ทั้งนี้ แม้การ “ไม่กดฟอล–เลือกกดฟอล” จะเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่เมื่อ “บุคคลที่ถูกโฟกัส” เป็นคนดัง เรื่องเล็ก ๆ นี้กลับไม่ธรรมดา อย่างกรณีล่าสุดที่ชาวโซเชียลวิจารณ์นักแสดงหญิงคนหนึ่งที่ “ไม่ยอมฟอล” ศิลปินหญิงรายหนึ่ง…โดยกรณีลักษณะนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ขยายกลายเป็น “ดราม่าร้อน” แบบงง ๆ แต่ที่ผ่านมานั้น…
เกิดกรณีบ่อย ๆ กับการ “ฟอล–อันฟอล”
ทั้ง ๆ ที่เป็นแค่การ “ติดตาม–ไม่ติดตาม”
ทำให้ปรากฏการณ์นี้จึงน่าค้นหาไม่น้อย
ทั้งนี้ จากกระแสที่เกิดขึ้น หากมองในแง่ “ปรากฏการณ์สังคม” เรื่องนี้มีมุมน่าสนใจถึงสาเหตุที่ทำให้คนโซเชียลบางส่วนเกิดอารมณ์รุนแรงจากปุ่มเล็ก ๆ ดังกล่าว ซึ่ง ผศ.ดร.อาทิตยา ทรัพย์สินวิวัฒน์ อาจารย์ประจำสาขานวัตกรรมการสื่อสาร วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ได้ชวนมองไว้อย่างน่าสนใจ

ผศ.ดร.อาทิตยา ทรัพย์สินวิวัฒน์
สำหรับเรื่องนี้ ผศ.ดร.อาทิตยา วิเคราะห์กับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ว่า… ในยุคที่หน้าจอโทรศัพท์กลายเป็นพื้นที่สาธารณะขนาดย่อม “การกดติดตาม” ไม่ได้เป็นเพียงคำสั่งของแพลตฟอร์มอีกต่อไป แต่ถูกอ่านเป็นสัญญาณ ถูกแปลเป็นความสัมพันธ์ และบางครั้งถูกขยายเป็นดราม่า เพียงคนดังคนหนึ่งไม่กดฟอลโลว์อีกคน หรือเลิกติดตาม เรื่องเล็กบนหน้าจอก็อาจถูกยกขึ้นเป็นคำถามใหญ่ทันทีว่า… ทำไมไม่ฟอล? มีปัญหากันหรือไม่? โดยคำถามเหล่านี้มักจะวิ่งได้เร็วมากกว่าคำอธิบายและข้อเท็จจริง จนนำไปสู่ดราม่าแบบไม่น่าเชื่อ…นักวิชาการด้านนวัตกรรมสื่อสารสังคม กล่าวถึงประเด็นนี้
เพื่อฉายภาพถึงพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในโซเชียล
ที่ผู้ใช้งานโซเชียลมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้
แล้ว “ดราม่าฟอล–อันฟอล” สะท้อนอะไร? นักวิชาการ มศว อธิบายว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องบันเทิงชั่วข้ามคืน แต่สะท้อน วัฒนธรรมการสื่อสารของคนยุคโซเชียล ที่เรียนรู้จะ อ่านความหมายจากร่องรอยดิจิทัล เดิมอาจแค่ติดตามชมภาพผ่านแพลตฟอร์ม แต่วันนี้ผู้ใช้จำนวนไม่น้อยขยับไปสู่การตรวจสอบและจับสังเกตว่า คนดังรายนั้นฟอลหรือไม่ฟอลใคร ทั้งที่การฟอลหรือไม่ฟอลอาจเป็นเพียงพฤติกรรมส่วนบุคคลที่ไม่ได้มีเจตนาใดซ่อนอยู่ แต่เมื่อผู้ใช้งานเป็นบุคคลสาธารณะ ทุกการเคลื่อนไหวจึงมักถูกตีความเกินกว่าความเป็นปุ่มบนแอปพลิเคชัน!!…จนทำให้หลาย ๆ ครั้งนำสู่ประเด็นและเกิดกระแสดราม่า
จนคนที่ตามไม่ทันเกิดอาการงง ๆ กับสิ่งที่เกิด
ขณะที่กรณีคนดังถูกวิจารณ์ เพราะไม่กดติดตามอีกคนนั้น หรือกรณีศิลปินที่แฟนคลับจำนวนมากได้กดเลิกติดตามหลังผิดหวัง เรื่องนี้ล้วนแสดงให้เห็นว่า “ปุ่มฟอลโลว์” กลายเป็นภาษาทางอารมณ์ที่สำคัญของสังคมออนไลน์ โดยเป็นทั้งเครื่องหมายของการยอมรับ การสนับสนุน และความใกล้ชิด ขณะที่ “ปุ่มอันฟอลโลว์” ถูกอ่านเป็นการตัดขาด ประท้วง หรือไม่พอใจทั้งที่ในแง่การสื่อสาร เราไม่สามารถสรุปความรู้สึกหรือความสัมพันธ์ของคนสองคนจากการกดติดตามเพียงอย่างเดียวได้ แต่ร่องรอยดิจิทัลเล็ก ๆ เหล่านี้กลับถูกนำมาตีความและสร้างความหมายอย่างรวดเร็ว
จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงในวงกว้าง
