ทั้งนี้ นอกจากการประกาศเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังภัยพิบัติธรรมชาติในช่วงนี้แล้ว ขณะนี้ทุก ๆ พื้นที่เสี่ยงนั้นมีแผนอพยพเตรียมพร้อมเอาไว้แล้วหรือยัง? ซึ่งถ้ายังก็ควรจำเป็นต้องรีบจัดทำและดำเนินการเร่งด่วน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยเช่นที่เคยมี รวมถึงเพื่อช่วยลดความเสียหายและความสูญเสีย โดยเฉพาะ “กลุ่มเปราะบาง” ที่มีภาวะพึ่งพิง และจำเป็นต้องได้รับช่วยเหลือ…

เกี่ยวกับ “แผนอพยพกลุ่มเปราะบาง” นั้นล่าสุดเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทาง สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ จิสด้า (GISTDA) ได้เผยแพร่เกี่ยวกับ “โมเดลอพยพกลุ่มเปราะบาง” ที่ได้นำเทคโนโลยีดาวเทียมมาประยุกต์ใช้ในเชิงพื้นที่สำหรับประชาชน ผ่านแอปพลิเคชันชื่อ LifeDee” ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นด้วยแนวคิดการสร้าง “เส้นทางอพยพและพื้นที่ปลอดภัยสำหรับกลุ่มเปราะบาง” ขึ้น โดยจะเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ใหม่ของแอปพลิเคชันนี้ ที่จะแล้วเสร็จเปิดให้บริการในปี 2569 …

มีเป้าหมายทั้งช่วยป้องกันและลดสูญเสีย

รวมถึงให้การฟื้นฟูพื้นที่ทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

จะมีรายละเอียดของโมเดลเช่นไรต้องมาดู

สำหรับรายละเอียดของโมเดลนี้ เผยแพร่ในช่องทาง เฟซบุ๊กสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ โดย ดร.ฌานิกา สุขวัฒนวิจิตร หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงทางสังคมของจิสด้า ให้ข้อมูลว่า… ฟีเจอร์นี้มีที่มาจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อปลายปี 2568 ซึ่งจิสด้าได้พัฒนา “แบบจำลองประเมินผลกระทบจากน้ำท่วมเพื่อหาพื้นที่ปลอดภัยและเส้นทางอพยพสำหรับกลุ่มเปราะบาง” ขึ้น เนื่องจากต้องการสร้างแบบจำลองที่จะช่วยให้เห็นพื้นที่รับผลกระทบจากน้ำท่วมและพื้นที่ปลอดภัย รวมถึงคำนวณเส้นทางอพยพให้มองเห็นชัดเจนขึ้น จนต่อยอดมาเป็น “แผนที่เส้นทางอพยพและพื้นที่ปลอดภัยสำหรับกลุ่มเปราะบาง” ซึ่งขณะนี้โครงการต้นแบบแห่งแรกทำในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และอยู่ระหว่างดำเนินการร่วมกับ จ.นครศรีธรรมราช ที่มีความพร้อมเรื่องของสถานีตรวจวัดระดับน้ำ เพื่อเป็นพื้นที่นำร่องแห่งที่สอง

จากการถอดบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ จึงนำมาสู่แนวคิดการสร้างแผนที่อพยพและพื้นที่ปลอดภัยสำหรับกลุ่มเปราะบาง เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่มองเห็นภาพรวมของพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ปลอดภัยได้ทันที ลดความผิดพลาดการสั่งการอพยพ โดยระบบจะตรวจสอบเส้นทางที่สามารถไปได้จริงเท่านั้น ซึ่งในอนาคตทางจิสด้ามีแผนที่จะพัฒนาระบบที่เชื่อมโยงข้อมูลน้ำท่วมแบบ Near real-time ระดับความเสี่ยง ตำแหน่งกลุ่มเปราะบาง จุดปลอดภัย และโครงข่ายถนน เพื่อประเมินพื้นที่ที่เหมาะสมตามสถานการณ์” …เป็นเป้าหมายของโครงการนี้ ที่ ดร.ฌานิกา ให้ข้อมูลไว้

ทางผู้รับผิดชอบโครงการยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า… ตั้งใจจะขยายผลโมเดลดังกล่าวไปสู่การให้บริการครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องพื้นที่ปลอดภัยที่สามารถทำได้ทั่วทั้งประเทศไทย ซึ่งหลักการประเมินเลือกพื้นที่ปลอดภัยนั้นจะเป็นไปตามมาตรฐานสากลภายใต้สถานการณ์ต่าง ๆ อาทิ กรณีน้ำท่วม นั้น สำหรับ “พื้นที่ปลอดภัย” เพื่อการอพยพคนจะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ คือ ต้องอยู่เหนือระดับน้ำคาดการณ์อย่างน้อย 2-3 เมตร, ห่างจากแม่น้ำลำคลองไม่น้อยกว่า 300 เมตร, หลีกเลี่ยงพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก และใกล้จุดสาธารณูปโภค ทั้งนี้ เพื่อความเหมาะสมและความปลอดภัยในการตั้งศูนย์อพยพให้กับกลุ่มผู้เปราะบาง

