ทั้งนี้ เหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นล่าสุด สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ “ภาวะข้อมูลท่วม” ที่อาจจะทำให้เกิดผลกระทบกับผู้ติดตามข่าวสารตลอดเวลาแบบไม่มีพักเบรก โดยเรื่องนี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ได้รับการย้ำเตือนจากทางจิตแพทย์ให้ “เฝ้าระวังพิษภัย” จากการติดตาม “ข่าวร้ายซ้ำ ๆ” ที่อาจก่อให้เกิด “ปัญหาสุขภาพ” ทั้งทางร่างกายและจิตใจรุนแรงอย่างไม่คาดคิด…

นอกเหนือจากสภาพจิตใจที่บอบช้ำ

การเสพข่าวความรุนแรงซ้ำ ๆ วน ๆ

ยิ่งเสี่ยงทำให้ “สมองได้รับผลกระทบ”

นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ

เกี่ยวกับคำเตือนนี้ นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ หรือ “หมอท้อป” จิตแพทย์ประจำ Me Center Clinic ให้มุมมองผ่าน “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ว่า… ประชาชนทั่วไปที่กำลังตื่นตระหนกนั้น นพ.อภิชาติ ได้แนะนำเป็นแนวทางไว้ดังนี้ เริ่มต้นจาก.. จำกัดการรับรู้ข้อมูล โดยการติดตามข่าวสารนั้นควรทำเพียงแค่ให้ทราบว่า…เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นและที่ไหนก็น่าจะเพียงพอแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้สมองท่วมท้นด้วยความเครียด จนเกินขีดจำกัดที่สมองจะรับมือไหว ขณะที่คำถามต่อมาคือ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังมีอาการผิดปกติจากการ “เสพข่าวร้ายมากไป” เรื่องนี้จิตแพทย์คนเดิมได้ให้แนวทางเป็น “ข้อสังเกตง่าย ๆ” ที่เริ่มจากการ “สังเกตตัวเอง” ดูว่า…รู้สึกเครียด จิตตก หดหู่ หรือถึงขั้นนอนไม่หลับหลังจากเสพข่าวหรือไม่ ซึ่งถ้าคำตอบคือใช่ กรณีนี้สิ่งแรกและสิ่งเดียวที่จะต้องทำทันทีคือ ต้องพักการเสพข่าวสาร เพื่อขีดเส้นแบ่งให้ตัวเองได้พักสมองบ้าง โดยแนวทางนี้จำเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน ในยุคดิจิทัลที่ทุก ๆ นาทีมีข้อมูลข่าวสารหลั่งไหลมากมาย

อีกความผิดปกติที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนคือ “รู้สึกอารมณ์ดำดิ่งเกินไป” จากการปล่อยให้ตัวเองลงไปดูรายละเอียดที่ลึกเกินความจำเป็น หรือแม้แต่การดูคลิปดูเหตุการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็มีผลเสียโดยจะ “สร้างรอยแผลเป็นทางอารมณ์”

นพ.อภิชาติ ยังได้มีการย้ำเตือนถึง “พิษของการเสพข่าวร้าย” จนมากเกินไปว่า… ไม่ได้ทำลายแค่สุขภาพจิต แต่ยังลุกลามไปทำลายสุขภาพกายด้วย โดยจะทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ เบื่ออาหาร และในบางคนอาจจะกลายเป็น “ความเหนื่อยล้าเรื้อรัง” ที่ล้วนเป็นผลพวงมาจากการปล่อยให้อารมณ์ด้านลบและความเครียดสะสมตัวอย่างเงียบ ๆ ในร่างกายของเรา ด้วยเหตุนี้จึงมี “กฎเหล็ก” ที่สังคมออนไลน์ต้องร่วมกันยึดถือในยามวิกฤติคือ หยุดแชร์ภาพกระตุ้นอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นภาพเหตุการณ์สด ๆ ภาพใบหน้าผู้ก่อเหตุ ภาพผู้เสียชีวิต เพราะการแชร์ต่อคือการส่งมอบความบอบช้ำทางจิตใจไปสู่ผู้อื่น

เราต้องปรับมายด์เซ็ตใหม่ของสังคมว่าเรามีหน้าที่แค่รับดู รับทราบ และรับรู้เฉย ๆ เท่านั้น ซึ่งการนำข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยันมาวิเคราะห์หรือด่วนสรุปกันเองล่วงหน้าในช่วงที่เหตุการณ์ยังไม่ยุติ มีแต่จะสร้างความโกลาหลและความหวาดกลัวให้ทวีคูณ” …นี่คือสิ่งที่จิตแพทย์ย้ำเตือน และฝากถึงคนไทยในช่วงเวลานี้

นอกจากนั้น ยังชี้ว่า… ไม่เฉพาะแต่ข่าวร้ายล่าสุด แต่ดูเหมือนในไทยระยะหลัง ๆ ผู้คนในสังคมจะถูกกระตุ้นด้วยข่าวร้ายมากเกินไปแบบตลอดเวลา ยิ่งเมื่อนำมารวมกับความเครียดในการใช้ชีวิต การแข่งขันที่ดุเดือด แรงกดดันจากปัญหาปากท้อง และการต้องแบกรับความคาดหวังของคนรอบข้าง จึงทำให้บางคนทนกับแรงบีบคั้นไม่ไหว จนตัดสินใจผิด ๆ ได้ง่ายขึ้น