ผศ.ดร.อาทิตยา ขยายความว่า “ร่องรอยดิจิทัล” คือข้อมูลเล็ก ๆ ที่เราทิ้งไว้ทุกวัน ทั้งการกดไลก์ แชร์ คอมเมนต์ ติดตาม หรือเลิกติดตาม เมื่ออยู่ในพื้นที่ที่มีคนจำนวนมากเฝ้ามอง ร่องรอยเหล่านี้อาจถูกตัดตอน เทียบเคียง และเล่าใหม่ให้เข้มข้นกว่าความจริงเดิมหลายเท่า ในฐานะนักวิชาการด้านการสื่อสาร เธอมองว่า การกดติดตามได้กลายเป็น “ภาษาสัญลักษณ์” ของสังคมออนไลน์ไปแล้ว เพราะเดิมเป็นเพียงฟังก์ชันของแพลตฟอร์ม แต่เมื่อเกี่ยวกับบุคคลสาธารณะ การกดติดตามจึงอาจถูกตีความเป็นการยอมรับ ชื่นชอบ หรือสนับสนุน ขณะที่การไม่กดติดตามก็อาจทำให้ผู้รับสารบางส่วนนั้น…
“ตั้งคำถาม” หรือเกิด “ความสงสัย” ขึ้นมาได้ทันที
“ที่น่าสนใจคือ คนยุคโซเชียลจำนวนไม่น้อยไม่ได้เป็นเพียงผู้รับสาร แต่กลายเป็นผู้สืบค้น ผู้จับสังเกต และผู้เล่าเรื่องต่อในเวลาเดียวกัน ซึ่งเมื่อมีความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยบนบัญชีของคนดัง หน้าจอของผู้ติดตามก็ทำหน้าที่คล้ายห้องข่าวย่อย ๆ ที่มีตั้งแต่การแคปภาพ เปรียบเทียบเวลา ตั้งข้อสังเกต และสร้างสมมติฐาน ก่อนที่ข้อมูลจะถูกส่งต่อเป็นวงกว้าง” …เป็นมุมมองที่นักวิชาการด้านนวัตกรรมสื่อสารสังคม มศว สะท้อนไว้

อย่างไรก็ตาม การกดติดตามหรือไม่กดติดตามเพียงอย่างเดียว ยังไม่พออธิบายความรู้สึก ความสัมพันธ์ หรือเจตนาของบุคคลได้ทั้งหมด เพราะแต่ละคนมีเหตุผลใช้งานโซเชียลต่างกัน บางคนใช้บัญชีเพื่อทำงาน บางคนติดตามเฉพาะเรื่องใกล้ตัว การไม่ฟอลโลว์จึงอาจไม่ได้มีความหมายมากไปกว่า “ยังไม่ได้กด” ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อสังคมออนไลน์เร่งแปลความหมายจากข้อมูลบางส่วน แล้วใช้ไปตัดสินคนทั้งคน ในโลกที่ทุกอย่างเร็ว ความเงียบอาจถูกอ่านเป็นการยอมรับ การไม่กดติดตามอาจถูกอ่านเป็นการปฏิเสธ หรือถึงขั้นอาจถูกขยายเป็นการประกาศสงครามแบบงง ๆ…
ทั้งที่เจ้าของบัญชีอาจไม่ได้ตั้งใจสื่อสารเช่นนั้น
อีกประเด็นที่ ผศ.ดร.อาทิตยา ชี้ให้เห็นคือ “จุดเด่นของสื่อสังคมออนไลน์” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานสังเกต วิเคราะห์ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้รวดเร็ว จนเกิดสิ่งที่ทางวิชาการเรียกว่า “Participatory Surveillance” หรือ “การเฝ้าสังเกตอย่างมีส่วนร่วม” โดยเฉพาะเมื่อเป็นบุคคลสาธารณะ ทุกการเคลื่อนไหวจึงกลายเป็นประเด็นได้ในเวลาอันสั้น ดังนั้น “ดราม่าฟอล–อันฟอล” จึงสะท้อนสังคมที่ผู้ชมไม่ได้อยู่ปลายทางของข่าวอีกต่อไป แต่เข้ามาร่วมผลิตข่าว ตั้งคำถาม กดดัน และกำหนดทิศทางบทสนทนา ยิ่งเมื่อรวมกับอัลกอริทึมและวัฒนธรรมการตัดสินอย่างรวดเร็วด้วยแล้วนั้น…
“ความห่วงใย” ก็อาจกลายเป็น “แรงกดดัน” ได้
“ที่อยากฝากคือทั้งเจ้าของบัญชีและผู้ติดตามต่างก็มีสิทธิในพื้นที่ของตน แต่สิ่งสำคัญคือการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่รอบด้าน เปิดโอกาสให้มีคำอธิบายจากทุกฝ่าย และเคารพกันในการสื่อสาร เพื่อให้พื้นที่สาธารณะเป็นพื้นที่ของการแลกเปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์มากกว่าการตัดสินกันจากข้อมูลเพียงบางส่วน” ผศ.ดร.อาทิตยา ทิ้งท้าย เพื่อสะท้อนให้เห็น “พัฒนาการที่เปลี่ยนไป” ของปรากฏการณ์บนโซเชียลตอนนี้ ในยุคที่ชีวิตคนดังถูกมองผ่านหน้าจอแทบจะตลอดเวลา ทำให้ “ปุ่มฟอลโลว์–อันฟอลโลว์”
จากที่เคยเป็นเพียง “ปุ่มเล็ก ๆ” เท่านั้น…
มายุคนี้กลับมีความหมายมากมายเกินตัว
ท่ามกลางความเปราะบางในสังคมโซเชียล.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