ส่วนเรื่อง “แผนที่เส้นทางอพยพสำหรับกลุ่มเปราะบาง” ที่ต้องดำเนินการต่อไปก็คือ การเก็บพิกัดหลังคาของคนพิการ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้สูงอายุ เพื่อใช้ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ซึ่งจะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงที อย่างไรก็ตาม การเก็บข้อมูลเหล่านี้จะขึ้นกับความพร้อมของแต่ละเทศบาลด้วย …เป็นกระบวนการที่แอปฯ นี้จะต้องทำเพิ่มเติม

อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีเบื้องหลังการทำงานของฟีเจอร์ใหม่ของแอปพลิเคชัน LifeDee” ที่จิสด้าพัฒนาขึ้นนั้น นอกจากจะเป็นการผสานข้อมูลจากดาวเทียมและสถานีตรวจวัดภาคพื้นดินเพื่อพัฒนาแบบจำลอง โดยได้นำเทคโนโลยีเอไอมาช่วยในการวิเคราะห์ เพื่อจัดทำแผนที่เส้นทางอพยพและพื้นที่ปลอดภัยให้กับกลุ่มเปราะบางแล้ว นอกจากนี้ยังใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า… “Digital Twins” เข้ามาช่วย ยกระดับการบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ (Smart City) อีกด้วย โดยจิสด้าวางเป้าหมายจะขยายบริการดังกล่าวนี้ ไปให้ครอบคลุมพื้นที่การพัฒนาเมืองอัจฉริยะใน 15 จังหวัด ซึ่งจะเริ่มนำร่องในพื้นที่ 4 เมืองใหญ่ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น ชลบุรี และภูเก็ต

พร้อมกับเล่าถึงรายละเอียดที่ได้เริ่มทดลองดำเนินการใน พื้นที่เทศบาลเมืองชลบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่นำร่องว่า… ด้วยโจทย์ปัญหาของพื้นที่นี้ ที่กำลังเผชิญความท้าทายจากการเป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจและชุมชนเก่า ที่สภาพผังเมืองมีลักษณะเป็นตรอกซอกซอยแคบและบ้านเรือนปลูกติดกัน ซึ่งเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการเข้าถึงของรถพยาบาลขนาดใหญ่ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน นอกจากนี้ยังมีปัญหาน้ำท่วมขังจากน้ำทะเลหนุนสูงร่วมกับฝนตก จึงทำให้การจัดการทำได้ยากมากยิ่งขึ้น

ทาง กุลพัชร หล้าปาวงศ์ นักภูมิสารสนเทศของจิสด้า ให้ข้อมูลการทดลองนำร่องในพื้นที่ว่า… การพัฒนาโครงการ Digital Twin หรือ “เมืองคู่ขนานดิจิทัล” ในพื้นที่เทศบาลเมืองชลบุรี จะครอบคลุมการวางรากฐานการพัฒนาเมืองอัจฉริยะด้านต่าง ๆ อาทิ การติดตามความปลอดภัยด้วยระบบ CCTV ที่สามารถวิเคราะห์จุดเสี่ยงการเกิดอาชญากรรม, การติดตามมลพิษทางอากาศในเขตเมือง, การวิเคราะห์ศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา, การบริหารจัดการน้ำท่วม และล่าสุดระบบยังเพิ่มการเข้าถึงบริการสาธารณะสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ โดยมีการเก็บพิกัดสิ่งอำนวยความสะดวกทั่วเขตเทศบาล เช่น ที่จอดรถคนพิการ ทางลาด ห้องน้ำ เพื่อให้ผู้พิการและผู้สูงอายุค้นหาและใช้ระบบนำทางผ่านแอปพลิเคชันนี้ได้สะดวกยิ่งขึ้น

นอกจากนั้น ฟีเจอร์นี้ยังพัฒนามาจากการสร้างแบบจำลองจุดจอดรถกอล์ฟพยาบาลในพื้นที่ซอยแคบ ๆ ที่รถฉุกเฉินปกติไม่สามารถเข้าไปได้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ให้การช่วยเหลือสามารถเข้าถึงตัวผู้ป่วยได้เร็วยิ่งขึ้น โดยยึดหลักการประเมินสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อบริหารการให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มเปราะบาง และกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เช่น คนไข้ติดเตียง หรือผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว รวมถึงในฟีเจอร์ใหม่ยังพิจารณาเรื่องของเงื่อนไขเวลาเข้าไปด้วย เนื่องจากในพื้นที่ที่มีการจราจรติดขัด ถนนคับแคบ หากเกิดเหตุฉุกเฉินอาจจะต้องมีระยะเวลาในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนจะนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล

เป้าหมายระบบนี้ คือเพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสามารถบริหารจัดการรถฉุกเฉินในแต่ละจุดได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น รู้ว่าควรรับผู้ป่วยที่บริเวณใด หรือควรใช้เส้นทางใดในการเดินทางไปถึงโรงพยาบาลได้รวดเร็วที่สุด ซึ่งจะช่วยรักษาชีวิตผู้ป่วยได้มาก” …แหล่งข่าวรายระบุประโยชน์ของฟีเจอร์ใหม่ใน LifeDee” ของทางจิสด้า…

แอปพลิเคชัน “แผนที่นำทางเส้นทางอพยพ”

ที่ไม่เพียงแค่ช่วยลดความสูญเสียให้เท่านั้น

แต่ยังทำให้การช่วยเหลือทำได้แม่นยำยิ่งขึ้น.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์