ไม่เฉพาะแต่วัยทำงาน แต่ดูเหมือนทุกเพศทุกวัยเวลานี้ กำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายอารมณ์ที่พร้อมจะขาดได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด เนื่องจากร่างกายและสมองยังไม่เติบโตเต็มที่ และยังมีประสบการณ์ชีวิตไม่เท่ากับผู้ใหญ่ ยิ่งบวกกับสภาวะโครงสร้างสังคมที่เต็มไปด้วยความกดดัน การปล่อยให้เยาวชนดูข่าวความรุนแรงซ้ำ ๆ กรณีนี้ถือเป็นความเสี่ยงขั้นสูงสุด เพราะอาจเข้าไปสร้างภาพจำในสมองที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ที่เมื่อถึงจุดเดือดหนึ่งเข้าก็พร้อมจะปะทุออกมาเมื่อเผชิญวิกฤติ” …จิตแพทย์ย้ำเตือนเรื่องนี้

นพ.อภิชาติ ระบุอีกว่า… สำหรับสภาวะที่เป็นอยู่เช่นในเวลานี้ สิ่งที่จิตแพทย์กังวลที่สุดคือ พฤติกรรมเลียนแบบ โดยเมื่อเด็ก ๆ ต้องประสบปัญหาในชีวิตและหาทางออกไม่ได้ ภาพความรุนแรงที่พวกเขาเคยเสพอาจถูกดึงกลับมาใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาโดยไม่รู้ตัว ซึ่งคือวงจรอุบาทว์ที่จะต้องรีบตัดตอน อาทิ “ครอบครัว” มีหน้าที่สำคัญคือ การสังเกต ซึ่งหากพบว่า… เด็กมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ซึมเศร้า ดูเครียด พูดคุยน้อยลง หรือเริ่มเก็บตัว ผู้ปกครองต้องก้าวเข้าไปหาพวกเขาด้วยหัวใจที่เปิดกว้างและปราศจากอคติ นอกจากนั้นครอบครัวต้อง ยึดกฎการรับฟัง คือ “ห้ามดุด่าห้ามสั่งสอนห้ามตัดสิน เพราะเป้าหมายสูงสุดคือทำให้เด็กรู้สึกว่า… ครอบครัวคือพื้นที่ปลอดภัย” ที่สามารถเปิดเผยความอ่อนแอ ความรู้สึก หรือสามารถใช้เป็นพื้นที่เพื่อเล่าปัญหาที่ซ่อนอยู่ข้างในจิตใจให้ฟังได้

แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่าบางครั้งความรักก็ไม่เพียงพอ ซึ่งหากพ่อแม่หรือครอบครัวลองพูดคุยรับฟังแล้ว แต่อาการเด็กยังไม่ดีขึ้น การหันหน้าเข้าหาผู้เชี่ยวชาญคือทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะบ่อยครั้งที่ปัญหาของเด็กมีความซับซ้อนเกินกว่าที่คนในครอบครัวจะรับมือไหว เช่น ปัญหาถูกกลั่นแกล้งหรือบูลลี่ หรือความกดดันเรื่องการเรียน ซึ่งหากเด็กรู้สึกลำบากใจที่จะเล่าให้พ่อแม่ฟัง จิตแพทย์จะทำหน้าที่เป็นคนกลางที่ดีที่สุด” …นพ.อภิชาติ กล่าว

นอกจากนั้น ที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ให้ความสนใจและตั้งข้อสังเกตไว้ ไม่เฉพาะแค่เหตุร้ายล่าสุด แต่รวมถึงกรณีคล้าย ๆ กันอื่น ๆ ในอดีต คือ “อายุผู้ก่อเหตุ” ที่มีแนวโน้มอายุน้อยลงเรื่อย ๆ โดยเรื่องนี้ นพ.อภิชาติ วิเคราะห์ว่า… แม้ความรุนแรงเกิดได้ในทุกเพศทุกวัย หรือการก่อเหตุใช้ความรุนแรงนั้นจะขึ้นกับตัวบุคคลนั้น ๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า… “โลกรอบตัววันนี้” ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้บางคนตัดสินใจใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะในยุคที่ผู้คนนั้น…

ถูกล้อมรอบ” ด้วยแรงกดดันสารพัดอย่าง

วิธีที่ดีที่สุดคือ ผู้ใหญ่ควรสำรวจความรู้สึกของบุตรหลาน เพื่อให้ดูแลกันได้ทันท่วงที ซึ่งการรับฟังกัน การพูดคุยกันจะช่วยเสริมความแข็งแรงของครอบครัว แต่ก็มีหลักสำคัญที่ผู้ใหญ่หรือพ่อแม่ต้องท่องจำไว้คือ ต้องทำให้เด็กรู้สึกมั่นใจว่าพื้นที่นี้ปลอดภัยสำหรับเขา ด้วยการให้เวลาและไม่เร่งรัดคำตอบ เพราะความสามารถในการเล่าปัญหาของเด็กแต่ละคนต่างกัน ซึ่งวิธีนี้จะทำให้เด็กกล้าเล่าปัญหาให้ฟังมากขึ้น จนนำมาสู่การแก้ปัญหาร่วมกัน”

ทั้งนี้ หากถอดบทเรียนจากเหตุร้ายที่ผ่านมา ซึ่งเกิดขึ้นหลาย ๆ ครั้งในไทยแล้ว ดูเหมือน “ทางออกที่ยั่งยืน” เพื่อแก้ปัญหานั้นบางทีแล้วอาจ ต้องเริ่มต้นที่ตัวผู้ใหญ่ และ “วิธีลดปัญหาที่ได้ผล” คือ รับฟังและพูดคุยกับเด็ก อย่างเข้าใจ

ให้เกิด “พื้นที่ปลอดภัย” ทั้งที่บ้าน ที่โรงเรียน

ที่นอกจากช่วยดูแล และโอบอุ้มเด็กด้วยแล้ว

ยังช่วย “ตัดวงจรความรุนแรง” ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์