสำหรับพนักงานดับเพลิงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งในต่างประเทศบางประเทศจึง มีช่องที่มีสัญลักษณ์สามเหลี่ยมสีแดง แสดงให้พนักงานดับเพลิงเห็นเป็น “ช่องทางฉุกเฉินจากภายนอกอาคาร”
สุดท้ายคือ “ห้องศูนย์สั่งการดับเพลิง” ที่ควรมีการติดตั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้แก่ แผงควบคุมการดับเพลิง เพื่อใช้ควบคุมระบบการป้องอัคคีภัยของอาคาร ที่มีพนักงานประจำตลอด 24 ชั่วโมง, แผนผังอาคาร ที่แสดงระบบวิศวกรรมของอาคาร และคู่มือรายละเอียดต่าง ๆ, ระบบสื่อสาร เช่น ระบบประกาศฉุกเฉิน, อุปกรณ์ช่วยชีวิต–อุปกรณ์ต่อสู้เพลิง เช่น ชุดผจญเพลิง ชุดออกซิเจน และนอกจากนี้ในศูนย์สั่งการ ควรที่ต้องออกแบบโดยพิจารณาเกี่ยวกับปัจจัยต่าง ๆ ต่อไปนี้ อาทิ การเข้าถึงของรถดับเพลิงกับอุปกรณ์ดับเพลิง, แหล่งน้ำดับเพลิง รวมถึงตำแหน่งหัวรับน้ำดับเพลิงอีกด้วย
ที่สำคัญนอกจากจะออกแบบอาคารตนเองเพื่อป้องกันเหตุไฟไหม้แล้ว มีคำแนะนำเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลนี้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า… ควรพิจารณาเกี่ยวกับ “การป้องกันอันตรายจากพื้นที่ข้างเคียง” รอบตัวอาคารว่า… มีอันตรายหรือไม่ เช่น รอบอาคารเป็นตลาดผ้า โดยถ้าพบความเสี่ยง อาจต้องมีอุปกรณ์ช่วยดับเพลิงจากภายนอก หากเกิดเหตุด้วย หรือออกแบบผนังบางด้านเป็นผนังกันไฟ หรือมีหัวฉีดให้เกิดกำแพงน้ำ …เหล่านี้เป็นข้อมูลที่เผยแพร่ใน เฟซบุ๊กชมรมวิศวกรออกแบบระบบป้องกันอัคคีภัย เกี่ยวกับ “หลักออกแบบอาคารเพื่อป้องกันไฟไหม้” ซึ่งทุก ๆ อาคาร และทุก ๆ สถานที่ควรจำเป็นต้องมีองค์ประกอบเหล่านี้…
เพื่อช่วย “ลดความสูญเสีย–ลดความเสียหาย”
ถึงแม้ต้อง “ลงทุนเพิ่ม–ลงทุนสูง” ควรต้องทำ
เพราะสำหรับ “ครอบครัวของผู้ที่สูญเสีย” นั้น
ชดเชยแค่ไหนก็คงเทียบไม่ได้กับความสูญเสีย.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



